- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 38 - เซียนในกระบี่
บทที่ 38 - เซียนในกระบี่
บทที่ 38 - เซียนในกระบี่
บทที่ 38 - เซียนในกระบี่
อย่าเพิ่งใจร้อนสิ มารอชมงิ้วฉากเด็ดกันก่อนดีกว่า~
ลู่หลีได้ยินเสียงเย็นเยียบดังก้องขึ้นมาในหัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาตวัดสายตาไปมองตัวเป้ยนภาทมิฬด้วยความหวาดระแวง เป็นฝีมือมันงั้นเหรอ?
ทันใดนั้น พื้นที่ส่วนหนึ่งของมิติประหลาดแห่งนี้ก็โปร่งใสขึ้นมา ทำให้ลู่หลีและเหล่าสัตว์อสูรมองเห็นภาพการต่อสู้ของเจียงเสี่ยวเสี่ยวได้อย่างชัดเจน
สถานการณ์ตอนนี้กลายเป็นหนึ่งรุมสอง เจียงเสี่ยวเสี่ยวถือกระบี่ธุลีแดงเข้าปะทะกับหมาป่าและเป้ยนภาทมิฬ
ถึงกระบี่ธุลีแดงจะยกระดับขึ้นเป็นราชันขั้นสูงแล้ว แต่หมาป่าและเป้ยนภาทมิฬก็มีพลังระดับราชันขั้นกลางทั้งคู่ แถมสองตัวนี้ยังประสานงานกันได้อย่างเข้าขา การต่อสู้จึงสูสีจนกินกันไม่ลง
ลู่หลีมองตัวเป้ยนภาทมิฬที่อยู่ไม่ไกลอย่างครุ่นคิด สรุปว่าไอ้ตัวที่อยู่ตรงนี้คือร่างแยกสินะ... กะจะรุมจัดการรุ่นพี่เจียงให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาเชือดพวกเราทีหลังงั้นสิ?
พอวิหคเพลิงสีชาดเห็นผู้ควบคุมอสูรของตัวเองโดนรุมรังแก มีหรือที่มันจะทนไหว มันพ่นเปลวเพลิงสายหนึ่งพุ่งทะลวงร่างของตัวเป้ยนภาทมิฬไปในพริบตา
ร่างของตัวเป้ยนภาทมิฬสลายหายไปทันที แต่มิตินี้กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ วิหคเพลิงสีชาดเห็นดังนั้นก็พ่นไฟเข้าใส่ผนังมิติที่โปร่งใสอีกระลอก เปลวไฟอันร้อนแรงแผดเผาจนอากาศบิดเบี้ยว แต่มิติกลับไม่เกิดระลอกคลื่นสั่นไหวแม้แต่น้อย
"ไม่ต้องลองแล้ว ในเมื่อไอ้เจ้านั่นมันกล้าส่งพวกเรามาขังไว้ในมิตินี้ มันก็คงไม่ยอมปล่อยให้พวกเราพังออกไปได้ง่ายๆ หรอก" ลู่หลีลูบหลังเสวี่ยอิงเพื่อปลอบประโลมให้มันใจเย็นลง
วิหคเพลิงสีชาดฟังคำพูดของลู่หลีไม่ออก มันเลยยังคงพ่นไฟใส่กำแพงมิติอย่างไม่ลดละ ทำให้อุณหภูมิภายในมิติพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ลู่หลีเห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจอย่างเอือมระอา ขืนปล่อยให้มันพ่นไฟต่อไป มิติจะพังหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เขาคงโดนย่างสดตายก่อน "เสวี่ยอิง แปลให้วิหคเพลิงสีชาดฟังที"
เสวี่ยอิงพยักหน้ารับ "อิง!"
พอได้ฟังคำแปลจากเสวี่ยอิง วิหคเพลิงสีชาดก็ตวัดสายตาค้อนขวับใส่ลู่หลีอย่างไม่พอใจ นายหมายความว่าไง ห๊ะ! คิดว่าฝีมือฉันห่วยหรือไง?! แม้จะรู้สึกฉุนเฉียว แต่มันก็ยอมหยุดพ่นไฟแต่โดยดี
ลู่หลีลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วใช้เสวี่ยอิงเป็นล่ามแปลภาษาต่อ
"นอกจากนายกับกระบี่ธุลีแดงแล้ว รุ่นพี่เจียงไม่มีสัตว์อสูรตัวอื่นแล้วเหรอ?"
ระดับของผู้ควบคุมอสูรสามารถดูได้จากสีของวงเวทอัญเชิญ ได้แก่ ฝึกหัดสีขาว, ระดับต้นสีเหลือง, ระดับกลางสีส้ม, ระดับสูงสีฟ้า, ระดับท็อปสีคราม, ปรมาจารย์สีแดง, ตำนานสีม่วง, ตำนานระดับผนึกสีดำ, ตำนานวีรชนสีทอง, และระดับเทวะสีรุ้ง
จากสีแดงของวงเวทอัญเชิญของรุ่นพี่เจียง เธอน่าจะเป็นผู้ควบคุมอสูรระดับปรมาจารย์ที่มีมิติควบคุมอสูรระดับหก ซึ่งหมายความว่าเธอมีโควตาทำสัญญาสัตว์อสูรได้ถึงหกตัว มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะมีสัตว์อสูรแค่สองตัว
วิหคเพลิงสีชาดหลบสายตาแล้วก้มหน้าลงอย่างมีพิรุธ มีเพื่อนอีกสองตัวนะ แต่ฝากปรมาจารย์เพาะพันธุ์เลี้ยงไว้น่ะ...
ลู่หลีเลิกคิ้วสูงเมื่อได้ยินคำตอบ แม่เจ้าโว้ย รุ่นพี่คนนี้แกจะห้าวไปไหน พกสัตว์อสูรมาแค่สองตัวก็กล้าลุยดันเจี้ยนระดับหกซะแล้ว
แต่แล้ววิหคเพลิงสีชาดก็เชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งยโส ก็แค่สัตว์อสูรระดับราชันขั้นกลางกระจอกๆ สองตัว ผู้ควบคุมอสูรของฉันจัดการได้สบายอยู่แล้ว!
"เอ่อ... แต่ดูเหมือนไอ้สองตัวนั้นมันจะรวมร่างกันแล้วนะ..." ลู่หลีชี้ไปที่ภาพการต่อสู้ด้วยใบหน้าใสซื่อ "แถมพลังยังพุ่งปรี๊ดขึ้นไปถึงระดับราชันขั้นสูงสุดแล้วด้วย"
เจียงเสี่ยวเสี่ยวหอบหายใจเบาๆ เธอมองดูหมาป่าและเป้ยนภาทมิฬที่พลังพุ่งทะยานไปถึงระดับราชันขั้นสูงสุดด้วยคิ้วที่ขมวดแน่น ตามปกติถ้าต้องรับมือกับสัตว์อสูรระดับราชันสองตัว เธอคงปิดเกมไปนานแล้ว แต่ไอ้สองตัวนี้มันดันเป็นธาตุมิติทั้งคู่ แถมยังประสานงานกันได้ไร้ที่ติอีก
ธาตุมิติขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์รับมือยากอยู่แล้ว ยิ่งพอไอ้สองตัวนี้มาร่วมมือกัน มันก็ยิ่งรีดเร้นความน่ารำคาญของธาตุมิติออกมาได้ถึงขีดสุด หลายต่อหลายครั้งที่เธอสบโอกาสจะฟาดฟันให้บาดเจ็บสาหัสได้ แต่พวกมันก็มักจะฉวยโอกาสช่วยเหลือกันหนีรอดไปได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปดทุกที
ยอมแพ้ซะเถอะ นังหนู! เจ้าไม่มีทางเอาชนะพวกข้าได้หรอก!
เมื่อได้ยินคำปรามาสของเป้ยนภาทมิฬ เจียงเสี่ยวเสี่ยวก็แค่นเสียงเหยียดหยาม ก็แค่ระดับราชันขั้นสูงสุด เธอไม่ใช่ไม่เคยฆ่าซะหน่อย ตอนพวกมันแยกกันอยู่ยังจะรับมือยากกว่านี้อีก แต่ตอนนี้... มันก็แค่เป้านิ่งดีๆ นี่เอง!
เจียงเสี่ยวเสี่ยวปล่อยมือจากด้ามกระบี่ธุลีแดง เธอยืนนิ่งสงบเงยหน้ามองหมาป่าและเป้ยนภาทมิฬ
ลู่หลีสูดปากด้วยความเสียวไส้ "รุ่นพี่เจียงทำอะไรน่ะ? อย่าบอกนะว่าจะถอดใจแล้ว?"
สัตว์อสูรประเภทอาวุธจำเป็นต้องมีผู้ใช้งานถึงจะดึงพลังออกมาได้เต็มที่ ถ้าไม่มีคนถือ กระบี่ธุลีแดงในตอนนี้ไม่มีทางสู้สัตว์อสูรระดับราชันขั้นสูงสุดธาตุมิติได้เลย
ถุย! พูดบ้าอะไรของนาย ผู้ควบคุมอสูรกำลังจะใช้พรสวรรค์ของเธอต่างหากล่ะ! แววตาของวิหคเพลิงสีชาดเต็มไปด้วยความคาดหวังและเป็นประกายวิบวับ ชั่วขณะหนึ่งลู่หลีรู้สึกเหมือนไอ้เจ้านี่มันกลายเป็นติ่งดารา ภาพนี้ทำเอานึกถึงพวกแฟนคลับที่กำลังตั้งตารอศิลปินคนโปรดขึ้นเวทีในชาติก่อนเลยแฮะ
หึๆ รู้ตัวว่าหมดหวังแล้วงั้นสิ? วางใจเถอะ ข้าจะสงเคราะห์ให้เจ้าตายอย่างรวดเร็วและหมดจดเอง! เป้ยนภาทมิฬจ้องมองหญิงสาวชุดแดงที่ยอมทิ้งกระบี่อย่างลำพองใจ
เจียงเสี่ยวเสี่ยวทำเป็นหูทวนลม เธอค่อยๆ ยกมือเรียวขึ้นมาทาบไว้ที่หน้าอก ก่อนจะ... ทิ่มมือทะลุเข้าไป!
มือของเธอล้วงทะลุหน้าอกเข้าไปดื้อๆ แต่กลับไม่มีมือโผล่ออกมาทางด้านหลัง ราวกับว่าภายในหน้าอกของเธอมีมิติพิศวงซ่อนอยู่
ขณะที่เจียงเสี่ยวเสี่ยวค่อยๆ ดึงมือกลับออกมา กลิ่นอายพลังของเธอก็เริ่มพุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ขุนพลขั้นสูง... ราชันขั้นต่ำ... ราชันขั้นกลาง...
เพียงอึดใจเดียว พลังของเธอก็เทียบเท่ากับกระบี่ธุลีแดงที่เป็นราชันขั้นสูงเมื่อครู่ ทว่าพลังของเจียงเสี่ยวเสี่ยวกลับไม่หยุดแค่นั้น ราชันขั้นสูง... ราชันขั้นสูงสุด!
หมาป่าและเป้ยนภาทมิฬที่ลอยอยู่กลางอากาศหน้าถอดสี ความย่ามใจเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น พวกมันรีบรวบรวมพลังไว้ในปาก เตรียมปลดปล่อยสกิลธาตุมิติระดับสูง... [ปืนใหญ่ฉีกมิติ]!
พลังงานสีม่วงเข้มสองสายหมุนวนอยู่ในปากอย่างรวดเร็ว ก่อนจะบีบอัดจนกลายเป็นลูกบอลขนาดจิ๋ว แล้วพ่นออกมากลายเป็นลำแสงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสามเมตรพุ่งทะยานเข้าใส่เจียงเสี่ยวเสี่ยว
ลำแสงทั้งสองพุ่งเข้าหลอมรวมกันกลางอากาศ กลายเป็นลำแสงพลังงานสีม่วงดำขนาดยักษ์กว้างถึงห้าเมตร พลังงานที่เสียดสีกับมิติอย่างรุนแรงทำให้เกิดวงแหวนกระแสไฟฟ้าสีฟ้าฟาดฟันอยู่รอบๆ พลังมิติที่ถูกดูดกลืนเข้าไปอย่างไม่ขาดสาย ยิ่งทวีคูณอานุภาพของท่าโจมตีนี้ให้พุ่งขึ้นถึงขีดสุด
เจียงเสี่ยวเสี่ยวเผชิญหน้ากับปืนใหญ่ฉีกมิติที่พุ่งเข้ามาพร้อมกับพายุหมุนและสายฟ้าฟาดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ แม้แต่ตาก็ไม่กะพริบ
เส้นผมของเธอปลิวไสวไปตามแรงลม จังหวะที่เจียงเสี่ยวเสี่ยวดึงสิ่งที่ดูคล้ายด้ามกระบี่ทำจากคริสตัลสีม่วงออกมาจนเห็นตัวดาบ เวลารอบตัวก็คล้ายกับจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
แม้แต่ลู่หลีที่อยู่ในอีกมิติหนึ่งก็ยังสัมผัสได้ว่า สมองของเขาตกอยู่ในสภาวะชะงักงันไปชั่วเสี้ยววินาที มันเป็นความรู้สึกที่อึดอัดทรมานสุดๆ
ปืนใหญ่ฉีกมิติที่แฝงไปด้วยอานุภาพทำลายล้างพุ่งเข้ามาใกล้เจียงเสี่ยวเสี่ยวในระยะไม่ถึงห้าเมตร ทันใดนั้น ประกายแสงจากกระบี่ก็สว่างวาบ ภาพตรงหน้ากลายเป็นสีขาวโพลน พร้อมกับเสียงที่ฟังดูราวกับมิติแตกสลายดังกึกก้อง
ปืนใหญ่ฉีกมิติที่ทรงพลังพอจะกวาดล้างเมืองทั้งเมืองให้ราบเป็นหน้ากลอง ถูกผ่าออกเป็นสองซีกแล้วระเบิดออกในพริบตา คลื่นกระแทกจากการระเบิดถูกประกายกระบี่ม้วนกลับไปกระหน่ำใส่หมาป่าและเป้ยนภาทมิฬอย่างรุนแรง
รอบกายเจียงเสี่ยวเสี่ยวเงียบสงบไร้รอยขีดข่วน แต่พื้นที่ในรัศมีห้าเมตรถัดออกไปกลับพังพินาศย่อยยับ หมาป่าและเป้ยนภาทมิฬถูกประกายกระบี่และแรงระเบิดซัดกระเด็นปลิวไปไกล หมดสภาพต่อสู้ไปในทันที
ซิวจ้องมองเจียงเสี่ยวเสี่ยวที่ถือกระบี่เล่มเขื่องอันงดงามวิจิตรราวกับสลักเสลามาจากคริสตัลสีม่วง ร่างกายของมันสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น กระบี่อันทรงพลังไร้เทียมทานนี้ หรือนี่คือวิชาหนึ่งกระบี่ทำลายหมื่นวิถี!
ลู่หลีเองก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมเจียงเสี่ยวเสี่ยวถึงได้รับฉายาว่า 'เซียนกระบี่ธุลีแดง' นั่นก็เพราะ... ตัวเธอเองนั่นแหละคือ 'เซียนในกระบี่'!
เพล้ง—
จู่ๆ มิติที่ลู่หลีถูกขังอยู่ก็เริ่มแตกสลาย ลู่หลีรู้สึกเหมือนไร้น้ำหนักและร่วงหล่นลงเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่วิหคเพลิงสีชาดบินมารับลู่หลีกับเสวี่ยอิงเอาไว้ได้ทัน ลู่หลีถึงเพิ่งรู้ว่าจริงๆ แล้วพวกเขาอยู่ห่างจากเจียงเสี่ยวเสี่ยวไม่ไกลเลย
ลู่หลีมองเจียงเสี่ยวเสี่ยวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ดึงกระบี่ออกมาจากหน้าอก... ถ้าเขาจำไม่ผิด นั่นน่าจะเป็นพรสวรรค์ระดับตำนาน... [โลหิตใจหล่อเลี้ยงกระบี่ใจ] สินะ!
[จบแล้ว]