- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 37 - ผู้ควบคุมอสูรและสัตว์อสูรที่ผิดปกติ
บทที่ 37 - ผู้ควบคุมอสูรและสัตว์อสูรที่ผิดปกติ
บทที่ 37 - ผู้ควบคุมอสูรและสัตว์อสูรที่ผิดปกติ
บทที่ 37 - ผู้ควบคุมอสูรและสัตว์อสูรที่ผิดปกติ
รอยยิ้มของลู่หลีแข็งค้างไปชั่วขณะ
"ไม่ได้ให้แกไปโดนฟ้าผ่า เห็นบ่อน้ำนั่นไหม? ฉันจะให้แกไปแช่น้ำต่างหาก"
ซิวหันไปมองบ่อน้ำสลับกับลูกพี่ใหญ่เสวี่ยอิง ถึงได้บรรลุสัจธรรม ที่แท้ก็มาเจอวาสนานี่เอง จากนั้นมันก็มองลู่หลีด้วยสายตาเคร่งขรึม ไม่นึกเลยว่าผู้ควบคุมอสูรของข้าจะเป็นถึงบุตรแห่งโชคชะตา!
ถ้าเป็นเช่นนี้ วันข้างหน้าผู้ควบคุมอสูรต้องมีศัตรูมากมายเป็นแน่ ข้าต้องเร่งฝึกปรือฝีมือให้เร็วขึ้นแล้ว! พอทำความเข้าใจสถานการณ์เสร็จสรรพ ซิวก็กระพือปีกกระโดดลงจากมือลู่หลี ร่วงตุ้บลงกระแทกพื้นเหมือนก้อนหินโดยไม่มีการชะลอความเร็วใดๆ แต่มันก็ทำเนียนปัดฝุ่นตามตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้ววิ่งดุ๊กดิ๊กไปหาเสวี่ยอิง
เจียงเสี่ยวเสี่ยวมองดูลู่หลีที่กำลังหยอกล้อกับสัตว์อสูรด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เด็กหนุ่มที่ชื่อลู่หลีคนนี้ดูแปลกๆ แฮะ... ทั้งๆ ที่มีพรสวรรค์เยี่ยมยอดจนทะลวงระดับเป็นผู้ควบคุมอสูรฝึกหัดได้ไวขนาดนี้ แต่กลับทำสัญญากับสัตว์อสูรที่อ่อนแอซะงั้น แถมสัตว์อสูรพวกนี้ดูแล้วสมองก็ไม่ค่อยจะปกติเท่าไหร่ด้วย
บ่อน้ำนี่คือหยาดอัสนี ซึ่งเกิดจากพลังงานสายฟ้าที่ฟาดลงมาสะสมในดินอย่างยาวนานจนควบแน่นเป็นของเหลว ถือเป็นทรัพยากรล้ำค่า ถึงแม้ดินจะช่วยลดทอนความรุนแรงลงไปบ้าง แต่เนื้องานของมันก็ยังคงเป็นพลังงานสายฟ้าอันบ้าคลั่ง อานุภาพของมันไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
สัตว์อสูรสายพันธุ์เหนือธรรมชาติปกติ แค่เห็นหยาดอัสนีนี้ก็ต้องเกิดอาการหวาดกลัวกันบ้าง แต่สัตว์อสูรสองตัวของลู่หลีไม่เพียงแต่ไม่กลัว กลับยังดูตื่นเต้นสุดๆ โดยเฉพาะกวางวิญญาณตัวนั้น สายตาที่มองมันเหมือนกับกำลังมองของอร่อยซะงั้น...
กระบี่ธุลีแดงที่มีประสาทสัมผัสไวกว่าเจียงเสี่ยวเสี่ยวในฐานะสัตว์อสูร สัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากพวกมัน
"หึ่ง!" ไม่ปกติ! ไอ้หนุ่มผมขาวนั่นไม่ปกติ! ไอ้เปี๊ยกสองตัวนั่นก็ไม่ปกติ!
ความสนใจของเสวี่ยอิงกับซิวตอนนี้จดจ่ออยู่กับหยาดอัสนีแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ หนึ่งนกหนึ่งกวางเดินไปหยุดอยู่ริมบ่อแล้วหันมาสบตากัน
สาม สอง หนึ่ง กระโดด!
เปรี๊ยะ!
แสงสว่างวาบขึ้นในพริบตา กระแสไฟฟ้าเส้นเล็กจิ๋วจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าโอบล้อมเสวี่ยอิงกับซิวราวกับทหารพลีชีพ
ภาพตรงหน้าทำเอาเจียงเสี่ยวเสี่ยวขมวดคิ้ว เธอหันขวับมามองลู่หลี ไอ้หมอนี่มันยังไงของมัน ทำไมถึงเลี้ยงสัตว์อสูรได้บ้าระห่ำขนาดนี้? ถึงหยาดอัสนีนี่จะคุณภาพไม่สูง สัตว์อสูรระดับปลุกพลังพอจะรับไหวก็เถอะ
แต่ตามปกติมันควรจะค่อยๆ เดินลงไป ให้ร่างกายปรับตัวทีละนิด แล้วค่อยแช่ลงไปทั้งตัวไม่ใช่เหรอ? เล่นกระโดดตูมเดียวข้ามสเตปแบบนี้มันจะไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ?
ลู่หลีลูบจมูกตัวเองอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่ารุ่นพี่เจียงจะมองเขาทำไม ในมุมมองของลู่หลี หยาดอัสนีมันก็คือทรัพยากรประเภทเดียวกับหยาดทิพย์จิตวิญญาณนั่นแหละ แค่มันจะช่วยเน้นเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายแบบเถื่อนกว่าหยาดทิพย์จิตวิญญาณที่ช่วยยกระดับศักยภาพอย่างอ่อนโยนไปสัก... แสนล้านเท่าก็เท่านั้นเอง
ถึงกวางวิญญาณจะบอบบาง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าเสวี่ยอิงมันลงไปแช่หยาดทิพย์จิตวิญญาณอยู่บ่อยๆ แถมตอนนี้ยังเรียนรู้สกิลพลังงานธรรมชาติได้อีก ส่วนซิว... ถึงพลังงานจะเหือดแห้งไปแล้ว แต่โชคดีที่มีสกิลติดตัวอย่างสมานแผลกับทรหด บวกกับเคยแช่หยาดทิพย์จิตวิญญาณมาแล้วครั้งนึง คิดว่าน่าจะเอาอยู่แหละน่า
จู่ๆ ก็มีเสียงประหลาดดังมาจากบ่อหยาดอัสนี ลู่หลีกับเจียงเสี่ยวเสี่ยวหันขวับไปมองพร้อมกัน
"จิ๊บ!" จงดูให้ดี! เคล็ดวิชาลับ [สามพันอัสนีเคลื่อน]!
ซิวอยู่ก้นบ่อ มันกระพือปีกฟาดสะเปะสะปะอย่างไร้ทิศทาง กำลังร่ายรำวิชาที่มันอุปโลกน์ขึ้นเองว่า 'สามพันอัสนีเคลื่อน'
ส่วนเสวี่ยอิงกำลังว่ายน้ำเล่นอย่างเบิกบานใจ นานๆ ทีก็อ้าปากงับหยาดอัสนีเข้าไปคำหนึ่ง รสชาติเผ็ดๆ ชาๆ นี่มันอร่อยเด็ดไปเลย! แถมรอบตัวมันยังมีลูกบอลสายฟ้าที่กำลังขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โคจรอยู่ด้วย
เจียงเสี่ยวเสี่ยวมองดูลูกบอลสายฟ้าที่แผ่คลื่นพลังงานรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างใช้ความคิด กวางวิญญาณมีสกิลแบบนี้ด้วยเหรอ? เธอจำได้ว่ากวางวิญญาณมันเป็นพวกไร้ธาตุแถมตัวบางเฉียบไม่ใช่หรือไง?
แล้วไอ้นกกระจอกกลมที่กำลังตะกุยน้ำอยู่ก้นบ่อนั่นมันบ้าอะไรอีกล่ะ? นกกระจอกกลมปกติมันต้องเป็นสายเวทย์ไม่ใช่เหรอ? หรือว่ามันกะจะเอาดีทางเวทย์สายบวก?
ลู่หลี: พฤติกรรมของสัตว์อสูรไม่เกี่ยวกับผู้ควบคุมอสูรนะคร้าบ
หยาดอัสนีค่อยๆ ถูกสัตว์อสูรทั้งสองตัวดูดซับไปทีละนิด จนกระทั่งปริมาณน้ำลดลงไปเกือบครึ่ง จู่ๆ เจียงเสี่ยวเสี่ยวก็ขมวดคิ้วแน่น เธอคว้ากระบี่ธุลีแดงหมับ สายตาตวัดจ้องเขม็งไปกลางอากาศอย่างดุดัน
"ไปหลบหลังฉัน!"
ไม่ต้องรอให้ถาม ลู่หลีก็รู้ทันทีว่ามีอันตรายมาเยือนแน่ๆ เขารีบวิ่งไปหลบหลังเจียงเสี่ยวเสี่ยว พร้อมกับร้องเรียกสัตว์อสูรทั้งสองตัวที่กำลังนอนแช่น้ำสบายใจเฉิบให้กลับมา
เสวี่ยอิงกับซิวชะเง้อมองหยาดอัสนีที่ยังเหลืออยู่อีกครึ่งบ่อด้วยความเสียดาย แต่ทำไงได้ล่ะ ในเมื่อผู้ควบคุมอสูรเรียกตัว พวกมันก็ต้องยอมขึ้นมาแต่โดยดี
ทันใดนั้น มิติอากาศก็เกิดการบิดเบี้ยว ระลอกคลื่นมิติที่มองไม่เห็นแผ่ขยายเข้าหาทุกคน เจียงเสี่ยวเสี่ยวหรี่ตาลง สัตว์อสูรสายมิติที่โผล่มานี่ฉลาดแกมโกงไม่เบา มิน่าล่ะถึงซ่อนมิติโบราณสถานได้เนียนกริบขนาดนั้น ตอนนี้กะจะใช้พลังมิติแยกตัวเธอกับลู่หลีออกจากกันสินะ กะจะเลือกเด็ดลูกพลับนิ่ม จัดการทีละคนงั้นสิ?
เจียงเสี่ยวเสี่ยวก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือขวาสะบัดเบาๆ กลิ่นอายอันคมกริบไร้เทียมทานก็พวยพุ่งขึ้นมาจากกระบี่ธุลีแดง ครอบคลุมร่างของเธอและลู่หลีเอาไว้
พอสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ทำเอาผิวหนังรู้สึกเจ็บแปล๊บๆ ซิวที่เกาะอยู่บนหัวเสวี่ยอิงก็ตื่นเต้นจนตัวสั่น นี่มันเจตจำนงแห่งกระบี่ใช่ไหม? ต้องเป็นเจตจำนงแห่งกระบี่แน่ๆ! ในที่สุดเส้นทางแห่งกระบี่ของข้าก็ไม่ได้เดียวดายอีกต่อไป!
หลังจากใช้แรงกดดันสกัดกั้นระลอกคลื่นมิติไว้ได้ เจียงเสี่ยวเสี่ยวก็ตวัดสายตาคมกริบมองไปยังความว่างเปล่า ตวาดเสียงดังกังวาน
"ออกมา!"
แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆ ราวกับว่าเจียงเสี่ยวเสี่ยวแค่ตะโกนใส่ความว่างเปล่า
เจียงเสี่ยวเสี่ยวขมวดคิ้ว วงเวทอัญเชิญสีแดงปรากฏขึ้นที่มือซ้าย พร้อมกับเสียงกรีดร้องอันกึกก้อง วิหคเพลิงสีชาดก็โผบินออกมาอวดโฉมพร้อมกับพวงหางสีเพลิงอันงดงาม
"ปกป้องเขาไว้" พูดยังไม่ทันขาดคำ เจียงเสี่ยวเสี่ยวก็ทะยานร่างพุ่งออกไปพร้อมกับกระบี่ในมือ
วิหคเพลิงสีชาดมองค้อนเจียงเสี่ยวเสี่ยวอย่างน้อยใจ ทำไมถึงให้ฉันมารับบทพี่เลี้ยงเด็กอีกแล้วล่ะ ฉันเป็นถึงวิหคเพลิงสีชาดเชียวนะ! สัตว์อสูรระดับราชันผู้แข็งแกร่งนะโว้ย!
ซิวกับเสวี่ยอิงเพิ่งจะเคยเห็นสัตว์อสูรตัวเบ้อเริ่มแบบนี้เป็นครั้งแรก เสวี่ยอิงแค่มองแวบเดียวแล้วก็เลิกสนใจ แต่ซิวกลับตื่นเต้นขึ้นมาอีกรอบ นี่มันสัตว์เทวะแห่งเปลวเพลิงงั้นหรือ? ช่างเป็นพลังกดดันที่แข็งแกร่งยิ่งนัก แม้ตอนนี้ข้าจะยังอ่อนแอ แต่สักวันข้าจะต้องแข็งแกร่งเทียบเท่าเจ้าให้จงได้!
เจียงเสี่ยวเสี่ยวตวัดกระบี่ฟาดฟันไปยังจุดที่คลื่นพลังมิติแผ่ออกมาก่อนหน้านี้ ทิ้งไว้เพียงหมอกควันสีแดงที่ดูเหมือนม้วนผ้าไหม สกิลธาตุเวลาระดับสูง... [หมอกควันผ่านตา]!
ฉับพลัน เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดก็ดังมาจากอีกทิศทางหนึ่ง หมาป่านภาทมิฬที่มีลำตัวยาวถึงห้าเมตร ขนสีเงินประกายดาว และมีเขี้ยวที่ดูดุร้ายน่ากลัว ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในมิติ ค่อยๆ เผยร่างออกมา มันจ้องมองรอยแผลถูกฟันบนขาหน้าของตัวเองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ มันไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงฟันโดนมันได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้ฟันถูกตัวมันเลยด้วยซ้ำ
แข็งแกร่งมาก! ลู่หลีจ้องมองกระบี่ธุลีแดงตาไม่กระพริบ ในใจก็รู้สึกคึกคักขึ้นมา นั่นมันสัตว์อสูรสายพันธุ์ราชันธาตุเวลาเชียวนะ! ลำพังเผ่าพันธุ์ระดับราชันก็หายากอยู่แล้ว นี่ยังเป็นธาตุเวลาที่โคตรจะลึกลับอีก เจียงเสี่ยวเสี่ยวคนนี้ต้องได้รับบทตัวเอกมาแหงๆ!
หมาป่านภาทมิฬเลียแผลตัวเองเบาๆ ก่อนจะแสยะยิ้มเผยให้เห็นเขี้ยวอันหนาวเหน็บ
จู่ๆ เจียงเสี่ยวเสี่ยวก็ขมวดคิ้ว หันขวับกลับไปมองข้างหลัง ลู่หลีกับวิหคเพลิงสีชาดที่ควรจะยืนอยู่ใกล้ๆ บ่อหยาดอัสนีหายตัวไปแล้ว
"สลับมิติงั้นเหรอ... ไม่นึกเลยว่าจะมีถึงสองตัว"
ตอนนี้คงได้แต่หวังว่าวิหคเพลิงสีชาดจะยื้อเวลาไว้ได้สักพักล่ะนะ
"ธุลีแดง ปลดผนึกกระบี่!"
ผ้าแพรสีแดงหนึ่งในเจ็ดเส้นที่พันอยู่บนด้ามกระบี่ธุลีแดงคลายออก พริบตาเดียว กลิ่นอายของกระบี่ธุลีแดงก็พุ่งทะยานจากระดับราชันขั้นกลางขึ้นสู่ระดับราชันขั้นสูง ถึงจะเลื่อนขึ้นมาแค่ขั้นย่อยขั้นเดียว แต่พลังรบนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว สำหรับระดับราชันแล้ว พลังของแต่ละขั้นย่อยนั้นห่างกันลิบลับ
"ประกายแสงทะลวง!" สิ้นเสียงตวาดของเจียงเสี่ยวเสี่ยว กระบี่ธุลีแดงก็กลายสภาพเป็นเส้นแสงพุ่งทะยานตัดผ่านมิติด้วยความเร็วสูง ทิ้งเงากระบี่ถักทอเป็นทรงกลมหลากสีสันเอาไว้เบื้องหลัง
อีกด้านหนึ่ง ลู่หลีถูกสับเปลี่ยนมิติมาโผล่ในมิติทรงกลมประหลาดๆ ตัวเป้ยนภาทมิฬที่มีขาสั้นเต่อและขนสีเงินทั้งตัวกำลังแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์มองลู่หลีและเหล่าสัตว์อสูรที่เพิ่งโผล่มา
วิหคเพลิงสีชาดร้องลั่นด้วยความฮึกเหิม ในที่สุดก็ถึงคราวของฉันออกโรงสักที! ตั้งแต่กระบี่ธุลีแดงเข้าทีมมา ฉันไม่ได้ยืดเส้นยืดสายมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย?
ผิดกับวิหคเพลิงสีชาดที่กำลังฮึกเหิม พอเสวี่ยอิงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแข็งแกร่งของสัตว์อสูรที่ไม่รู้จักตรงหน้า มันก็เริ่มรู้สึกกระวนกระวาย เดินมาบังหน้าลู่หลี ย่อตัวต่ำลง ลูกบอลสายฟ้าที่เคยลอยวนอยู่อย่างสงบก็เริ่มสั่นระริก ส่งเสียงดังเปรี๊ยะๆ
ซิวเองก็มีสีหน้าขึงขัง มันยกปีกข้างหนึ่งขึ้นชี้หน้าตัวเป้ยนภาทมิฬ ทำท่าพร้อมจะพุ่งเข้าไปบวกได้ทุกเมื่อ
[จบแล้ว]