เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 - ผู้ควบคุมมิติโบราณสถาน

บทที่ 36 - ผู้ควบคุมมิติโบราณสถาน

บทที่ 36 - ผู้ควบคุมมิติโบราณสถาน


บทที่ 36 - ผู้ควบคุมมิติโบราณสถาน

สิ้นเสียง วงเวทอัญเชิญสีแดงก็ปรากฏขึ้นด้านหลังเจียงเสี่ยวเสี่ยว พร้อมกับที่เธอยื่นมือขวามาหิ้วคอเสื้อด้านหลังของลู่หลี ยกเขาขึ้นมาราวกับหิ้วลูกไก่ แล้วเหยียบกระบี่ธุลีแดงทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ลู่หลี: ...

ผมรู้ว่ารุ่นพี่แรงเยอะ แต่เราเปลี่ยนวิธีที่มันดูดีกว่านี้หน่อยไม่ได้เหรอครับ? ดูกระบี่ของรุ่นพี่สิ ออกจะยาวเบื้อย ให้ผมขึ้นไปยืนด้วยอีกคนก็ไม่น่ามีปัญหานี่นา?

แต่คำบ่นพวกนี้ลู่หลีก็ได้แต่คิดในใจ ขืนพูดออกไปมีหวังอดเกาะตี้ลงดันเจี้ยนแหงๆ

สถานการณ์ตอนนี้ในมุมมองของลู่หลี มันก็เหมือนกับผู้เล่นเลเวลตันพาเด็กน้อยมาฟาร์มเวลในดันเจี้ยนระดับโหดหิน ในฐานะเด็กน้อย เขาควรจะทำตัวว่านอนสอนง่ายไว้จะดีที่สุด

ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ พอได้สติอีกที ลู่หลีก็พบว่าตัวเองถูกพาออกจากป่าคอนกรีต มาโผล่ในดินแดนรกร้างว่างเปล่า ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึน เสียงฟ้าร้องดังครืนครางเป็นระยะ สายฟ้าแลบแปลบปลาบราวกับงูอัสนีที่เลื้อยผ่านหมู่เมฆ

บรรยากาศแบบนี้ทำให้ลู่หลีนึกถึงคืนพายุฝนฟ้าคะนองวันนั้นขึ้นมาทันที แถมเขายังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเงียบสงัดราวกับโลกทั้งใบหยุดนิ่งอีกครั้ง และคราวนี้มันรุนแรงกว่าคืนฝนตกนั่นซะอีก จนเขารู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออก

เจียงเสี่ยวเสี่ยวสังเกตเห็นอาการผิดปกติของลู่หลี เธอเอ่ยปากพูดออกมาสองพยางค์เรียบๆ

"ธุลีแดง"

กระบี่ธุลีแดงส่งเสียงหึ่งๆ คลื่นพลังที่มองไม่เห็นแผ่กระจายออกไป ลู่หลีรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งถูกงมขึ้นมาจากน้ำ เขาสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ด้วยความหวาดเสียว ก่อนจะเอ่ยถาม

"รุ่นพี่เจียง อาการเมื่อกี้ของผมมันคืออะไรเหรอครับ?"

"แรงกดดันน่ะ เป็นแรงกดดันที่หลงเหลืออยู่ของสัตว์อสูรระดับราชัน" พูดจบเจียงเสี่ยวเสี่ยวก็ปรายตามองเด็กหนุ่มผมขาว "นายเคยไปทดสอบระดับพลังจิตของตัวเองบ้างไหม?"

ลู่หลีงุนงง "พลังจิตต้องทดสอบด้วยเหรอครับ?"

"ประสาทสัมผัสของนายไวกว่าคนทั่วไป ดีไม่ดีอาจจะมีพรสวรรค์ในการเป็น [ผู้ควบคุมมิติโบราณสถาน] ก็ได้ ฉันแนะนำให้หาเวลาไปตรวจดูหน่อยนะ" บางทีอาจจะเป็นเพราะอยากหาคนเข้าสมาคม เจียงเสี่ยวเสี่ยวถึงได้ยอมพูดกับผู้ชายยาวเหยียดขนาดนี้

ผู้ควบคุมมิติโบราณสถานงั้นเหรอ...? ชื่อนี้ลู่หลีไม่คุ้นหูเอาซะเลย แต่เดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็นอาชีพที่ต้องคลุกคลีกับมิติโบราณสถานบ่อยๆ แน่ และการที่มิติเร้นลับของเขาจะมีมิติใหม่เพิ่มได้ ก็ต้องไปสัมผัสกับมิติโบราณสถานเหมือนกัน ดูๆ ไปอาชีพนี้ก็เหมาะกับเขาดีแฮะ เสียอย่างเดียวคือไม่รู้ว่าตัวเองจะมีพรสวรรค์ที่ว่านั่นหรือเปล่า

"รุ่นพี่เจียงครับ รุ่นพี่เป็นผู้ควบคุมมิติโบราณสถานหรือเปล่าครับ? อาชีพนี้อันตรายไหม?"

"ใช่ ไม่อันตราย แถมสนุกมากด้วย" ตอนที่พูดคำว่าสนุกมาก ลู่หลีแอบเห็นรอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของเธอแวบหนึ่ง

แม้จะพลาดโอกาสชมรอยยิ้มอันงดงามหาใดเปรียบ แต่ความสนใจของลู่หลีที่มีต่ออาชีพนี้ก็พุ่งปรี๊ดจนทะลุปรอท ก็แหม... ใครจะปฏิเสธอาชีพที่ทั้งสบาย ปลอดภัย แถมยังสนุกได้ล่ะ? ตอนนี้ลู่หลีเริ่มคิดแล้วว่า พอออกไปจากที่นี่จะไปทดสอบพลังจิตที่ไหนดี

คิดเพลินๆ ไปสักพัก ลู่หลีก็เพิ่งสังเกตว่ารุ่นพี่เจียงยังคงพาเขาบินวนไปวนมาบนฟ้าอย่างไร้จุดหมาย เขาเลยถามด้วยความสงสัย

"รุ่นพี่เจียง พวกเรากำลังไปหาแก่นกลางมิติโบราณสถานไม่ใช่เหรอครับ? ไม่ลงไปสำรวจข้างล่างเหรอ?"

"ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวพาไปหาทรัพยากรก่อน"

ในสายตาของเจียงเสี่ยวเสี่ยว ลู่หลีก็แค่อยากเข้ามาหาทรัพยากรในมิติโบราณสถาน ไม่งั้นจะยอมเสี่ยงเข้ามาในมิติระดับหกทำไม? อีกอย่าง เด็กคนนี้ดูเหมือนจะมีพรสวรรค์เป็นผู้ควบคุมมิติโบราณสถาน ให้ผลประโยชน์เขาสักหน่อย เขาจะได้รีบๆ ตัดสินใจเข้าทำงานไวๆ

พอได้ยินคำพูดของเจียงเสี่ยวเสี่ยว ลู่หลีถึงกับซาบซึ้งใจ รุ่นพี่เจียงคนนี้ดูแลเขาดีจริงๆ ถึงตอนแรกเขาแค่ตั้งใจจะเข้ามาเดินเล่นเพื่อเปิดมิติเร้นลับแห่งใหม่ ไม่ได้คิดจะมากอบโกยผลประโยชน์อะไรจากมิติระดับหกเลยก็เถอะ แต่ใครจะกล้าปฏิเสธของดีที่รุ่นพี่ป้อนให้ถึงปากล่ะ?

บินต่อไปได้อีกสักพัก เจียงเสี่ยวเสี่ยวก็สังเกตเห็นพื้นที่ที่มีสายฟ้าผ่าลงมาอย่างต่อเนื่องอยู่ไกลๆ ดวงตาของเธอเป็นประกาย ก่อนจะเร่งความเร็วพุ่งตรงไปทันที

ไม่นานนัก พอลู่หลีสัมผัสได้ว่าเท้าทั้งสองข้างกลับมาเหยียบพื้นดินอย่างมั่นคง ความรู้สึกเปี่ยมสุขก็แล่นปลาบไปทั้งใจ

เสวี่ยอิงที่อยู่ในกระเป๋าเป้ขยับตัวยุกยิก จมูกเล็กๆ ของมันสูดฟุดฟิด ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที

"อิง!" ลู่หลี มีของหอมๆ อยู่แถวนี้ด้วย!

พอลู่หลีได้ยินแบบนั้นก็หันมองซ้ายมองขวาด้วยความงุนงง สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่พื้นที่ฟ้าผ่าห่างออกไปไม่ไกล เขาลอบกลืนน้ำลายเอื้อก

"รุ่นพี่เจียง ทรัพยากรที่รุ่นพี่พูดถึง คงไม่ได้อยู่ในดงฟ้าผ่านั่นใช่ไหมครับ?"

"ใช่แล้ว"

พอได้รับคำยืนยันจากเจียงเสี่ยวเสี่ยว ลู่หลีก็หน้ามุ่ย ในขณะเดียวกันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าไอ้พรสวรรค์ค้นหาสมบัติสุดแปลกประหลาดของเสวี่ยอิงมันมาจากไหนกัน? กวางวิญญาณปกติไม่มีความสามารถแบบนี้แน่ๆ หรือว่าเขาจะเลี้ยงมันมาผิดวิธี?

ไอ้ความสามารถที่ได้กลิ่นหอมเวลามีของดีอยู่ใกล้ๆ เนี่ย ฉันว่าชาติที่แล้วแกต้องเกิดเป็นหนูค้นสมบัติแน่ๆ เลย

"รุ่นพี่เจียงครับ ข้างหน้ามันอันตรายขนาดนั้น พวกเราจะเข้าไปได้ยังไงครับ?"

"เดินเข้าไปไงล่ะ!" พูดจบเจียงเสี่ยวเสี่ยวก็ก้าวเท้าเดินนำหน้าไปทันที พอเดินไปได้สองก้าวแล้วเห็นลู่หลียังยืนบื้ออยู่ที่เดิม เธอก็หันมามอง "ยืนเหม่ออะไรอยู่ล่ะ ตามมาสิ"

ลู่หลีจำต้องเดินตามไปด้วยใจที่เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ พยายามปลอบใจตัวเองว่าสายฟ้าพวกนั้นมันก็แค่ดูน่ากลัวเฉยๆ ต่อให้โดนผ่าก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง แถมยังมีรุ่นพี่เจียงอยู่ด้วยทั้งคน เธอเป็นถึงเซียนกระบี่ธุลีแดงเชียวนะ คงไม่ปล่อยให้เขาโดนฟ้าผ่าหรอก... ใช่ไหม?

ทั้งสองคนเดินเข้าไปในเขตสายฟ้า กระบี่ธุลีแดงลอยตัวอยู่เหนือหัวของพวกเขาราวกับผู้พิทักษ์ที่เงียบงัน ทันทีที่มีสายฟ้าฟาดลงมาใส่พวกเขาทั้งสอง สายฟ้านั้นก็จะถูกทำให้สลายหายไปกลางอากาศในพริบตา

ลู่หลีเห็นแบบนั้นก็ใจชื้นขึ้นเยอะ ถึงขนาดมีอารมณ์สุนทรีย์ พลิกกระเป๋าเป้มาไว้ข้างหน้าแล้วรูดซิปให้เสวี่ยอิงโผล่หัวออกมาชื่นชมทัศนียภาพสายฟ้าฟาดอันตระการตาด้วย

แต่จังหวะที่เขารูดซิป ดันออกแรงมากไปหน่อย ถุงทำความเย็นพกพาที่อยู่ในกระเป๋าเลยร่วงหลุดออกมา แล้วภาพที่ทั้งคนและกวางเห็นเต็มสองตาก็คือ ถุงทำความเย็นพกพาโดนสายฟ้าผ่าเปรี้ยงเดียว แหลกละเอียดกลายเป็นจุลไปในพริบตา

ภาพนั้นทำเอาหัวใจลู่หลีแทบหยุดเต้น ที่แท้สายฟ้าพวกนี้มันก็แรงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย? เขาตั้งสติได้ก็รีบกระเถิบเข้าไปยืนเบียดเจียงเสี่ยวเสี่ยวให้ใกล้กว่าเดิม

เดินไปได้ไม่นาน ลู่หลีก็เห็นแอ่งน้ำสีเงินที่ส่งประกายสายฟ้าวิบวับอยู่ตรงหน้า เสวี่ยอิงโผล่ครึ่งตัวออกมาจากกระเป๋าเป้ จมูกเล็กๆ สูดกลิ่นฟุดฟิดไม่หยุด

"อิง!" ไอ้นี่แหละ!

"เป็น [หยาดอัสนี] จริงๆ ด้วย" พูดจบเจียงเสี่ยวเสี่ยวก็นั่งยองๆ เอามือจุ่มลงไปในแอ่งน้ำ ทันใดนั้นแสงสายฟ้าก็สว่างวาบ กระแสไฟฟ้าเส้นเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนกระโดดโลดเต้น แต่เจียงเสี่ยวเสี่ยวกลับมีสีหน้าเรียบเฉย "หยาดอัสนีนี่คุณภาพไม่สูงเท่าไหร่ แต่ก็เหมาะกับสัตว์อสูรระดับปลุกพลังพอดี"

เธอหันมามองลู่หลี

"เอาสัตว์อสูรของนายลงไปแช่สิ มันช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นได้นะ"

ลู่หลีได้ยินแบบนั้นก็มองดูกระแสไฟฟ้าที่ยังคงโจมตีมือของรุ่นพี่เจียงอย่างบ้าคลั่ง สลับกับมองหน้าเสวี่ยอิงที่ทำท่าอยากจะกระโจนลงไปเต็มแก่ เขาพยักหน้าแล้ววางเสวี่ยอิงลงบนพื้น

เสวี่ยอิงวิ่งร่าเข้าไปหาบ่อหยาดอัสนีอย่างร่าเริง แต่พอเข้าไปใกล้ มันกลับหยุดชะงักแล้วหันมามองลู่หลี

จังหวะที่ลู่หลีคิดว่าเสวี่ยอิงคงจะปอดแหก เตรียมจะอ้าปากปลอบใจ

"อิง!" ลู่หลี เอาซิวออกมาด้วยสิ ถึงมันจะกักเก็บพลังงานไม่ได้ แต่แช่แล้วร่างกายก็น่าจะแข็งแรงขึ้นใช่ไหมล่ะ?

ลู่หลีอึ้งไปนิด ไม่คิดเลยว่าเสวี่ยอิงจะนึกถึงซิวน้อย รอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มผุดขึ้นบนใบหน้า เขาใช้ความนึกคิดเรียกตัวซิวที่กำลังฝึกดาบออกมาทันที

พอซิวโผล่ออกมา มันก็ทำหน้างงๆ มองซ้ายมองขวาที่ปีกตัวเอง ดาบข้าหายไปไหน? แต่พอมันสังเกตเห็นสายฟ้าที่กำลังคลุ้มคลั่งอยู่รอบๆ ดวงตาของมันก็เปล่งประกายวาบ หรือว่าผู้ควบคุมอสูรต้องการให้ข้าลุกขึ้นยืนจากจุดที่เคยล้มลงงั้นหรือ?

สมกับเป็นผู้ควบคุมอสูรของข้า!

"จิ๊บ!" ปล่อยข้าลงไปเถอะ ข้าเตรียมใจเผชิญหน้ากับทัณฑ์สายฟ้าแล้ว!

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 36 - ผู้ควบคุมมิติโบราณสถาน

คัดลอกลิงก์แล้ว