เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 - เทเลพอร์ตแบบสุ่ม

บทที่ 39 - เทเลพอร์ตแบบสุ่ม

บทที่ 39 - เทเลพอร์ตแบบสุ่ม


บทที่ 39 - เทเลพอร์ตแบบสุ่ม

จากบันทึกในหนังสือที่ลู่หลีเคยอ่าน [โลหิตใจหล่อเลี้ยงกระบี่ใจ] เป็นพรสวรรค์ระดับท็อปที่เข้าใกล้พรสวรรค์ระดับสุดยอดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มันมีความสามารถหลักๆ อยู่สองอย่าง

ความสามารถแรกคือ ช่วยเร่งความเร็วในการเติบโตของสัตว์อสูรธาตุไฟและสายกระบี่

ความสามารถที่สองคือ การสร้างมิติพิเศษขึ้นภายในหัวใจ ผู้ใช้พรสวรรค์สามารถนำแร่หายากและโลหะล้ำค่าต่างๆ เข้าไปกักเก็บในมิตินี้เพื่อหล่อหลอมเป็น [แก่นกระบี่ใจ]

ยิ่งใช้วัสดุดีแค่ไหน ทุ่มเทวัสดุระดับสูงลงไปมากเท่าไหร่ ระดับของแก่นกระบี่ใจก็จะยิ่งสูงขึ้น เมื่อได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยโลหิตใจ หากระดับของมันสูงพอ อานุภาพของกระบี่ใจก็สามารถพุ่งไปถึงจุดสูงสุดของระดับพลังที่สัตว์อสูรในครอบครองทำได้!

นั่นหมายความว่า ต่อให้เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ ขอแค่มีสัตว์อสูรตัวใดตัวหนึ่งทะลวงขึ้นสู่ระดับราชันได้ ผู้ควบคุมอสูรก็จะมีพลังรบระดับราชันขั้นสูงสุดในพริบตา เท่ากับว่ามีสัตว์อสูรที่เติบโตไปพร้อมกับเจ้านาย และมีพลังรบพุ่งทะลุเพดานทันทีที่คู่หูทะลวงระดับได้

มันคือพรสวรรค์ประเภทเปย์เท่าไหร่ก็เก่งเท่านั้น ถึงแม้กระบี่ใจจะไม่มีสกิลให้ใช้เยอะแยะเหมือนสัตว์อสูรตัวอื่น แต่ทุกครั้งที่หลอมรวมโลหะหรือแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติพิเศษ กระบี่ใจก็จะได้คุณสมบัตินั้นเพิ่มขึ้นมา

อย่างเช่นผลลัพธ์ที่คล้ายกับการหยุดเวลาเมื่อกี้ ก็เป็นผลมาจาก [หินแห่งกาลเวลา] ที่เจียงเสี่ยวเสี่ยวบังเอิญได้มาตอนที่พบกระบี่ธุลีแดงในมิติโบราณสถานนั่นเอง

ด้วยความสามารถที่โกงระดับบั๊กแบบนี้ ผู้ควบคุมอสูรที่มีพรสวรรค์นี้จึงมักจะไร้เทียมทานในรุ่นเดียวกัน ถึงขั้นมีคำกล่าวที่ว่า 'กระบี่ใจไร้พ่าย ผู้ที่พ่ายแพ้คือผู้ควบคุมอสูรที่อ่อนแอต่างหาก'

ลู่หลีเคยคิดมาตลอดว่าพรสวรรค์แบบนี้มีแค่ในนิยายหรือตํารา ตอนที่เขาเคยอ่านเจอ เขายังเคยจินตนาการว่าตัวเองจะปลุกพรสวรรค์นี้ได้บ้าง และทึ่งในความแข็งแกร่งของมัน ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเจอของจริงเอาตอนนี้ ทำได้แค่ยอมรับว่าเมืองหนานเฉิงมันเล็กเกินไป ช่วงหลายปีมานี้เขาก็เอาแต่ตั้งใจเรียนจนห่างเหินข่าวสารรอบตัว พอมาเจอโลกกว้างถึงได้รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าจริงๆ~

เจียงเสี่ยวเสี่ยวมองวิหคเพลิงสีชาดที่พาคนและสัตว์อสูรอีกสองตัวกลับมาอย่างปลอดภัย เธอพยักหน้ารับเบาๆ ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเก็บกระบี่ใจกลับเข้าไปในมิติหัวใจ

ร่างของเธอโงนเงนไปมาเตรียมจะล้มตึงไปข้างหลัง กระบี่ธุลีแดงเห็นดังนั้นก็รีบพุ่งไปด้านหลัง ใช้ด้ามกระบี่พยุงร่างเจ้านาย ค่อยๆ ปล่อยให้เธอนอนลงบนพื้นอย่างนุ่มนวล

ลู่หลีหน้าถอดสี "รุ่นพี่เจียง?" เขารีบวิ่งเข้าไปดูอาการใกล้ๆ พอตรวจดูอย่างละเอียดแล้วไม่พบร่องรอยบาดแผล และเห็นว่าเจียงเสี่ยวเสี่ยวแค่หลับไปเฉยๆ เขาถึงได้ถอนหายใจยาว

ขืนเจียงเสี่ยวเสี่ยวเป็นอะไรขึ้นมา เขาจะทำยังไงล่ะ? ลำพังพลังรบกิ๊กก๊อกของเขาคงไม่มีทางเอาชีวิตรอดออกไปได้แน่ๆ

เพื่อความชัวร์ ลู่หลีหันไปถามวิหคเพลิงสีชาด "รุ่นพี่เจียงเป็นอะไรไป? ทำไมจู่ๆ ถึงสลบไปแบบนี้ล่ะ?"

วิหคเพลิงสีชาดมีท่าทีขัดเขินนิดๆ ดูเหมือนความทรงจำจะไม่ค่อยน่าพิสมัยเท่าไหร่ น่าจะเป็นเพราะคราวก่อนฝืนใช้พลังในการต่อสู้นานเกินไป ร่างกายเลยยังฟื้นฟูไม่เต็มที่น่ะ...

ลู่หลีเลิกคิ้วมองวิหคเพลิงสีชาด พอนึกถึงเรื่องที่รุ่นพี่เจียงเอาสัตว์อสูรอีกสองตัวไปฝากให้ปรมาจารย์เพาะพันธุ์ดูแล... หรือว่าหลังจากการต่อสู้ครั้งก่อน เธอจะไม่พอใจพลังรบของสัตว์อสูรพวกนั้น?

ถ้าเป็นแบบนั้นจริง การที่เธอพาวิหคเพลิงสีชาดที่มีพลังแค่ระดับราชันขั้นต่ำมาด้วย... สงสัยจะเอามาเป็นนกเครื่องมือจริงๆ ด้วยสิ!

ไกลออกไป ร่างของหมาป่านภาทมิฬและเป้ยนภาทมิฬที่ชุ่มไปด้วยเลือด มีบาดแผลเหวอะหวะทั่วร่างจนร่อแร่ ขยับกระตุกเบาๆ ก่อนที่พวกมันจะค่อยๆ ลืมตาที่แดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดขึ้นมา

เป้ยนภาทมิฬ: พวกเราแพ้แล้วงั้นหรือ... แพ้ให้กับมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่ง...

หมาป่านภาทมิฬ: เจ้าทำใจยอมรับได้หรือ?

เป้ยนภาทมิฬ: ถามโง่ๆ! แน่นอนว่าไม่ยอม! ยังจำท่ากระบวนยุทธ์นั้นได้ไหม?

ดวงตาของหมาป่านภาทมิฬสว่างวาบ ท่ากระบวนยุทธ์นั้นอาจจะเป็นท่าเดียวที่พวกมันในสภาพนี้ยังพอใช้ได้

ฉับพลัน ร่างของหมาป่าและเป้ยนภาทมิฬก็เปล่งประกายแสงสีเงินระยิบระยับ สกิล [สละสังเวยชีวิต]! [เทเลพอร์ตแบบสุ่ม]!

ถึงจะเรียกว่าเทเลพอร์ตแบบสุ่ม แต่ด้วยระดับความชำนาญสกิลที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินของพวกมัน ปลายทางส่วนใหญ่จึงมักเป็นกระแสปั่นป่วนมิติ รอยแยกมิติเวลา หรือไม่ก็ดินแดนแห่งความตาย แต่นั่นแหละคือผลลัพธ์ที่พวกมันต้องการ

ใครบอกล่ะว่าเทเลพอร์ตแบบสุ่มต้องใช้กับตัวเอง? ในเมื่อพวกข้าไม่รอด พวกแกก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างเป็นสุข!

ในพริบตา แสงสีเงินก็ควบแน่นเป็นลูกบอลแสง พุ่งตรงดิ่งไปทางกลุ่มของลู่หลีด้วยความเร็วสูง

ความสนใจของกระบี่ธุลีแดงกับวิหคเพลิงสีชาดตอนนี้จดจ่ออยู่กับเจ้านายของตัวเองจนไม่ทันได้ระวังตัว ในความคิดของพวกมัน ขอแค่เจ้านายลงมือ ต่ำกว่าระดับราชันผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่มีทางรอดไปได้หรอก

เสวี่ยอิงที่กำลังจะไปซดหยาดอัสนีต่ออีกสักสองอึก จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง มันเงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง แล้วก็เห็นลูกบอลสีเงินกำลังขยายตัวใหญ่ขึ้นและพุ่งเข้ามาหาพวกมันด้วยความเร็วแสง ยังไม่ทันได้อ้าปากเตือน พวกเขาก็ถูกลูกบอลแสงกลืนกินเข้าไปซะแล้ว

ราวกับมีวงล้อรูเล็ตล่องหนเริ่มหมุนเพื่อตัดสินชะตากรรมว่าพวกเขาจะถูกส่งไปที่ไหน

ถ้าอันตรายคือสีแดงและปลอดภัยคือสีขาว วงล้อรูเล็ตนี้ก็คงมีสีขาวแค่เส้นผมเส้นเดียว ที่เหลือคือสีแดงเถือกไปทั้งกระดาน

ในขณะที่สัตว์อสูรยังไม่ทันตั้งตัว และลู่หลียังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนร่างกายถูกพลังงานลึกลับบางอย่างฉุดกระชาก ภาพตรงหน้าเบลอจัด กระเพาะอาหารปั่นป่วนอย่างหนัก ราวกับโดนจับยัดใส่เครื่องปั่นแล้วปั่นสักสิบกว่ารอบ

ลู่หลีก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น ภาพตรงหน้ายังคงพร่ามัวแถมยังเวียนหัวสุดๆ "เกิดอะไรขึ้นเนี่ย... เสวี่ยอิง? ซิว? พวกแกอยู่ไหม?"

"อิง..."

"จิ๊บ..."

พอได้ยินเสียงของเสวี่ยอิงและซิว ลู่หลีก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาตัดสินใจนอนแผ่หลาลงบนพื้นเพื่อรอให้อาการเวียนหัวดีขึ้น

นอนพักไปได้ไม่นาน เสวี่ยอิงกับซิวก็เริ่มได้สติ พวกมันมองไปรอบๆ ด้วยความแปลกใจ

"อิง?" นกยักษ์สีแดงพวกนั้นหายไปไหนแล้วล่ะ?

"จิ๊บ!" ท่านเซียนกระบี่ก็หายไปแล้วเช่นกัน!

เสวี่ยอิงกับซิวเดินวนหาตัวช่วยรอบๆ ลู่หลี แต่ก็ไม่เจอใครเลย

จากนั้นเสวี่ยอิงก็หันมามองลู่หลีที่นอนนิ่วหน้าคิ้วขมวดอยู่บนพื้น มันคิดอยู่แป๊บหนึ่งแล้วก็เสกหยดน้ำจากสกิลวารีบำบัดขึ้นมา "อิง" ลู่หลี กินน้ำสิ

ลู่หลีรู้สึกทะแม่งๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเสวี่ยอิงก็คือลูกสาวตัวน้อยแสนดีของเขาอยู่แล้ว พอน้ำหวานเย็นฉ่ำไหลลงคอ ลู่หลีก็รู้สึกว่าอาการดีขึ้นเป็นกอง

เขาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง กวาดสายตามองไปรอบๆ ดินแดนรกร้างว่างเปล่า ดูท่าจะยังอยู่ในมิติโบราณสถานนั่นแหละ แต่ทำไมจู่ๆ เขาถึงมาโผล่ที่นี่ล่ะ?

รุ่นพี่เจียงก็ไม่ได้อยู่ด้วย แบบนี้สถานการณ์ของเขาไม่เข้าขั้นวิกฤตหรอกเหรอ?

ไม่ได้การ ต้องหาทางตามหารุ่นพี่เจียงให้เจอ หรือไม่ก็หาแก่นกลางมิติให้พบ ยิ่งเสียเวลาไปมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากเท่านั้น "เสวี่ยอิง ขยายร่าง! พวกเราต้องหาทางไปสมทบกับรุ่นพี่เจียง ไม่ก็หาทางออก!"

เสวี่ยอิงพยักหน้ารับ ใช้สกิล [ขยายร่าง] จนตัวสูงประมาณแปดสิบเซนติเมตร จากนั้นลู่หลีก็กระโดดขึ้นขี่หลังเสวี่ยอิง โดยมีซิวยืนเกาะอยู่บนไหล่ของลู่หลี พวกเขาเคลื่อนที่ไปตามที่ราบรกร้างอย่างรวดเร็ว

ตอนแรกพวกเขาก็วิ่งเป็นเส้นตรงอยู่หรอก แต่พอวิ่งไปได้สักพัก จมูกของเสวี่ยอิงก็ขยับฟุดฟิด ดันไปได้กลิ่นหอมๆ เข้า น้ำลายเริ่มสอ ร่างกายก็เลยเปลี่ยนทิศทางวิ่งตามกลิ่นไปโดยอัตโนมัติ

ลู่หลีไม่รู้เรื่องนี้เลยสักนิด เพราะการวิ่งในที่รกร้างมันก็อันตรายอยู่แล้ว การที่เสวี่ยอิงวิ่งเลี้ยวซ้ายทีขวาทีก็อาจจะเป็นเพราะมันสัมผัสได้ถึงอันตรายข้างหน้าและพยายามหลบหลีก ถือเป็นเรื่องปกติมาก

แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่หลีก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทำไมรอบตัวถึงเริ่มมีหมอกหนาขึ้นเรื่อยๆ ล่ะ?

นี่ไม่ใช่ลางดีแน่ๆ เพราะที่ไหนมีหมอก ที่นั่นมักจะซ่อนความอันตรายเอาไว้!

ลู่หลีขมวดคิ้วเตือนเสียงต่ำ "เสวี่ยอิง ระวังตัวด้วย แถวนี้อาจจะมีอันตราย"

เสวี่ยอิงได้ยินคำว่าอันตราย ดวงตาก็เป็นประกายปิ๊งปั๊ง ลู่หลีบอกว่าอันตรายก็แปลว่ามีโอกาสได้ของดี! ดูท่าฉันจะมาถูกทางแล้ว ของหอมๆ ต้องอยู่ข้างหน้านี่แน่ๆ!

เมื่อหมอกลงหนาจัดขึ้นเรื่อยๆ ลู่หลีก็มองเห็นได้ในระยะแค่สามเมตรรอบตัว ความรู้สึกไร้ซึ่งความปลอดภัยเกาะกุมจิตใจ

ส่วนเสวี่ยอิงกลับยิ่งวิ่งยิ่งคึก กลิ่นหอมที่โชยมามันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ของหอมๆ ต้องอยู่ข้างหน้าแน่!

ดังป๊อป! ลู่หลีรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งทะลุม่านอะไรบางอย่างเข้ามา ภาพตรงหน้าสว่างวาบ ทัศนวิสัยกลับมาชัดเจนแจ๋วแหวว ไร้ซึ่งหมอกควันใดๆ แต่พอหันกลับไปมองข้างหลัง กลับยังคงเป็นกำแพงหมอกหนาทึบ

พอทะลุเข้ามา เสวี่ยอิงก็ลดความเร็วลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะเหนื่อย แต่เพราะมันสัมผัสได้ว่าของหอมๆ อยู่แถวนี้แล้ว

ขณะที่ลู่หลีกวาดตามองรอบๆ จู่ๆ เขาก็สะดุดตาเข้ากับสีแดงที่อยู่ไม่ไกล ด้วยความที่เจียงเสี่ยวเสี่ยวใส่ชุดสีแดงมาตลอด ลู่หลีเลยเซนซิทีฟกับสีแดงเป็นพิเศษ เขารีบชี้มือไปทางนั้นทันที "เสวี่ยอิง ไปตรงนั้น!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 39 - เทเลพอร์ตแบบสุ่ม

คัดลอกลิงก์แล้ว