- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 31 - คืนฝนฟ้าคะนอง
บทที่ 31 - คืนฝนฟ้าคะนอง
บทที่ 31 - คืนฝนฟ้าคะนอง
บทที่ 31 - คืนฝนฟ้าคะนอง
เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ช่วงนี้วงจรชีวิตของลู่หลีกับเสวี่ยอิงแทบจะวนเวียนอยู่แค่สามที่ นั่นคือ บ้าน ร้านอาหารเช้า และสำนักฝึกยุทธ์ตระกูลฉิน
แต่ลู่หลีมักจะรู้สึกว่าตอนที่เขาฝึกซ้อมอยู่ในสำนักฝึกยุทธ์ มักจะมีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องเขาอยู่เสมอ แถมยังบังเอิญเจอเจ้าสำนักฉินบ่อยจนผิดสังเกต ที่แปลกกว่านั้นคือในมือเจ้าสำนักมักจะมีสมุดเล่มหนึ่งถือติดตัว คอยจดนู่นวาดนี่อยู่ตลอดเวลา
หลังจากกอบโกยผลประโยชน์มาเพียบจากการสำรวจมิติโบราณสถาน ความแข็งแกร่งของลู่หลีกับเสวี่ยอิงก็เข้าสู่ช่วงพุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว
ด้วยความช่วยเหลือจากหินแก่นมิติ บวกกับการส่งสำรวจที่คอยเผาผลาญพลังจิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดพลังจิตของลู่หลีก็ทะลวงขีดจำกัด ส่งผลให้ [มิติควบคุมอสูร] เลื่อนขึ้นเป็นระดับ 2 ได้สำเร็จ ตอนนี้ขอแค่เสวี่ยอิงมีระดับการเติบโตถึงขั้นเหนือธรรมชาติ ลู่หลีก็สามารถไปลงทะเบียนทดสอบที่สมาคมผู้ควบคุมอสูร เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้ควบคุมอสูรระดับต้นอย่างเต็มภาคภูมิได้เลย
ส่วนเสวี่ยอิงในสัปดาห์นี้ก็เรียกได้ว่าสนุกสุดเหวี่ยง นอกจากจะได้เล่นเครื่องเล่นแปลกใหม่ในสำนักฝึกยุทธ์ทุกวันแล้ว พอกลับมาถึงบ้าน นอกจากจะโดนจับส่งสำรวจมิติเร้นลับสองครั้งตามปกติแล้ว เวลาที่เหลือมันก็จะคอยออดอ้อนให้ลู่หลีพาเข้าไปเล่นในมิติเร้นลับปฐมภูมิตลอด
ตอนนี้ทักษะการสร้างสิ่งของในมิติเร้นลับปฐมภูมิของเสวี่ยอิงพัฒนาจากระดับมือใหม่ไปสู่ขั้นโปรเรียบร้อย มันไม่ได้ยึดติดอยู่แค่กับเครื่องเล่นของสำนักฝึกยุทธ์อีกต่อไป แต่มันเริ่มปล่อยจินตนาการให้บรรเจิด ประดิษฐ์ของเล่นเองตามใจชอบ ทุกวันลู่หลีจะได้เห็นซากเครื่องเล่นหน้าตาพิลึกพิลั่นโดนเสวี่ยอิงเสกขึ้นมาแล้วก็ลบทิ้งด้วยคำสั่งคืนสภาพอยู่บ่อยครั้ง
และในระหว่างกระบวนการนี้ พลังจิตของเสวี่ยอิงก็ได้รับการขัดเกลาไปด้วย ดูเหมือนว่าพลังจิตที่ได้คืนมาจากการคืนสภาพจะมีความบริสุทธิ์และควบแน่นมากขึ้น ส่งผลให้สกิล [พลังจิต] ของเสวี่ยอิงเลื่อนขึ้นไปถึง [ระดับเชี่ยวชาญ] ได้ในที่สุด
ความเร็วในการเพิ่มระดับความชำนาญสกิลนี้เรียกได้ว่าน่ากลัวมาก ปกติแล้วสัตว์อสูรต้องใช้เวลาฝึกฝนสกิลด้วยตัวเองอย่างน้อยครึ่งปีหรืออาจจะเป็นปี กว่าจะยกระดับความชำนาญขึ้นมาถึงขั้นเชี่ยวชาญได้ แต่เสวี่ยอิงกลับใช้เวลาแค่เดือนเดียวเท่านั้น ถ้านับตั้งแต่ตอนที่เพิ่งได้รับสกิลพลังจิตมา
ระหว่างทางเดินกลับบ้านจากสำนักฝึกยุทธ์ ลู่หลีเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆดำทะมึน มืดครึ้มจนน่ากลัว ไม่รู้ทำไมลึกๆ ในใจเขาถึงรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก เขาพึมพำกับตัวเอง
"เสวี่ยอิง พวกเราต้องรีบหน่อยแล้วล่ะ ดูท่าฝนจะตกแล้ว" พูดจบเขาก็เร่งฝีเท้าวิ่งมุ่งหน้ากลับบ้านทันที
แหมะ
หยาดฝนหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนมือของลู่หลี เขาแหงนหน้ามองฟ้าด้วยความเซ็ง ดูท่าเงินก้อนนี้คงประหยัดไม่ได้ซะแล้วสิ...
ลุงจางที่ปกติจะเข้านอนเร็ว วันนี้กลับยืนเหม่ออยู่ริมหน้าต่าง ปล่อยให้เสียงเม็ดฝนที่สาดกระหน่ำใส่บานกระจกดังรัวราวกับจังหวะรัวกลอง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดบิดเบี้ยว ราวกับกำลังจมดิ่งลงไปในความทรงจำอันแสนเศร้า
บนถนน มีเพียงรถแท็กซี่คันเดียวที่กำลังพุ่งฝ่าสายฝน
ภายในรถ ลู่หลีกับเสวี่ยอิงนั่งเหม่อมองสายฝนที่เทกระหน่ำอยู่ด้านนอก สายฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นสายราวกับกิ่งไม้ฉีกกระชากหมู่เมฆ เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องเป็นระยะ ประสานกับเสียงเม็ดฝนเม็ดเป้งที่สาดกระแทกตัวรถดังป้าบๆ
คนขับมองดูกระจกหน้ารถที่ถูกม่านน้ำฝนบดบังจนมิด เขาปรับที่ปัดน้ำฝนให้ทำงานด้วยความเร็วสูงสุดด้วยความปวดใจนิดๆ มองดูที่ปัดน้ำฝนที่ทำงานบ้าคลั่งราวกับเครื่องเคาะจังหวะที่พังแล้ว เขาลองพูดทำลายบรรยากาศอึดอัดด้วยน้ำเสียงร่าเริง
"นี่น่าจะเป็นฝนที่ตกหนักที่สุดในเมืองหนานเฉิงปีนี้เลยมั้งเนี่ย?"
ลู่หลีที่ปกติต้องตอบรับกลับเงียบกริบ เขามองทิวทัศน์กลางสายฝนด้วยความรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ทั้งๆ ที่รอบตัวมีแต่เสียงหนวกหู สายฝนก็เทลงมาอย่างรวดเร็ว แต่เขากลับรู้สึกว่ารอบด้านมันเงียบสงัดราวกับโลกแห่งความตายที่หยุดนิ่ง
จนกระทั่ง เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้อง สายฟ้าสว่างวาบฉีกกระชากท้องฟ้า วินาทีนั้นรูม่านตาของลู่หลีก็หดเกร็ง ราวกับมีก้อนหินโยนลงไปในทะเลสาบที่เงียบสงบ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นสั่นไหว
เขาเห็นร่างเล็กจ้อยร่างหนึ่ง กำลังพยายามบินฝ่าพายุฝนอันบ้าคลั่ง พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอันห่างไกลอย่างไม่ยอมแพ้
มันกลายเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่เคลื่อนไหวอยู่ในโลกของลู่หลี ความสนใจทั้งหมดของเขาพุ่งเป้าไปที่ร่างเล็กๆ นั้น ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม มันจะทำอะไรของมัน?
ลู่หลีจ้องมองร่างที่โซเซไปมากลางพายุฝน แต่ก็ยังดึงดันจะบินสูงขึ้นไปทีละนิด และในจังหวะที่ลู่หลีสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวจาก [บันทึกอสูรบรรพกาล] สายฟ้าเส้นเขื่องก็ฟาดเปรี้ยงลงมาจากฟากฟ้า ดูเหมือนจะฟาดเข้าใส่ร่างที่บินอย่างดื้อรั้นนั้นอย่างจัง
ใจของลู่หลีหล่นวูบ เขากระแทกแบงก์ร้อยหยวนลงบนเบาะ ไม่สนว่ารถกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง เปิดประตูแล้วกระโจนออกไปทันที
ส่วนเรื่องโดดรถแล้วจะเจ็บตัวไหม ลู่หลีไม่เอามาใส่หัวเลยสักนิด มีสกิลพลังจิตระดับเชี่ยวชาญของเสวี่ยอิงคอยช่วย ต่อให้โดดลงจากรถไฟก็ยังไม่เป็นไรเลย
"เฮ้ย! ไอ้หนุ่ม เอ็งจะทำอะไร! โดดรถแบบนี้ไม่ได้นะเว้ย!"
เอี๊ยด—!
คนขับเหยียบเบรกมิดตีน แต่แท็กซี่ก็ยังไถลไปอีกเป็นสิบเมตรกว่าจะหยุดนิ่ง คนขับมองกระจกหลังด้วยความตกใจ ปนระแวง พอเห็นว่าไม่มีศพเด็กหนุ่มนอนจมกองเลือดอยู่กลางถนน แต่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เขาก็สบถด่าพวกวัยรุ่นไม่รักดี ก่อนจะขับรถจากไป
ตอนนี้ลู่หลีกำลังสับตีนแตกวิ่งฝ่าสายฝนไปยังทิศทางที่ร่างนั้นตกลงมา ในใจเอาแต่สวดภาวนา ขออย่าให้ร่างเล็กๆ นั่นโดนฟ้าผ่าเข้าจังๆ เลยเถอะ
เสวี่ยอิงมองไปข้างหน้าด้วยความกังวลใจ
"อิง" ไอ้ตัวเล็กที่บินอยู่เมื่อกี้จะเป็นอะไรไหมเนี่ย?
แม้ตอนนี้ร่างกายของลู่หลีจะแข็งแรงเหมือนคนปกติแล้ว แต่เพราะไม่ได้ออกกำลังกายอย่างจริงจังมานาน การวิ่งสุดฝีเท้ากลางสายฝนแบบนี้ก็ทำให้เขาหอบแฮก ร่างกายรับภาระหนักเกินไป
"ต้องไม่เป็นอะไรสิ!"
ลู่หลีปาดน้ำฝนที่บดบังทัศนวิสัยบนใบหน้าลวกๆ "เสวี่ยอิง [ขยายร่าง]!"
เสวี่ยอิงเพิ่งจะตั้งสติได้ มันรีบกระโดดออกจากกระเป๋าเป้ ร่อนลงพื้นแล้วใช้สกิลขยายร่างจนตัวใหญ่สุด ขนานไปกับลู่หลีที่กำลังวิ่งอยู่
ลู่หลีไม่รอช้า กระโดดขึ้นขี่หลังเสวี่ยอิงทันที นัยน์ตาของเสวี่ยอิงมีประกายสีครามวาบผ่าน สกิล [ล่องวายุ] ถูกเปิดใช้งาน มันไม่สนสิ่งกีดขวางอย่างกำแพงหรือรั้วใดๆ พุ่งทะยานสุดความเร็วตรงไปยังจุดที่ไอ้ตัวเล็กตกลงมา
ลู่หลีหมอบแนบไปกับหลังเสวี่ยอิงให้มากที่สุดเพื่อลดแรงต้านอากาศ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ใจของเขาก็ยิ่งร้อนรุ่ม
"เสวี่ยอิง เร่งความเร็วได้อีกไหม!"
"อิง!"
เสวี่ยอิงรีดเค้นพลังของสกิลล่องวายุออกมาจนหมดแม็ก แต่ความเร็วก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่นัก ในจังหวะนั้นเอง ประกายแห่งการตื่นรู้ก็สว่างวาบขึ้นมาในหัวของเสวี่ยอิง มันเริ่มจินตนาการถึงการควบคุมธาตุลม ใช้ลมมาช่วยเร่งความเร็ว กระแสลมเบาบางเริ่มก่อตัวขึ้นที่กีบเท้าของมัน ก่อนจะค่อยๆ ขยายวงกว้างขึ้น
จนในที่สุด มันก็วิ่งราวกับเหยียบอยู่บนเมฆ ความเร็วเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว!
ค้นพบสกิลขั้นกว่าของล่องวายุ... [ควบคุมวายุ]!
ระดับการเติบโตก็พุ่งพรวดขึ้นเป็น [ระดับปลุกพลังขั้นเจ็ด] ทันที! ร่างของมันพุ่งฝ่าม่านฝน ทิ้งไว้เพียงภาพติดตา เคลื่อนที่ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยด้วยความเร็วสูง
และในที่สุด เขาก็เห็นก้อนสีดำๆ เล็กๆ กำลังกระตุกเบาๆ อยู่ไม่ไกล
"อิง!" ไอ้ตัวเล็กอยู่นั่นไง!
พอไปถึง ลู่หลีเห็นร่างที่ไหม้เกรียมเป็นตอตะโก ใจก็หล่นวูบ ดูท่าจะโดนฟ้าผ่าเข้าเต็มๆ ลมหายใจรวยรินเต็มทีแล้ว
"เสวี่ยอิง ใช้ [วารีบำบัด]!"
ถึงวารีบำบัดจะมีพลังรักษาน้อยนิด แต่อย่างน้อยมันก็เป็นสกิลสายรักษา มีให้ใช้ก็ดีกว่าไม่มี
ลู่หลีใช้สองมือประคองร่างเล็กๆ นั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง น้ำเสียงร้อนรน
"เร็วเข้า! เสวี่ยอิง! ไปโรงพยาบาลสัตว์อสูรด่วน!"
ถึงเสวี่ยอิงจะพยายามวิ่งให้เร็วที่สุดพร้อมกับทรงตัวให้นิ่งที่สุดเพื่อไม่ให้อาการของไอ้ตัวเล็กกำเริบ แต่ลู่หลีก็ยังสัมผัสได้ว่าพลังชีวิตของมันกำลังหลุดลอยไปทีละนิด
ลู่หลีเงยหน้ามองสภาพแวดล้อมรอบด้าน คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ไม่ทันแล้ว! ที่นี่เปลี่ยวเกินไป ต่อให้เป็นความเร็วของเสวี่ยอิงในตอนนี้ กว่าจะถึงโรงพยาบาลสัตว์อสูรที่ใกล้ที่สุดก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยแปดนาที! ไอ้ตัวเล็กนี่คงทนไม่ไหวแน่
[จบแล้ว]