- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 18 - ผลไม้สีแดง
บทที่ 18 - ผลไม้สีแดง
บทที่ 18 - ผลไม้สีแดง
บทที่ 18 - ผลไม้สีแดง
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็รีบปลดปล่อยสัตว์อสูรของตัวเองออกมาทันที สัตว์อสูรทั้งหกตัวล้อมเป็นวงกลม คุ้มกันเจ้านายไว้ตรงกลางอย่างแน่นหนา
เฉิงข่ายฉวยโอกาสนี้กวาดสายตามองไปรอบๆ สัตว์อสูรของอีกห้าคนประกอบไปด้วย คางคกวารีทมิฬ กิ้งก่าเยือกแข็ง แมวเงาซุ่ม หมาป่าเขี้ยวอัสนี และแรดเขาหิน ในบรรดานี้มีเพียงแมวเงาซุ่มตัวเดียวที่มีระดับสายพันธุ์เหนือธรรมชาติขั้นสูง นอกนั้นเป็นระดับเหนือธรรมชาติขั้นกลางทั้งหมด
ซึ่งเจ้านายของแมวเงาซุ่มก็คือหญิงสาวที่เอ่ยปากเตือนเขาด้วยความหวังดีเมื่อกี้นี้นั่นเอง
เมื่อคนอื่นๆ เห็นหมีวายุคลั่งที่เฉิงข่ายเรียกออกมา สายตาของพวกเขาก็ฉายแววซับซ้อน มีทั้งความอิจฉาและริษยา ก็แหงล่ะ หมีวายุคลั่งมีระดับสายพันธุ์ถึงผู้บัญชาการขั้นต่ำ สำหรับเหล่ามือใหม่แล้ว นี่มันคือตัวตึงที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่คนพวกนี้ก็ไม่ได้โง่ ในมิติโบราณสถานแห่งนี้ เห็นได้ชัดว่าเฉิงข่ายคือเสาหลักที่พวกเขาสามารถพึ่งพาได้ ถึงในใจจะหมั่นไส้แค่ไหน แต่เปลือกนอกก็ต้องทำดีด้วยไว้ก่อน
"โฮก!" หมีวายุคลั่งมองดูเนินทรายรอบๆ แล้วคำรามลั่นด้วยความตื่นเต้น เสียงของมันทำเอาทั้งคนทั้งสัตว์อสูรตัวอื่นสะดุ้งโหยง ขนาดพวกเนินทรายที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างเร็วยังชะงักไปแวบหนึ่ง
ปัง!
เนินทรายทั้งเจ็ดระเบิดออกพร้อมกัน หนอนทะเลทรายขนาดยาวครึ่งเมตรพุ่งทะยานออกมา ปากที่น่าเกลียดน่ากลัวของพวกมันเต็มไปด้วยฟันแหลมคมเรียงรายแน่นขนัด ดูน่าสยดสยองเป็นที่สุด
"ระวังตัวด้วย! นี่คือหนอนทะเลทราย สัตว์อสูรสายพันธุ์เหนือธรรมชาติขั้นต่ำ ดูจากขนาดแล้วน่าจะใกล้ระดับปลุกพลังขั้นแปดแล้ว!"
ทุกคนตีหน้าเครียด เริ่มรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาบ้าง นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาถูกสัตว์อสูรดุร้ายรุมล้อม แต่โชคดีที่พลังรบของหนอนทะเลทรายฝูงนี้ไม่ได้สูงมาก ถึงระดับจะอยู่ขั้นแปด แต่พลังรบจริงๆ อย่างมากก็แค่ขั้นห้า ในขณะที่สัตว์อสูรของพวกเขาล้วนแต่ระดับหกขึ้นไปทั้งนั้น! โดยเฉพาะหมาป่าเขี้ยวอัสนีกับแรดเขาหินที่เป็นตัวท็อปในรุ่นเดียวกัน แถมยังมีหมีวายุคลั่งระดับผู้บัญชาการขั้นต่ำอีก งานนี้จะเอาอะไรมาแพ้?
"ลุยเลยหมาป่าเขี้ยวอัสนี ใช้เขี้ยวอัสนี!"
"แรดเขาหิน ใช้พุ่งชน!"
พอรู้ว่าฝ่ายตัวเองได้เปรียบ ทุกคนก็เริ่มออกคำสั่งให้สัตว์อสูรโจมตีอย่างฮึกเหิม การได้สู้แบบเอาเป็นเอาตายแบบนี้แหละคือการขัดเกลาสัตว์อสูรได้ดีที่สุด การประลองขำๆ ที่ผ่านมาเทียบไม่ได้เลยสักนิด
เฉิงข่ายสังเกตสถานการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตา เขาแอบสั่งให้หมีวายุคลั่งใช้สกิลขยายร่างย่อส่วนลง แล้วพุ่งเข้าไปนัวเนียกับหนอนทะเลทรายตัวหนึ่ง พ่อเขาเคยสอนไว้ว่า เวลาอยู่ข้างนอก ถ้าออกแรงเจ็ดส่วนได้ก็ให้ออกแค่เจ็ดส่วน... ส่วนท่อนหลังว่าไงนะ ช่างมันเถอะ ไม่สำคัญหรอก
สรุปก็คือ ในเมื่อพวกนั้นอยากบวกกันนัก เขาก็จะออกแรงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้!
การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว แรดเขาหินคว้าตำแหน่งผู้เล่นทรงคุณค่าไปครองอย่างไร้ข้อกังขา ด้วยผลงานการปลิดชีพหนอนทะเลทรายไปถึงสามตัว
ชัยชนะตั้งแต่การต่อสู้ครั้งแรก ทำให้เหล่ามือใหม่คึกคักกันใหญ่ เพราะไม่มีอะไรจะฟินไปกว่าการชนะแบบขาดลอยอีกแล้ว
"นี่ก็เดินมาตั้งนานแล้ว ทำไมไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอะไรเลยสักตัว? นี่มันจะปลอดภัยเกินไปไหมเนี่ย?" ถึงปากลู่หลีจะบ่นอุบอิบ แต่ในใจกลับลิงโลดสุดๆ ก็แหงล่ะ ปากไม่ตรงกับใจแบบนี้แหละ เขามาที่นี่เพื่อกอบโกยทรัพยากรนะ ไม่ได้มาเพื่อต่อสู้สักหน่อย
"อิ๋ง~" เสวี่ยอิงปล่อยน้ำจากสกิลวารีบำบัดลงไปในถุงทำความเย็นที่แขวนอยู่ตรงคอ จากนั้นก็ใช้พลังจิตยกถุงขึ้นมาดื่มอย่างช่ำชอง
จู่ๆ พายุทรายก็พัดมา ลู่หลียกมือขึ้นบังหน้า หรี่ตาลงรอจนพายุสงบ แล้วเขาก็สังเกตเห็นสีเขียวรำไรอยู่ลิบๆ
"เสวี่ยอิง ดูตรงนั้นสิ เหมือนมีอะไรสีเขียวๆ อยู่ด้วยนะ?"
"อิ๋ง?!" เสวี่ยอิงหูผึ่ง ถึงกวางวิญญาณจะไม่มีธาตุประจำตัว แต่มันก็ชื่นชอบสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างป่าไม้มากกว่าอยู่ดี
สีเขียวเหรอ? ป่าใช่ไหม? อยู่ไหนๆ! ขอดูหน่อย!
เย่! สีเขียวจริงๆ ด้วย!
ลู่หลี พวกเรารีบไปกันเถอะ!
เสวี่ยอิงกระโดดเหยงๆ อยู่กับที่ ขาสั้นๆ ทั้งสี่ข้างย่ำเท้าสับๆ ไปมาด้วยความดีใจสุดขีด มันหันมามองลู่หลีด้วยสายตาเป็นประกาย
ถึงลู่หลีจะแอบระแวงว่านั่นอาจจะเป็นภาพลวงตา แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงก็เดินเดาสุ่มอยู่แล้ว มีเป้าหมายให้เดินตามก็ยังดี อย่างน้อยก็ช่วยคลายความจำเจของทิวทัศน์ได้บ้าง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ลู่หลีมองดูโอเอซิสที่ปรากฏโฉมอย่างชัดเจนอยู่เบื้องหน้า เขาเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ความรู้สึกเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขพุ่งทะลักเข้ามาในใจ ของจริงว่ะเฮ้ย!
เสวี่ยอิงเองก็จ้องมองผลไม้สีแดงลูกเล็กๆ บนต้นตาเป็นมัน น้ำลายสอเต็มปาก
อยากกินจัง
"โชคดีอะไรขนาดนี้ เพิ่งเข้ามาก็เจอโอเอซิสเลย กำลังหิวอยู่พอดี ไปกันเถอะเสวี่ยอิง ไปเก็บผลไม้มาลองชิมสักสองสามลูก แล้วก็นั่งพักกันสักหน่อย"
ลู่หลีมานั่งเหม่ออยู่ใต้ต้นไม้ มองดูกองผลไม้สีแดงที่สูงเป็นภูเขาย่อมๆ ด้วยความงุนงง หรือว่าผลไม้พวกนี้มันกินไม่ได้? ทำไมถึงไม่มีสัตว์อสูรเฝ้าอยู่เลยสักตัวล่ะ? หรือว่าพากันออกไปเยี่ยมญาติ? แต่นี่มันก็ไม่ใช่ช่วงเทศกาลสักหน่อย
แต่เสวี่ยอิงไม่สนโลก มันงับผลไม้เข้าปากอย่างมีความสุข พริบตานั้นดวงตาของมันก็พริ้มลงด้วยความฟินขั้นสุด
ลู่หลี ไม่กินเหรอ? ผลไม้นี่หอมมากเลยนะ แถมฉันยังรู้สึกเหมือนหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยด้วย
ลู่หลีได้ยินแบบนั้นก็หยิบผลไม้ลูกหนึ่งขึ้นมาเช็ดๆ อย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วกัดกร้วมเข้าให้
วินาทีที่ผลไม้เข้าปาก มันก็ละลายกลายเป็นกระแสความอบอุ่น ก่อนที่รสชาติหวานหอมสดชื่นจะระเบิดกระจายไปทั่วทั้งปาก
ดวงตาของลู่หลีเป็นประกาย เขาสวาปามผลไม้จนหมดภายในสองสามคำ รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายก่อนจะอุทานออกมา "ผลไม้นี่มันมีสรรพคุณฟื้นฟูพละกำลังด้วย..." ทันใดนั้นสายตาของเขาก็เบนไปที่ภูเขาผลไม้กองโตข้างๆ ประกายในดวงตายิ่งสว่างวาบ "เสวี่ยอิง... พวกเราอาจจะรวยเละแล้ว!"
รวยเละ? รวยเละคืออะไร? เสวี่ยอิงทำหน้างงมองลู่หลี
"มาเสวี่ยอิง ใช้สกิลขยายร่างให้ตัวใหญ่ขึ้นหน่อย" ลู่หลีพูดพลางถอดเสื้อตัวนอกออก เอาผลไม้บนพื้นใส่ลงไปในเสื้อแล้วมัดห่อไว้ จากนั้นก็เอาไปผูกติดกับหลังเสวี่ยอิง ถ้าผูกไม่หมดก็ยัดใส่กระเป๋ากางเกงตัวเอง พอมองผลไม้สีแดงที่ยังเหลืออยู่อีกหยิบมือ สายตาของลู่หลีก็กลับมาหยุดที่เสวี่ยอิงอีกครั้ง
"มาเสวี่ยอิง กินเข้าไปเยอะๆ เดี๋ยวต้องใช้แรงอีกเยอะเลย..."
เสวี่ยอิงทำหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความอิ่มจนจุก กินไม่ไหวแล้ว... อึก...
หลังจากพักผ่อนจนพอจะมีแรงเดิน ลู่หลีก็พาเสวี่ยอิงเดินสำรวจโอเอซิสจนทั่ว เสวี่ยอิงถึงได้บรรลุสัจธรรมข้อหนึ่งว่า ผลไม้สีแดงน่ะอร่อยก็จริง แต่จะกินตะกละตะกลามไม่ได้ ต้องรู้จักพอดี...
"ในโอเอซิสนี้ก็ไม่มีทรัพยากรอะไรอย่างอื่นเลยนะ ดูเหมือนจะมีแค่ผลไม้สีแดงนี่แหละที่เป็นของดีประจำถิ่น มิน่าล่ะถึงไม่มีสัตว์อสูรเฝ้าอยู่เลย สงสัยจะกินจนเบื่อแล้วมั้ง"
ลู่หลีบ่นงึมงำพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา "ยี่สิบสองนาฬิกาสี่สิบแปดนาที...?"
ลู่หลีขยี้ตาตัวเอง เงยหน้ามองดวงอาทิตย์บนฟ้า มันยังลอยเด่นอยู่ตำแหน่งเดิมเป๊ะ "แปลว่า... ในมิติโบราณสถานแห่งนี้ไม่มีกลางคืนงั้นเหรอ?"
หลังจากกวาดตามองผืนป่ารอบๆ จนแน่ใจว่าปลอดภัย ลู่หลีก็ลูบหัวเสวี่ยอิง "คืนนี้พวกเราพักกันที่นี่แหละ พรุ่งนี้เช้าค่อยออกไปหาสมบัติกันต่อ!"
"อิ๋ง?" เสวี่ยอิงทำหน้าลำบากใจ แต่ฉันเพิ่งซัดผลไม้พวกนั้นเข้าไปซะเต็มพุง ตอนนี้ตาค้างนอนไม่หลับเลยง่ะ...
ลู่หลีได้ยินแบบนั้น มือที่กำลังจะล้วงกระเป๋าก็ชะงักกึก เมื่อกี้เขากะจะกินสักลูกก่อนนอนเหมือนกัน... "งั้นฉันงีบก่อนนะ รบกวนเสวี่ยอิงอยู่โยงเฝ้ายามให้ทีนะ"
พูดจบ ลู่หลีก็เดินไปหาที่ร่มๆ ใต้ต้นไม้แล้วล้มตัวลงนอนพักผ่อนทันที
เสวี่ยอิงทำหน้าตาขึงขังจริงจัง "อิ๋ง!" ลู่หลีนอนให้สบายเถอะ ฉันจะคุ้มกันให้เอง!
สายลมพัดเอื่อยๆ แสงแดดอบอุ่นกำลังดี ให้ความรู้สึกเหมือนบ่ายวันฤดูใบไม้ผลิ ลู่หลีนอนหลับฝันดีอย่างมีความสุข พอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าไปทั้งตัว
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หกนาฬิกายี่สิบสองนาที ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ รู้สึกเลยว่าชีวิตมันช่างดีงามอะไรขนาดนี้
"อิ๋ง" ลู่หลีตื่นแล้วเหรอ
เสวี่ยอิงเดินเข้ามา ใช้สกิลวารีบำบัดเติมน้ำใส่ถุงทำความเย็นให้ลู่หลี ท่าทางคล่องแคล่วจนน่าสงสาร
ตัวแค่นี้ก็ต้องมาทำงานรับใช้เจ้านายซะแล้ว เห็นแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ การเลือกเจ้านายดีๆ นี่มันสำคัญจริงๆ นะ
ลู่หลีก็ไม่เกรงใจ คว้าถุงน้ำแข็งมาซดอึกๆๆ แล้วหยิบผลไม้สีแดงจากกระเป๋ามากินเป็นมื้อเช้า
"อิ่มหนำสำราญ! พร้อมลุย!" ลู่หลีหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์แล้วตะโกนอย่างฮึกเหิม
"อิ๋ง!" ไปลุยกันเลย!
[จบแล้ว]
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็รีบปลดปล่อยสัตว์อสูรของตัวเองออกมาทันที สัตว์อสูรทั้งหกตัวล้อมเป็นวงกลม คุ้มกันเจ้านายไว้ตรงกลางอย่างแน่นหนา
เฉิงข่ายฉวยโอกาสนี้กวาดสายตามองไปรอบๆ สัตว์อสูรของอีกห้าคนประกอบไปด้วย คางคกวารีทมิฬ กิ้งก่าเยือกแข็ง แมวเงาซุ่ม หมาป่าเขี้ยวอัสนี และแรดเขาหิน ในบรรดานี้มีเพียงแมวเงาซุ่มตัวเดียวที่มีระดับสายพันธุ์เหนือธรรมชาติขั้นสูง นอกนั้นเป็นระดับเหนือธรรมชาติขั้นกลางทั้งหมด
ซึ่งเจ้านายของแมวเงาซุ่มก็คือหญิงสาวที่เอ่ยปากเตือนเขาด้วยความหวังดีเมื่อกี้นี้นั่นเอง
เมื่อคนอื่นๆ เห็นหมีวายุคลั่งที่เฉิงข่ายเรียกออกมา สายตาของพวกเขาก็ฉายแววซับซ้อน มีทั้งความอิจฉาและริษยา ก็แหงล่ะ หมีวายุคลั่งมีระดับสายพันธุ์ถึงผู้บัญชาการขั้นต่ำ สำหรับเหล่ามือใหม่แล้ว นี่มันคือตัวตึงที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่คนพวกนี้ก็ไม่ได้โง่ ในมิติโบราณสถานแห่งนี้ เห็นได้ชัดว่าเฉิงข่ายคือเสาหลักที่พวกเขาสามารถพึ่งพาได้ ถึงในใจจะหมั่นไส้แค่ไหน แต่เปลือกนอกก็ต้องทำดีด้วยไว้ก่อน
"โฮก!" หมีวายุคลั่งมองดูเนินทรายรอบๆ แล้วคำรามลั่นด้วยความตื่นเต้น เสียงของมันทำเอาทั้งคนทั้งสัตว์อสูรตัวอื่นสะดุ้งโหยง ขนาดพวกเนินทรายที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างเร็วยังชะงักไปแวบหนึ่ง
ปัง!
เนินทรายทั้งเจ็ดระเบิดออกพร้อมกัน หนอนทะเลทรายขนาดยาวครึ่งเมตรพุ่งทะยานออกมา ปากที่น่าเกลียดน่ากลัวของพวกมันเต็มไปด้วยฟันแหลมคมเรียงรายแน่นขนัด ดูน่าสยดสยองเป็นที่สุด
"ระวังตัวด้วย! นี่คือหนอนทะเลทราย สัตว์อสูรสายพันธุ์เหนือธรรมชาติขั้นต่ำ ดูจากขนาดแล้วน่าจะใกล้ระดับปลุกพลังขั้นแปดแล้ว!"
ทุกคนตีหน้าเครียด เริ่มรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาบ้าง นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาถูกสัตว์อสูรดุร้ายรุมล้อม แต่โชคดีที่พลังรบของหนอนทะเลทรายฝูงนี้ไม่ได้สูงมาก ถึงระดับจะอยู่ขั้นแปด แต่พลังรบจริงๆ อย่างมากก็แค่ขั้นห้า ในขณะที่สัตว์อสูรของพวกเขาล้วนแต่ระดับหกขึ้นไปทั้งนั้น! โดยเฉพาะหมาป่าเขี้ยวอัสนีกับแรดเขาหินที่เป็นตัวท็อปในรุ่นเดียวกัน แถมยังมีหมีวายุคลั่งระดับผู้บัญชาการขั้นต่ำอีก งานนี้จะเอาอะไรมาแพ้?
"ลุยเลยหมาป่าเขี้ยวอัสนี ใช้เขี้ยวอัสนี!"
"แรดเขาหิน ใช้พุ่งชน!"
พอรู้ว่าฝ่ายตัวเองได้เปรียบ ทุกคนก็เริ่มออกคำสั่งให้สัตว์อสูรโจมตีอย่างฮึกเหิม การได้สู้แบบเอาเป็นเอาตายแบบนี้แหละคือการขัดเกลาสัตว์อสูรได้ดีที่สุด การประลองขำๆ ที่ผ่านมาเทียบไม่ได้เลยสักนิด
เฉิงข่ายสังเกตสถานการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตา เขาแอบสั่งให้หมีวายุคลั่งใช้สกิลขยายร่างย่อส่วนลง แล้วพุ่งเข้าไปนัวเนียกับหนอนทะเลทรายตัวหนึ่ง พ่อเขาเคยสอนไว้ว่า เวลาอยู่ข้างนอก ถ้าออกแรงเจ็ดส่วนได้ก็ให้ออกแค่เจ็ดส่วน... ส่วนท่อนหลังว่าไงนะ ช่างมันเถอะ ไม่สำคัญหรอก
สรุปก็คือ ในเมื่อพวกนั้นอยากบวกกันนัก เขาก็จะออกแรงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้!
การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว แรดเขาหินคว้าตำแหน่งผู้เล่นทรงคุณค่าไปครองอย่างไร้ข้อกังขา ด้วยผลงานการปลิดชีพหนอนทะเลทรายไปถึงสามตัว
ชัยชนะตั้งแต่การต่อสู้ครั้งแรก ทำให้เหล่ามือใหม่คึกคักกันใหญ่ เพราะไม่มีอะไรจะฟินไปกว่าการชนะแบบขาดลอยอีกแล้ว
"นี่ก็เดินมาตั้งนานแล้ว ทำไมไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอะไรเลยสักตัว? นี่มันจะปลอดภัยเกินไปไหมเนี่ย?" ถึงปากลู่หลีจะบ่นอุบอิบ แต่ในใจกลับลิงโลดสุดๆ ก็แหงล่ะ ปากไม่ตรงกับใจแบบนี้แหละ เขามาที่นี่เพื่อกอบโกยทรัพยากรนะ ไม่ได้มาเพื่อต่อสู้สักหน่อย
"อิ๋ง~" เสวี่ยอิงปล่อยน้ำจากสกิลวารีบำบัดลงไปในถุงทำความเย็นที่แขวนอยู่ตรงคอ จากนั้นก็ใช้พลังจิตยกถุงขึ้นมาดื่มอย่างช่ำชอง
จู่ๆ พายุทรายก็พัดมา ลู่หลียกมือขึ้นบังหน้า หรี่ตาลงรอจนพายุสงบ แล้วเขาก็สังเกตเห็นสีเขียวรำไรอยู่ลิบๆ
"เสวี่ยอิง ดูตรงนั้นสิ เหมือนมีอะไรสีเขียวๆ อยู่ด้วยนะ?"
"อิ๋ง?!" เสวี่ยอิงหูผึ่ง ถึงกวางวิญญาณจะไม่มีธาตุประจำตัว แต่มันก็ชื่นชอบสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างป่าไม้มากกว่าอยู่ดี
สีเขียวเหรอ? ป่าใช่ไหม? อยู่ไหนๆ! ขอดูหน่อย!
เย่! สีเขียวจริงๆ ด้วย!
ลู่หลี พวกเรารีบไปกันเถอะ!
เสวี่ยอิงกระโดดเหยงๆ อยู่กับที่ ขาสั้นๆ ทั้งสี่ข้างย่ำเท้าสับๆ ไปมาด้วยความดีใจสุดขีด มันหันมามองลู่หลีด้วยสายตาเป็นประกาย
ถึงลู่หลีจะแอบระแวงว่านั่นอาจจะเป็นภาพลวงตา แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงก็เดินเดาสุ่มอยู่แล้ว มีเป้าหมายให้เดินตามก็ยังดี อย่างน้อยก็ช่วยคลายความจำเจของทิวทัศน์ได้บ้าง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ลู่หลีมองดูโอเอซิสที่ปรากฏโฉมอย่างชัดเจนอยู่เบื้องหน้า เขาเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ความรู้สึกเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขพุ่งทะลักเข้ามาในใจ ของจริงว่ะเฮ้ย!
เสวี่ยอิงเองก็จ้องมองผลไม้สีแดงลูกเล็กๆ บนต้นตาเป็นมัน น้ำลายสอเต็มปาก
อยากกินจัง
"โชคดีอะไรขนาดนี้ เพิ่งเข้ามาก็เจอโอเอซิสเลย กำลังหิวอยู่พอดี ไปกันเถอะเสวี่ยอิง ไปเก็บผลไม้มาลองชิมสักสองสามลูก แล้วก็นั่งพักกันสักหน่อย"
ลู่หลีมานั่งเหม่ออยู่ใต้ต้นไม้ มองดูกองผลไม้สีแดงที่สูงเป็นภูเขาย่อมๆ ด้วยความงุนงง หรือว่าผลไม้พวกนี้มันกินไม่ได้? ทำไมถึงไม่มีสัตว์อสูรเฝ้าอยู่เลยสักตัวล่ะ? หรือว่าพากันออกไปเยี่ยมญาติ? แต่นี่มันก็ไม่ใช่ช่วงเทศกาลสักหน่อย
แต่เสวี่ยอิงไม่สนโลก มันงับผลไม้เข้าปากอย่างมีความสุข พริบตานั้นดวงตาของมันก็พริ้มลงด้วยความฟินขั้นสุด
ลู่หลี ไม่กินเหรอ? ผลไม้นี่หอมมากเลยนะ แถมฉันยังรู้สึกเหมือนหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยด้วย
ลู่หลีได้ยินแบบนั้นก็หยิบผลไม้ลูกหนึ่งขึ้นมาเช็ดๆ อย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วกัดกร้วมเข้าให้
วินาทีที่ผลไม้เข้าปาก มันก็ละลายกลายเป็นกระแสความอบอุ่น ก่อนที่รสชาติหวานหอมสดชื่นจะระเบิดกระจายไปทั่วทั้งปาก
ดวงตาของลู่หลีเป็นประกาย เขาสวาปามผลไม้จนหมดภายในสองสามคำ รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายก่อนจะอุทานออกมา "ผลไม้นี่มันมีสรรพคุณฟื้นฟูพละกำลังด้วย..." ทันใดนั้นสายตาของเขาก็เบนไปที่ภูเขาผลไม้กองโตข้างๆ ประกายในดวงตายิ่งสว่างวาบ "เสวี่ยอิง... พวกเราอาจจะรวยเละแล้ว!"
รวยเละ? รวยเละคืออะไร? เสวี่ยอิงทำหน้างงมองลู่หลี
"มาเสวี่ยอิง ใช้สกิลขยายร่างให้ตัวใหญ่ขึ้นหน่อย" ลู่หลีพูดพลางถอดเสื้อตัวนอกออก เอาผลไม้บนพื้นใส่ลงไปในเสื้อแล้วมัดห่อไว้ จากนั้นก็เอาไปผูกติดกับหลังเสวี่ยอิง ถ้าผูกไม่หมดก็ยัดใส่กระเป๋ากางเกงตัวเอง พอมองผลไม้สีแดงที่ยังเหลืออยู่อีกหยิบมือ สายตาของลู่หลีก็กลับมาหยุดที่เสวี่ยอิงอีกครั้ง
"มาเสวี่ยอิง กินเข้าไปเยอะๆ เดี๋ยวต้องใช้แรงอีกเยอะเลย..."
เสวี่ยอิงทำหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความอิ่มจนจุก กินไม่ไหวแล้ว... อึก...
หลังจากพักผ่อนจนพอจะมีแรงเดิน ลู่หลีก็พาเสวี่ยอิงเดินสำรวจโอเอซิสจนทั่ว เสวี่ยอิงถึงได้บรรลุสัจธรรมข้อหนึ่งว่า ผลไม้สีแดงน่ะอร่อยก็จริง แต่จะกินตะกละตะกลามไม่ได้ ต้องรู้จักพอดี...
"ในโอเอซิสนี้ก็ไม่มีทรัพยากรอะไรอย่างอื่นเลยนะ ดูเหมือนจะมีแค่ผลไม้สีแดงนี่แหละที่เป็นของดีประจำถิ่น มิน่าล่ะถึงไม่มีสัตว์อสูรเฝ้าอยู่เลย สงสัยจะกินจนเบื่อแล้วมั้ง"
ลู่หลีบ่นงึมงำพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา "ยี่สิบสองนาฬิกาสี่สิบแปดนาที...?"
ลู่หลีขยี้ตาตัวเอง เงยหน้ามองดวงอาทิตย์บนฟ้า มันยังลอยเด่นอยู่ตำแหน่งเดิมเป๊ะ "แปลว่า... ในมิติโบราณสถานแห่งนี้ไม่มีกลางคืนงั้นเหรอ?"
หลังจากกวาดตามองผืนป่ารอบๆ จนแน่ใจว่าปลอดภัย ลู่หลีก็ลูบหัวเสวี่ยอิง "คืนนี้พวกเราพักกันที่นี่แหละ พรุ่งนี้เช้าค่อยออกไปหาสมบัติกันต่อ!"
"อิ๋ง?" เสวี่ยอิงทำหน้าลำบากใจ แต่ฉันเพิ่งซัดผลไม้พวกนั้นเข้าไปซะเต็มพุง ตอนนี้ตาค้างนอนไม่หลับเลยง่ะ...
ลู่หลีได้ยินแบบนั้น มือที่กำลังจะล้วงกระเป๋าก็ชะงักกึก เมื่อกี้เขากะจะกินสักลูกก่อนนอนเหมือนกัน... "งั้นฉันงีบก่อนนะ รบกวนเสวี่ยอิงอยู่โยงเฝ้ายามให้ทีนะ"
พูดจบ ลู่หลีก็เดินไปหาที่ร่มๆ ใต้ต้นไม้แล้วล้มตัวลงนอนพักผ่อนทันที
เสวี่ยอิงทำหน้าตาขึงขังจริงจัง "อิ๋ง!" ลู่หลีนอนให้สบายเถอะ ฉันจะคุ้มกันให้เอง!
สายลมพัดเอื่อยๆ แสงแดดอบอุ่นกำลังดี ให้ความรู้สึกเหมือนบ่ายวันฤดูใบไม้ผลิ ลู่หลีนอนหลับฝันดีอย่างมีความสุข พอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าไปทั้งตัว
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หกนาฬิกายี่สิบสองนาที ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ รู้สึกเลยว่าชีวิตมันช่างดีงามอะไรขนาดนี้
"อิ๋ง" ลู่หลีตื่นแล้วเหรอ
เสวี่ยอิงเดินเข้ามา ใช้สกิลวารีบำบัดเติมน้ำใส่ถุงทำความเย็นให้ลู่หลี ท่าทางคล่องแคล่วจนน่าสงสาร
ตัวแค่นี้ก็ต้องมาทำงานรับใช้เจ้านายซะแล้ว เห็นแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ การเลือกเจ้านายดีๆ นี่มันสำคัญจริงๆ นะ
ลู่หลีก็ไม่เกรงใจ คว้าถุงน้ำแข็งมาซดอึกๆๆ แล้วหยิบผลไม้สีแดงจากกระเป๋ามากินเป็นมื้อเช้า
"อิ่มหนำสำราญ! พร้อมลุย!" ลู่หลีหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์แล้วตะโกนอย่างฮึกเหิม
"อิ๋ง!" ไปลุยกันเลย!
[จบแล้ว]