- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 17 - มิติโบราณสถาน
บทที่ 17 - มิติโบราณสถาน
บทที่ 17 - มิติโบราณสถาน
บทที่ 17 - มิติโบราณสถาน
"ราคาทั้งหมด 1,000 หยวน"
ลู่หลีถึงกับอ้าปากค้าง "ไหนว่าชิ้นละห้าหยวนไม่ใช่เหรอครับ?"
"ถ้าที่เมืองหนานเฉิงก็ใช่ที่ห้าหยวน แต่ที่นี่คือภูเขาเป่ยหวง!" พ่อค้าทำหน้ากวนประสาทประมาณว่า จะซื้อก็ซื้อ ไม่ซื้อก็เชิญ
ลู่หลีมองหน้าพ่อค้าแล้วอยากจะปล่อยเสวี่ยอิงไปกัดสักที เสวี่ยอิงที่อยู่ในกระเป๋าถึงกับทำหน้าเหลอหลา
"ตกลง" ลู่หลีหันไปหาหนิงเสี่ยวชวน "นายจ่ายเงินให้ที ถือซะว่าเป็นค่าทำขวัญเมื่อกี้แล้วกัน"
หนิงเสี่ยวชวนไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย เขาโอนเงินให้ทันที
หลังจากลู่หลีเก็บถุงทำความเย็นพกพาทั้งร้อยชิ้นเข้ากระเป๋า ทั้งสองคนก็เดินมาที่ขอบแคมป์ หนิงเสี่ยวชวนมองลู่หลีแล้วขมวดคิ้ว "นายซื้อถุงทำความเย็นไปทำไม? มันช่วยให้นายรอดตายในมิติโบราณสถานไม่ได้หรอกนะ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเข้ามิติ ฉันว่านายรีบไปเปลี่ยนชุดป้องกันใหม่ดีกว่า"
ลู่หลีหาที่นั่งพัก เงยหน้ามองหนิงเสี่ยวชวนพลางยิ้มขำ "นายรู้ได้ไงว่าถุงนี่มันจะช่วยชีวิตฉันไม่ได้? เอาเถอะ นายไม่ต้องมาเกลี้ยกล่อมฉันแล้ว ฉันรู้ว่านายหวังดี เดี๋ยวพอเข้าไปในมิติโบราณสถาน นายก็จะรู้เองว่าถุงนี่มันมีประโยชน์ขนาดไหน"
หวัง... หวังดีเหรอ ริ้วรอยแดงระเรื่อปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหนิงเสี่ยวชวนแวบหนึ่งก่อนจะจางหายไป วัยรุ่นสองคน คนหนึ่งยืนตัวตรงแหน่วราวกับต้นสน อีกคนนั่งเอนกายสบายอารมณ์ พวกเขารอเวลาจนกระทั่งถึงเที่ยงตรง
ติ๊งต่อง!
ผู้เข้าร่วมหน้าใหม่ทุกคนได้รับข้อความทางโทรศัพท์พร้อมกัน พวกเขารีบมารวมตัวกันที่จุดนัดพบเดิมทันที รองประธานฉีผิงยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เมื่อเห็นทุกคนยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ เขาก็ประกาศเสียงก้อง "การทดสอบหน้าใหม่ประจำเมืองหนานเฉิง เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!"
คลื่นพลังมิติสั่นกระเพื่อม พริบตาดียวร่างของทุกคนก็อันตรธานหายไป สีหน้าของฉีผิงพลันซีดเผือดลงทันที
"ท่านรองประธานฉี ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?"
ฉีผิงยกมือห้ามคนที่เข้ามาประคอง สายตาของเขาทอดมองไปยังจุดใดจุดหนึ่งในความว่างเปล่า "หวังว่าพวกเขาจะกลับมาอย่างปลอดภัยนะ"
ลู่หลีรู้สึกว่าภาพเบื้องหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ พอภาพกลับมาชัดเจนอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองกำลังลอยอยู่กลางอากาศสูงจากพื้นราวสองสามเมตร และกำลังร่วงหล่นลงด้วยความเร็วสูง
"เสวี่ยอิง!"
เสวี่ยอิงใช้พลังจิตสร้างเบาะอากาศรองรับร่างของลู่หลีไว้ทันท่วงที จากนั้นลู่หลีก็หล่นตุบลงบนพื้นทรายนุ่มๆ ฝุ่นทรายฟุ้งกระจายตลบอบอวล
"ค่อกๆ" ลู่หลีไอค่อกแค่กพลางปล่อยเสวี่ยอิงออกมาจากกระเป๋า สายตากวาดมองไปรอบด้าน "เป็นอย่างที่คิดไว้เลย โลกทะเลทรายจริงๆ ด้วย"
ตั้งแต่ตอนที่ลู่หลีเห็นเจ้าหน้าที่สมาคมตั้งแคมป์กันเยอะขนาดนั้น เขาก็รู้ทันทีว่าพวกนั้นต้องส่งคนเข้าไปสำรวจในมิติมาแล้วแน่ๆ ดังนั้นตอนที่เดินดูแคมป์ เขาเลยตั้งใจสังเกตข้าวของที่พ่อค้าแม่ค้าแต่ละแผงเอามาขายเป็นพิเศษ
แล้วเขาก็พบว่าสินค้าส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์และวัตถุดิบธาตุน้ำหรือน้ำแข็งที่เน้นเรื่องการคลายร้อนและลดอุณหภูมิเป็นหลัก แน่นอนว่ามันไม่ได้โจ่งแจ้งขนาดนั้น เพราะสมาคมก็เนียนเอาอุปกรณ์อื่นๆ มาปะปนไว้ด้วย ถ้าไม่สังเกตดีๆ อย่างลู่หลีก็คงมองไม่ออก
"จะว่าไป คนอื่นๆ หายไปไหนหมดล่ะ?" ลู่หลีจำได้ว่าก่อนเข้ามาเขายังยืนอยู่กับคนอื่นตั้งเยอะแยะ แต่ตอนนี้มองไปรอบๆ กลับมีแค่เขายืนหัวโด่อยู่คนเดียว
"หรือว่ามิติโบราณสถานมันจะสุ่มจุดเกิดแยกทุกคนออกจากกัน?"
นี่น่ะเหรอมิติโบราณสถาน? เสวี่ยอิงกวาดตามองรอบๆ อย่างระแวดระวัง พร้อมกับแผ่พลังจิตออกไปสำรวจพื้นที่ ลู่หลีเคยบอกไว้ว่าที่นี่มีอันตราย ต้องคอยระวังตัวให้ดี
ทันใดนั้นหูของเสวี่ยอิงก็กระดิก มันหันขวับไปมองทางซ้ายด้วยความตื่นตัว พลังจิตพุ่งเป้าไปที่จุดนั้นทันที "อิ๋ง!" ตัวอะไรน่ะ ออกมานะ!
ลู่หลีได้ยินก็รีบหันขวับตามไปมอง เขาทันเห็นเนินทรายขยับยุกยิก ก่อนจะยุบยวบลงไปอย่างรวดเร็ว ราวกับมีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ตรงนั้นตกใจเสียงร้องและเผ่นหนีไปในพริบตา
"นั่นคือ... สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติในมิติโบราณสถานงั้นเหรอ? พอได้ยินเสียงเสวี่ยอิงก็หนีเลย... นี่มันขี้ขลาดหรือตั้งใจจะล่อพวกเราไปกันแน่?"
ลู่หลีประมวลผลข้อมูลสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติในทะเลทรายที่อาจเป็นอันตรายต่อเขาในหัวอย่างรวดเร็ว เมื่อมั่นใจว่าไม่มีตัวไหนเข้าข่าย เขาก็ยกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก "ไปเถอะเสวี่ยอิง ตามไปดูกัน"
หนึ่งคนกับหนึ่งกวางเดินลุยทรายอย่างยากลำบาก ผ่านไปไม่นานก็เริ่มคอแห้งผาก ลู่หลียกมือขึ้นบังแดด เหลือบมองดวงอาทิตย์ดวงโตที่แขวนลอยอยู่บนฟ้าด้วยความสงสัย ทำไมในมิติโบราณสถานถึงมีดวงอาทิตย์ได้ล่ะ?
เสวี่ยอิงส่งเสียงร้อง "อิ๋ง" ลู่หลี ฉันไม่ได้ยินเสียงมันแล้วอะ
ลู่หลีมองดูทะเลทรายที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา เขาทิ้งตัวลงนั่งแหมะกับพื้นทราย เลียริมฝีปากที่เริ่มแห้งผาก ฉีกซองถุงทำความเย็นพกพาออกมาหนึ่งซอง แล้วชี้ไปที่ปากถุง "มานี่เสวี่ยอิง ใช้สกิลวารีบำบัดใส่ตรงนี้ที"
เสวี่ยอิงทำหน้างง เจ้านี่มันบาดเจ็บเหรอ? แต่ก็ยอมทำตามที่ลู่หลีบอก มันรวบรวมมวลน้ำแล้วค่อยๆ ปล่อยเข้าไปในถุง
จากนั้นมันก็เบิกตากว้างเมื่อเห็นถุงค่อยๆ พองตัวขึ้นจนกลายเป็นแก้วน้ำใบเขื่อง
ว้าว มหัศจรรย์จัง!
ลู่หลีเห็นภาพนั้นก็ยิ้มกริ่ม นี่คือเคล็ดวิชาที่เขาเรียนรู้มาจากคุณยายซุนเชียวนะ ในเมื่อสกิลวารีบำบัดเอาไปรดน้ำดอกไม้ได้ น้ำที่มีพลังรักษาก็ย่อมเอามาดื่มได้โดยไม่มีปัญหาแน่นอน!
ลู่หลีรอสักพักให้ถุงทำความเย็นทำงานจนได้ที่ ก่อนจะยกขึ้นดื่มอึกใหญ่ พริบตานั้นเขาก็เหมือนได้เกิดใหม่ น้ำเย็นเฉียบรสชาติหวานชุ่มคอ ช่วยปัดเป่าความร้อนอบอ้าวออกไปจนหมดสิ้น
"มาเสวี่ยอิง เธอก็ดื่มบ้างสิ"
พอเสวี่ยอิงได้ลิ้มรสความหวานชุ่มฉ่ำนั้น ดวงตาของมันก็เป็นประกายวิบวับ อร่อยจัง!
ลืมสกิลวารีบำบัดไปได้เลย ได้รับสกิลน้ำแสนอร่อยมาแทน!
เสวี่ยอิงราวกับค้นพบโลกใบใหม่ ที่แท้สกิลมันเอามาใช้แบบนี้ก็ได้ด้วย!
หลังจากฟื้นคืนชีพกลับมาเต็มร้อย ลู่หลีก็พาเสวี่ยอิงออกเดินทางแบบไร้จุดหมายต่อไป
ฉึก!
หนิงเสี่ยวชวนแทงหอกทะลุร่างหนอนทะเลทรายตัวหนึ่งที่พุ่งเข้ามาลอบโจมตี หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น ที่นี่อันตรายกว่าที่เขาคาดไว้เยอะ นี่เป็นการโจมตีครั้งที่สิบเข้าไปแล้ว เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าลู่หลีจะพาตัวเองกับกวางน้อยเพิ่งเกิดรอดชีวิตจากที่นี่ไปได้ยังไง
"ต้องรีบหาพวกนั้นให้เจอ!"
ฟิ้ว—
สายลมพัดทรายปลิวว่อน กลบฝังซากหนอนทะเลทรายจนมิด ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าที่ทอดยาวออกไปไกล
"อ๊าก! ฉันไม่ไหวแล้ว หยุดพักกันก่อนเถอะ" พูดจบเฉิงข่ายก็ควักกระติกน้ำประจำตัวออกมาเปิดฝากระดกน้ำดื่มอึกๆ
เพื่อนร่วมทางอีกห้าคนของเฉิงข่ายก็กำลังร้อนและหิวน้ำอย่างหนัก การเดินในทะเลทรายมันกินแรงกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก พอได้ยินเสียงเฉิงข่ายกลืนน้ำลงคอ แต่ละคนก็อดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปากตัวเอง บางคนถึงกับอยากจะกลืนน้ำลายตาม แต่ในปากมันแห้งผากไปหมด ทำได้แค่กลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคออย่างทรมาน
ในที่สุดก็มีคนทนดูไม่ได้ หญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มเอ่ยปากเตือนด้วยความหวังดี "เฉิงข่าย ตอนนี้พวกเรายังไม่เจอแหล่งน้ำเลยนะ ไม่รู้ว่าต้องเดินอีกไกลแค่ไหน ทางที่ดีประหยัดน้ำไว้หน่อยดีกว่า"
เฉิงข่ายได้ยินแบบนั้นก็ปิดฝากระติกน้ำอย่างเสียดาย แน่นอนว่าเขาไม่ได้โง่ เพียงแต่เขายังไม่สนิทกับคนพวกนี้ การแกล้งทำตัวบื้อๆ หน่อยจะช่วยให้ดูออกว่าใครพึ่งพาได้บ้าง
อย่าเห็นว่าเมื่อกี้เขาดื่มอย่างเอาเป็นเอาตาย สายตาและปฏิกิริยาของทุกคนเขาเก็บรายละเอียดไว้หมดแล้ว อีกอย่างเขาก็หิวน้ำจริงๆ แถมในกระเป๋าก็ยังมีน้ำสำรองอยู่อีกขวด ถือซะว่าดื่มแก้กระหายไปก็แล้วกัน
"เอาล่ะ รีบเดินทางกันต่อเถอะ" ใครคนหนึ่งพูดขึ้น จากนั้นทุกคนก็ออกเดินหน้าต่อไป
ผ่านไปประมาณสิบนาที ในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหว ควักกระติกน้ำออกมาจิบ หลังจากนั้นคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยหยิบน้ำออกมาดื่มกันบ้าง บางคนแค่จิบพอชุ่มคอ บางคนก็ซัดอึกใหญ่
พอได้น้ำลงคอ ทุกคนก็เริ่มมีสติกลับคืนมา ตอนนั้นเองที่คนที่มีประสาทสัมผัสฉับไวคนหนึ่งสังเกตเห็นว่า มีเนินทรายปูดๆ กำลังพุ่งตรงเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว
"ระวัง! มีตัวอะไรกำลังพุ่งมาทางนี้!" สิ้นเสียง วงแหวนเวทสีขาวก็ปรากฏขึ้นบนพื้น ทุกคนเรียกสัตว์อสูรของตัวเองออกมารับมือทันที
[จบแล้ว]