- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 16 - ภูเขาเป่ยหวง
บทที่ 16 - ภูเขาเป่ยหวง
บทที่ 16 - ภูเขาเป่ยหวง
บทที่ 16 - ภูเขาเป่ยหวง
หลังจากรถบัสแล่นมาได้หนึ่งชั่วโมงสามสิบเจ็ดนาที จู่ๆ ลู่หลีก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวจากบันทึกอสูรบรรพกาล แต่ยังไม่ทันจะได้ตรวจสอบ รถบัสก็ค่อยๆ จอดสนิท ดูเหมือนว่ามิติโบราณสถานในครั้งนี้จะปรากฏขึ้นที่ภูเขาเป่ยหวงแห่งนี้
เมื่อลู่หลีก้าวลงจากรถ เขาก็พบว่ามีเจ้าหน้าที่ของสมาคมผู้ควบคุมอสูรจำนวนมากเดินทางมาถึงล่วงหน้าแล้ว มีทั้งการตั้งแคมป์ ก่อกองไฟทำอาหาร และยังมีบางคนตั้งโต๊ะตัวเล็กๆ ราวกับเตรียมพร้อมที่จะปักหลักอยู่ที่นี่ในระยะยาว
ลู่หลีเดินตามฝูงชนมาจนถึงลานกว้างที่พอจะเรียกว่าลานรวมพลได้ เบื้องหน้าของพวกเขามีเจ้าหน้าที่สมาคมสามคนที่แต่งตัวดูแตกต่างจากคนอื่นยืนอยู่
คนซ้ายสุดที่สวมแว่นตาเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มคน สลับกับก้มมองแท็บเล็ตในมือเพื่อเช็กจำนวนคน เมื่อยืนยันว่าถูกต้อง เขาก็หันไปกระซิบรายงานชายวัยกลางคนหน้าเหลี่ยมที่ยืนอยู่ตรงกลาง "ท่านรองประธานครับ ผู้เข้าร่วมหน้าใหม่มากันครบแล้วครับ"
รองประธานพยักหน้ารับ สายตากวาดมองเหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวที่เปี่ยมไปด้วยพลังและยังมีความไร้เดียงสา ก่อนจะเผยรอยยิ้มพอใจ นี่แหละคือเหล่ายอดอัจฉริยะแห่งเมืองหนานเฉิงของฉัน!
ฉีผิงกระแอมไอเคลียร์คอแล้วประกาศเสียงดังฟังชัด "ฉันคือรองประธานสมาคมผู้ควบคุมอสูรเมืองหนานเฉิง ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับพวกเธอทุกคนที่มีความกล้าหาญมาร่วมการทดสอบหน้าใหม่ในครั้งนี้ การทดสอบจะมีระยะเวลาสามวัน โดยจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในเวลาเที่ยงตรง และขอแจ้งข่าวดีให้ทุกคนทราบล่วงหน้า สถานที่ทดสอบในครั้งนี้ไม่ได้อยู่บนภูเขาเป่ยหวง"
ฮือ!
พริบตานั้นกลุ่มมือใหม่ก็เริ่มซุบซิบนินทากันเสียงขรม
"สถานการณ์เป็นไงเนี่ย? ถ้าไม่ได้ทดสอบที่ภูเขาเป่ยหวง แล้วพาพวกเรามาทำไม?"
"ฉันเดาว่าคงอยากให้พวกเราเดินทางไปจุดทดสอบเองมั้ง เมื่อก่อนก็เคยมีการทดสอบแบบนี้นะ"
ฉีผิงมองดูภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม เขารอให้เสียงเงียบลงสักพักแล้วค่อยพูดต่อ "สถานที่ทดสอบในครั้งนี้ เราเลือกมิติโบราณสถานที่เพิ่งค้นพบใหม่ล่าสุดบนภูเขาเป่ยหวง พวกเธอจะได้เป็นนักสำรวจโบราณสถานกลุ่มแรก จงโห่ร้องยินดีซะเถอะเหล่าวัยรุ่น นี่จะเป็นผลงานชิ้นโบแดงในประวัติย่อของพวกเธอ!"
ฮือ!
กลุ่มผู้ทดสอบหน้าใหม่แทบจะสติแตกกันไปหมด มีทั้งคนที่ตื่นเต้น คนที่สบถด่า และคนที่ทำหน้าอมทุกข์ แน่นอนว่ามีคนส่วนน้อยที่ทำหน้าตายไร้อารมณ์เหมือนกับลู่หลี ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงหนิงเสี่ยวชวนด้วย
หนิงเสี่ยวชวนหันไปมองลู่หลีที่อยู่ข้างๆ พอเห็นเขายืนหน้านิ่ง ประกอบกับนึกถึงกวางวิญญาณตัวนั้นที่ดูเหมือนเพิ่งเกิดมาได้ไม่นาน สีหน้าของหนิงเสี่ยวชวนก็เปลี่ยนไป หมอนี่ต้องมีความจำเป็นอะไรบางอย่างแน่ๆ ขนาดได้ยินข่าวแบบนี้ยังนิ่งสงบได้ขนาดนี้ ดูท่าคงเตรียมใจมาตายตั้งแต่แรกแล้วสินะ
ฉีผิงหันหลังเตรียมจะเดินจากไป แต่เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้เลยหันกลับมาส่งยิ้มให้ทุกคน "อ้อใช่ เพื่อรับประกันความปลอดภัยของทุกคน สมาคมผู้ควบคุมอสูรได้เตรียมอุปกรณ์และเสบียงไว้ให้จำนวนหนึ่ง พวกเธอสามารถไปเลือกหาซื้อได้ตามความเหมาะสมเลยนะ"
หลังจากพวกรองประธานเดินจากไป ฝูงชนก็ยังคงส่งเสียงดังอื้ออึง เห็นได้ชัดว่าคนส่วนใหญ่ยังรับไม่ได้กับข่าวที่โผล่มาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง แต่ก็มีคนจำนวนน้อยที่ยอมรับความจริงและเริ่มมุ่งหน้าไปยังแคมป์ เพื่อตามหาอุปกรณ์และเสบียงที่รองประธานพูดถึง
เวลาประเมินค่าไม่ได้ แทนที่จะมายืนบ่นเสียเวลาเสียน้ำลาย สู้รีบไปหาอาวุธยุทโธปกรณ์มาติดตัวให้เร็วที่สุดดีกว่า มิติโบราณสถานมันเอาไปเทียบกับการทดสอบในป่าทั่วไปไม่ได้หรอกนะ ถ้าอุปกรณ์กับเสบียงมีจำกัดล่ะก็ หึหึ งานนี้คงได้สนุกกันแน่
ถึงแม้ลู่หลีจะรู้ข่าวล่วงหน้าและเตรียมตัวมาพร้อมแล้ว แต่เขาก็ยังเลือกที่จะไปเดินเล่นที่แคมป์อยู่ดี เพราะการยืนแช่อยู่ตรงนี้มันทรมานหูเกินไป เสียงคนคุยกันรอบๆ มันดังหึ่งๆ เหมือนมีแมลงวันนับหมื่นตัวบินวนอยู่ น่ารำคาญสุดๆ
แต่พอลู่หลีเห็นแคมป์ที่ดูราวกับตลาดนัด เขาก็ถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ ก่อนหน้านี้ตอนที่เห็นโต๊ะตัวเล็กๆ ตั้งเรียงราย เขายังแอบสงสัยอยู่เลยว่าเอาโต๊ะมาทำอะไรเยอะแยะ ตอนนี้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว นี่มันไม่ใช่โต๊ะธรรมดา แต่มันคือแผงลอยขายของ!
หนิงเสี่ยวชวนเดินตามหลังลู่หลีมาติดๆ ทุกครั้งที่ลู่หลีเดินผ่านแผงลอย หนิงเสี่ยวชวนก็จะชี้ชวนให้ดูของสองสามชิ้น แต่ก็มักจะพูดตบท้ายถึงข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาคิดว่ามันมีอยู่เสมอ ทำเอาเจ้าหน้าที่สมาคมที่มารับจ๊อบเป็นพ่อค้าแม่ค้าชั่วคราวถึงกับยิ้มไม่ออก มองหนิงเสี่ยวชวนด้วยสายตาเคียดแค้นประหนึ่งมาฆ่าพ่อล้างโคตร ถ้าไม่ติดกฎระเบียบของสมาคมล่ะก็ คงไล่ตะเพิดไอ้เด็กนี่ไปแล้ว นี่มันตั้งใจมาป่วนร้านกันชัดๆ
"ชุดป้องกันตัวนี้ไม่เลวเลย ทำจากไหมเหมันต์ชั้นเลิศ ไม่เพียงแต่น้ำหนักเบา แต่ยังช่วยระบายความร้อนได้ดีด้วย เสียแค่อย่างเดียวคือพลังป้องกันต่ำไปหน่อย กันการโจมตีระดับปลุกพลังขั้นสิบได้แค่สามครั้งเท่านั้น" หนิงเสี่ยวชวนหยิบชุดป้องกันสีฟ้าอ่อนขึ้นมาแล้วหันไปหาลู่หลี "แต่ฉันแนะนำให้นายซื้อไว้สักตัวนะ ไม่งั้นสภาพอย่างนายเข้าไปในมิติโบราณสถานคงไม่รอดแหงๆ"
ลู่หลีหน้าดำคร่ำเครียด หันไปมองหนิงเสี่ยวชวนอย่างเอือมระอา "ขอบใจแต่ไม่ต้อง! ฉันมีแล้ว!" พูดจบลู่หลีก็ดึงคอเสื้อลงมาเล็กน้อย เผยให้เห็นชุดป้องกันที่ซ่อนอยู่ข้างใน
หนิงเสี่ยวชวนเห็นเข้าก็ขมวดคิ้ว "นั่นมันชุดป้องกันรุ่นตกรุ่นไปแล้วนี่นา พูดตามตรงนะ ชุดป้องกันของนายน่ะรับหมัดฉันหมัดเดียวยังไม่ได้เลย ซื้อตัวนี้ไปเถอะ" พูดจบหนิงเสี่ยวชวนก็ยกมือขวาที่ถือชุดป้องกันสีฟ้าอ่อนขึ้นมา
ลู่หลีกลอกตาบน ฉันจะเชื่อแกก็ผีแล้ว! แกคิดว่าตัวเองเป็นไซตามะหรือไง? หมัดเดียวจะไปมีอานุภาพเทียบเท่าระดับปลุกพลังขั้นหกขึ้นไปได้ยังไง? ลู่หลีหันหลังเตรียมจะเดินหนีต่อไป
หนิงเสี่ยวชวนเห็นแบบนั้นก็เข้าใจผิดไปกันใหญ่ พอเชื่อมโยงกับเสื้อผ้าบนตัวลู่หลีที่ดูเหมือนจะไม่มีราคาค่างวดอะไร บวกกับก้มมองชุดป้องกันในมือที่ราคาสูงลิ่ว เขาก็เหมือนจะบรรลุสัจธรรม รีบเงยหน้าขึ้นตะโกน "นายไม่มีเงินใช่ไหม? ฉันให้ยืมได้นะ"
ฉึก! ราวกับมีลูกศรล่องหนพุ่งทะลวงหน้าอกทะลุออกหลัง จี้ใจดำสุดๆ ไอ้เพื่อนบ้า!
ลู่หลีชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินหนี แต่กลับถูกหนิงเสี่ยวชวนคว้าข้อมือเอาไว้แน่น พ่อค้าแผงลอยเห็นจังหวะก็รีบยิ้มประจบ "อ้าว! พ่อหนุ่ม เกิดเป็นคนน่ะเรื่องเงินทองมันของนอกกาย ไม่มีเงินไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรอกนะ"
พูดพลางหยิบชุดป้องกันรุ่นเดียวกันแต่ดูเก่ากว่านิดหน่อยออกมา "พ่อหนุ่ม ลองดูตัวนี้สิ พลังป้องกันแทบจะเท่ากันเลย แต่ราคาลดแปดสิบเปอร์เซ็นต์... เอ้ยๆ อย่าเพิ่งไปสิ ลดหกสิบเปอร์เซ็นต์ก็ได้เอ้า!!!"
ลู่หลีเดินไปพลางนวดข้อมือขวาที่แดงเถือกไปพลาง คิดไม่ออกจริงๆ ว่าหนิงเสี่ยวชวนที่สูงแค่ประมาณร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรไปเอาเรี่ยวแรงมหาศาลขนาดนี้มาจากไหน
ไม่ว่าลู่หลีจะเดินไปทางไหน เขาก็มักจะได้ยินเสียงฝีเท้าของหนิงเสี่ยวชวนเดินตามมาเนิบๆ เสมอ จนในที่สุดลู่หลีก็ทนไม่ไหว หันขวับกลับไปถามตรงๆ "นี่ ทำไมนายต้องตามฉันต้อยๆ ด้วยล่ะ นายไม่มีคนรู้จักหรือเพื่อนคนอื่นเลยหรือไง?"
พอได้ยินคำถามนั้น หนิงเสี่ยวชวนก็เหมือนโดนฟ้าผ่าเข้ากลางแสกหน้า เขาก้มหน้าลงต่ำรังสีความเศร้าหมองแผ่ซ่านออกมาจากตัว
"ฉัน..." ลู่หลีเห็นสภาพนั้นก็ไปไม่เป็น ใครจะไปคิดว่าคนหน้าตาดีแถมยังกล้าทักคนแปลกหน้าบนรถบัสอย่างหมอนี่ จะไม่มีเพื่อนเลยสักคน
"ช่างเถอะ อยากตามก็ตามมา" ลู่หลีจะทำยังไงได้ล่ะ ก็ต้องยอมให้อภัยหมอนี่แหละ "แต่ว่า... นายรวยมากใช่ไหม?" ลู่หลีจำได้ว่าหมอนี่เพิ่งบอกจะให้ยืมเงินโดยไม่กะพริบตาเลยสักนิด ทั้งที่เขาเป็นแค่คนแปลกหน้าแท้ๆ
"มี"
"งั้นก็ดี เห็นข้อมือขวาฉันไหม ฝีมือนายนั่นแหละ จ่ายค่าทำขวัญมาหน่อยคงไม่มากไปใช่ไหม?"
"ได้!"
ตอบรับง่ายดายขนาดนี้ เป็นคนรวยจริงๆ สินะ ลู่หลีมองหนิงเสี่ยวชวนด้วยความประหลาดใจ นึกไม่ออกเลยว่าต้องเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน ถึงหล่อหลอมคนรวยอย่างหนิงเสี่ยวชวนออกมาได้
ลู่หลีเดินไปหยุดที่แผงขายอาหารและน้ำดื่ม "มีถุงทำความเย็นพกพาไหมครับ?"
ถุงทำความเย็นพกพาคือถุงน้ำชนิดพิเศษ ปกติจะถูกพับเก็บอยู่ในซองพลาสติกสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดสามคูณสามเซนติเมตร หนาแค่ศูนย์จุดหนึ่งเซนติเมตร พอฉีกซองแล้วใส่น้ำเข้าไป มันจะพองตัวขึ้นมาขนาดเท่ากระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิ วัสดุพิเศษของมันทำหน้าที่เหมือนตู้เย็นจิ๋ว ทำให้สามารถดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา
พ่อค้าเงยหน้าขึ้นมองลู่หลีด้วยสายตาลึกล้ำ "มี จะเอาเท่าไหร่"
ลู่หลียิ้มบางๆ "หนึ่งร้อยชิ้นครับ!"
[จบแล้ว]