- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 4 - ทำสัญญา
บทที่ 4 - ทำสัญญา
บทที่ 4 - ทำสัญญา
บทที่ 4 - ทำสัญญา
ลู่หลีเริ่มเชื่อมต่อกับมิติควบคุมอสูรในห้วงสมอง ชักนำพลังแห่งพันธสัญญา บันทึกอสูรบรรพกาลกลับสั่นไหวตามไปด้วย มันปลดปล่อยพลังลึกลับบางอย่างออกมาห่อหุ้มพลังแห่งพันธสัญญาไว้แล้วพุ่งออกไปพร้อมกัน ซึ่งลู่หลีที่กำลังระมัดระวังกับการทำสัญญาสัตว์อสูรตัวแรกอย่างเต็มที่นั้นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
ลวดลายแสงสีขาวที่ซับซ้อนและงดงามตระการตาราวกับวงเวทปรากฏขึ้นใต้ร่างของลู่หลีและกวางวิญญาณสีขาว ลู่หลีทำตามความรู้สึกชักนำที่อธิบายไม่ได้ในใจ เขาค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นแล้วใช้นิ้วชี้แตะลงไปตรงกลางหน้าผากของกวางวิญญาณสีขาว ทาบทับลงบนปานที่ดูคล้ายดอกซากุระนั้น
วินาทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับดอกไม้ ลวดลายแสงสีทองขนาดเท่ากำปั้นที่ลู่หลีมองเห็นเพียงคนเดียวก็ลอยขึ้นมาจากหว่างคิ้วของกวางวิญญาณ เส้นสายที่ถักทออย่างหนาแน่นก่อตัวเป็นภาพวาดอันวิจิตร และเริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็ว
"เป็นรุ่นน้องที่ทำให้คนอื่นเป็นห่วงซะจริง! จะทำสัญญาก็ไม่บอกกันสักคำ" ฉินเมิ่งเหยากุมขมับอย่างเอือมระอา ปากก็บ่นไปแต่นัยน์ตากลมโตคู่สวยกลับแฝงไปด้วยความยินดี เธอตั้งสมาธิเพื่อคุ้มกันลู่หลีอย่างเต็มที่
สำหรับการที่ลู่หลีเอานิ้วไปจิ้มหน้าผากกวางวิญญาณสีขาวนั้น เธอแค่รู้สึกว่ามันดูตลกและน่ารักดี ไม่ได้คิดอะไรมาก ท้ายที่สุดแล้วขั้นตอนการทำสัญญาก็ไม่ได้มีกฎตายตัวเรื่องท่าทางสักหน่อย
เมื่อลวดลายแสงสีทองหมุนเร็วขึ้น ลวดลายแสงสีขาวก็พลันถูกย้อมด้วยสีทองอ่อนๆ ไปด้วย แต่ฉินเมิ่งเหยากลับคิดว่าเป็นแค่แสงสะท้อนจากพระอาทิตย์ยามเย็น จึงไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติแต่อย่างใด
ตู้ม!
สมองของลู่หลีสั่นสะท้าน จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีความเชื่อมโยงบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างเขากับกวางวิญญาณสีขาว ราวกับว่าในหัวมีจิตสำนึกที่บริสุทธิ์และบอบบางเพิ่มเข้ามา ซึ่งเขาสามารถสื่อสารกับมันได้ตลอดเวลา
ในเวลาเดียวกัน ลวดลายแสงสีขาวและสีทองก็หลอมรวมเข้าไปในร่างกายของกวางวิญญาณสีขาว ฉินเมิ่งเหยามองกวางน้อยด้วยสายตาลึกซึ้ง ไม่นึกเลยว่าเจ้าตัวเล็กนี่จะมีความมุ่งมั่นตั้งใจขนาดนี้
ตามปกติหลังจากทำสัญญาเสร็จสิ้น สัตว์อสูรจะถูกดึงดูดเข้าไปในมิติควบคุมอสูรตามแรงชักนำของพันธสัญญา และแรงชักนำนี้ก็มีเสน่ห์ดึงดูดสัตว์อสูรทุกตัวอย่างมหาศาล เปรียบเหมือนอาหารเลิศรสสำหรับคนตะกละ แทบจะไม่มีสัตว์อสูรตัวไหนปฏิเสธได้ แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการเหนี่ยวนำ และการเหนี่ยวนำนี้สำหรับกวางวิญญาณสีขาวแล้ว ยิ่งมีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่าปกติถึงสามเท่า
"ไม่รู้จริงๆ ว่าการให้รุ่นน้องทำสัญญากับมัน จะเป็นเรื่องถูกหรือผิดกันแน่..." ทั้งหนึ่งคนและหนึ่งกวางต่างก็มีความดื้อรั้นในแบบของตัวเอง และความดื้อรั้นนี้ในสายตาของฉินเมิ่งเหยา บางทีอาจจะเป็นการทำร้ายซึ่งกันและกัน...
"รุ่นพี่พูดว่าอะไรนะครับ?" ลู่หลียังปรับตัวเข้ากับความรู้สึกแปลกใหม่นี้ไม่ได้ในทันที เพียงแต่สะลึมสะลือเหมือนได้ยินเสียงรุ่นพี่กำลังพูดอะไรบางอย่าง
"ม-ไม่มีอะไร ไปเถอะ เราไปลงทะเบียนกัน" ฉินเมิ่งเหยารีบเปลี่ยนเรื่อง
ลู่หลีพยักหน้าอย่างมึนงง "อ้อ ได้ครับ!"
ทั้งสองคนกับอีกหนึ่งตัวเดินมาถึงเคาน์เตอร์ลงทะเบียน ฉินเมิ่งเหยากรอกข้อมูลอย่างรวดเร็ว จู่ๆ เธอก็เงยหน้าขึ้นมองลู่หลี "นายเตรียมชื่อให้มันหรือยัง?"
"ชื่อเหรอ..." ลู่หลีครุ่นคิดพลางก้มมองกวางวิญญาณสีขาวสูงไม่ถึงสี่สิบเซนติเมตรที่ยืนอยู่ข้างขา ในหัวก็ผุดชื่อที่เข้ากับรูปลักษณ์ของมันขึ้นมาทันที เสี่ยวไป๋! ไม่เอาๆ! ลู่หลีส่ายหน้าแรงๆ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นพวกห่วยแตกเรื่องการตั้งชื่อจริงๆ แฮะ...
งั้นเอาเป็น... ลู่หลีย่อตัวลงลูบหัวกวางวิญญาณสีขาวแล้วถามอย่างจริงจัง "เธออยากชื่ออะไร?"
แกร๊ก
ปากกาในมือฉินเมิ่งเหยาเกิดรอยร้าวเล็กน้อย เธอหน้าดำคร่ำเครียดมองลู่หลีอย่างจนใจ ฉันให้นายตั้งชื่อนะ นายจะไปถามมันทำไม นายหวังให้มันตั้งชื่อให้ตัวเองหรือไงหา?
หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ ฉินเมิ่งเหยาเพิ่งจะอ้าปากเตรียมเตือนลู่หลีว่า สัตว์อสูรน่ะไม่มีการศึกษา ให้พวกมันตั้งชื่อเองมันน่ากลัวนะเว้ย
แต่กลับเห็นกวางวิญญาณสีขาวร้องอิ๋งออกมาเบาๆ ฉันอยากชื่อ... เสวี่ย... อิง! นี่คือการออกเสียงสองคำที่มันจำได้แม่นยำที่สุดจากนิทานเรื่องเมื่อกี้
ลู่หลีเบิกตากว้างตบมือฉาด "เยี่ยม! งั้นก็ชื่อเสวี่ยอิง!"
ฉินเมิ่งเหยา: ???
แต่ยังไงซะฉินเมิ่งเหยาก็เป็นคนผ่านโลกมาเยอะ ถึงจะคิดว่าชื่อนี้น่าจะมาจากลู่หลีตั้งเองซะมากกว่า แต่ช่างเถอะ พวกเขาอยากเล่นอะไรก็ปล่อยไปเหอะ ก็เป็นรุ่นน้องของเธอนี่นา จะให้จับตีก็คงไม่ได้ใช่ไหมล่ะ?
จัดการลงทะเบียนเสร็จอย่างรวดเร็ว ฉินเมิ่งเหยาหันไปหาลู่หลีแล้วรัวคำพูดใส่อย่างไว "เอาล่ะ ตอนนี้นายพาสเววี่ยอิงกลับไปได้แล้ว" เธอหยิบเป้ใบหนึ่งจากหลังเคาน์เตอร์ส่งให้ลู่หลี "นี่คืออาหารของเสวี่ยอิง หลังจากนี้ไปอีกสามเดือน ฉันจะให้คนเอาอาหารไปส่งให้นายที่บ้านตรงเวลาทุกวัน"
ลู่หลีฟังคำพูดรัวเป็นปืนกลของฉินเมิ่งเหยาจบ ก็รับเป้มาโดยสัญชาตญาณและตอบรับ "ได้ครับ ขอบคุณครับรุ่นพี่"
กว่าลู่หลีจะกลับถึงบ้าน พระจันทร์ก็ลอยเด่นอยู่เหนือยอดไม้แล้ว
ลู่หลีผลักประตูบ้านออกกว้าง เปิดไฟ หมุนตัวกลับมาแล้วกางแขนออกรวดเดียวจบ จากนั้นก็ส่งยิ้มที่จริงใจและอ่อนโยนที่สุดออกมา "เสวี่ยอิง ต่อไปนี้ที่นี่คือบ้านของเธอแล้วนะ ยินดีต้อนรับกลับบ้าน!"
ทั้งในบ้านและนอกบ้าน แสงสว่างและความมืดมิด กวางวิญญาณสีขาวมองดูคนที่ยืนยิ้มให้มันอยู่ท่ามกลางแสงสว่าง ในวินาทีนั้นมันรู้สึกเคลิบเคลิ้มราวกับอยู่ในความฝัน
"อิ๋ง" เสวี่ยอิงขานรับ มันเดินก้าวเข้ามาในบ้านของตัวเองอย่างระมัดระวัง หันซ้ายหันขวามองสำรวจไปรอบๆ
ลู่หลีเห็นดังนั้นก็ไม่เร่งรัด ปล่อยให้เสวี่ยอิงปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่เงียบๆ ส่วนตัวเองก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ดำดิ่งสติเข้าไปในห้วงสมองเพื่อตรวจดูความเปลี่ยนแปลงของบันทึกอสูรบรรพกาล
บนม้วนภาพของบันทึกอสูรบรรพกาลที่เคยเป็นสีหม่นๆ ตอนนี้กลับมีภาพเหมือนของเสวี่ยอิงปรากฏขึ้นมาอย่างมีชีวิตชีวา ลู่หลีกดจิ้มด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทันใดนั้นก็มีข้อมูลผุดขึ้นมาในหัว
[สัตว์อสูรตัวนี้อยู่ในสถานะว่าง ต้องการส่งสำรวจหรือไม่?]
ลู่หลีชำเลืองมองเสวี่ยอิงที่เดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เขาอุ้มมันขึ้นมาวางบนเตียงท่ามกลางเสียงร้องตกใจเบาๆ ของมัน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เสวี่ยอิง เดี๋ยวเธออาจจะฝันนะ ไม่ต้องกังวลและไม่ต้องกลัวนะรู้ไหม"
น้ำเสียงนั้นฟังดูเหมือนตาลุงโรคจิตที่กำลังหลอกเอาอมยิ้มให้เด็กไม่มีผิด
เสวี่ยอิงรู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ มันยังไม่ค่อยเข้าใจว่าการฝันกับการต้องกลัวมันเกี่ยวอะไรกัน แต่ก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย
ลู่หลีเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้า กดส่งสำรวจทันที!
พร้อมกับความเจ็บปวดแปลบแล่นปลาบในสมอง ลู่หลีรู้สึกเหมือนวิญญาณของตัวเองถูกเฉือนออกไปก้อนหนึ่ง สภาพจิตใจของเขาทรุดโทรมลงทันตาเห็น ลู่หลีรู้ดีว่าการส่งสำรวจต้องใช้พลังจิต แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะเจ็บปวดและกินพลังงานมหาศาลขนาดนี้
ลู่หลีฝืนทนลุกขึ้นไปต้มบะหมี่ใส่ไข่ให้ตัวเองกิน พอยัดลงท้องกันตายได้เขาก็ทิ้งตัวลงนอนสลบไสลบนเตียง ลู่หลีเหลือบมองบันทึกอสูรบรรพกาลเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหลับสนิทไป
[เวลาคงเหลือ เจ็ดชั่วโมงสามสิบหกนาที]
...
ลู่หลีตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกอึดอัดแทบขาดใจ พอลืมตาก็พบว่าเสวี่ยอิงเอาหัวมาวางทับบนหน้าอกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดวงตาที่เหมือนอัญมณีสีชมพูคู่สวยนั้นจ้องมองเขาด้วยความดีใจและไร้เดียงสา
เดิมทีลู่หลีตั้งใจจะดุสักหน่อย แต่พอเห็นดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำใสๆ เขาก็ต้องยอมแพ้อย่างหมดรูป ใครจะไปใจร้ายลงโทษกวางน้อยที่ดูบริสุทธิ์น่ารักขนาดนี้ได้ลงคอล่ะ?
จากนั้นลู่หลีก็สังเกตเห็นว่าบนเตียงมีกล่องไม้หน้าตาธรรมดาๆ วางอยู่ด้วย แถมมันยังถูกเปิดออกแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าแค่ส่งสำรวจแดนลับครั้งแรก เขาก็ได้กล่องสมบัติกลับมาเลย
แต่วินาทีต่อมาลู่หลีก็ตระหนักถึงปัญหาใหญ่หลวง กล่องใบนี้มาอยู่บนเตียงได้ยังไง? ถ้าทุกครั้งที่ส่งสำรวจแดนลับเสร็จแล้วกล่องโผล่มาอยู่ใกล้ๆ ตัวแบบนี้ตลอด นั่นหมายความว่าลู่หลีแทบจะทำการส่งสำรวจตอนอยู่ข้างนอกไม่ได้เลย ไม่งั้นจะเอาข้ออ้างที่ไหนมาอธิบายว่ากล่องพวกนี้มาจากไหน
"อิ๋ง!" ลู่หลี ฉันหิวแล้ว เสวี่ยอิงมองลู่หลีด้วยสายตาน้อยอกน้อยใจ
ลู่หลีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ เขาลืมไปสนิทเลยว่าเมื่อวานเสวี่ยอิงยังไม่ได้กินมื้อเย็นก็โดนเขาลากไปส่งสำรวจซะแล้ว ส่วนตัวเองดันซัดบะหมี่ใส่ไข่ไปชามนึง แบบนี้มันเข้าข่ายใช้แรงงานเด็กรึเปล่าเนี่ย?
ลู่หลีรีบเดินไปที่ห้องนั่งเล่น หยิบเป้ที่ใส่ต้นหม่อนเก็บเกี่ยวกลับมาที่ห้อง ดึงออกมาฟ่อนหนึ่งแล้วยื่นไปที่ปากของเสวี่ยอิง แต่เสวี่ยอิงกลับไม่แม้แต่จะมองต้นหม่อน มันเดินอ้อมไปข้างหลังกล่องไม้แล้วเอาหัวดุนๆ กล่อง
"อิ๋ง!" ฉันอยากกินไอ้นี่!
ลู่หลีขมวดคิ้ว เขาไม่เคยได้ยินว่ากวางวิญญาณกินกล่องไม้ด้วยแฮะ? เดี๋ยวนะ! ลู่หลีเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่กล่องไม้ธรรมดา แต่มันคือกล่องสมบัติ! นั่นแปลว่าเขาเปิดกล่องได้แล้วสิ!
ตาดำของลู่หลีเบิกกว้างเป็นประกาย เขาลูบมือเข้าหากันอย่างตื่นเต้น รีบปิดกล่องสมบัติด้วยความเร็วแสง จากนั้นก็ทำหน้าเคร่งขรึมสวดมนต์ขอพร แล้วค่อยๆ เปิดกล่องสมบัติออกอย่างระมัดระวังที่สุด ในเสี้ยววินาทีนั้นราวกับมีแสงสีขาวสาดส่องลงบนใบหน้าของลู่หลี!
ของดรอปแล้ว!
เสวี่ยอิงมองลู่หลีด้วยความกังวลและร้องอิ๋งเบาๆ ลู่หลีเป็นอะไรไปเนี่ย? เพี้ยนไปแล้วเหรอ? ทำไมต้องเอาก้อนสี่เหลี่ยมที่ส่องแสงได้มาส่องหน้าตัวเองด้วยล่ะ?
"อะแฮ่ม" ลู่หลีกระแอมกลบเกลื่อนความเขิน เนียนกดปิดไฟฉายในมือถือ แล้วหยิบหลอดบรรจุของเหลวสีทองสว่างออกมาจากกล่อง
ของเหลวสีทองนี้มีประกายระยิบระยับหลากสีไหลเวียนอยู่ภายใน ดูเผินๆ ก็รู้เลยว่าไม่ธรรมดา
เสวี่ยอิงรีบยื่นหน้าเข้ามาใกล้ลู่หลี มันจ้องมองของเหลวในมือลู่หลีตาไม่กระพริบ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความโหยหา
"นี่มันของอะไรก็ยังไม่รู้เลย เธอจะหน้ามืดตามัวกินได้ยังไง ขืนกินเข้าไปแล้วท้องเสียจะทำไงล่ะ!" ลู่หลียัดของสิ่งนั้นลงกระเป๋ากางเกงตัวเองหน้าตาเฉย ปิดกล่องไม้ส่งๆ แล้วหันไปยื่นต้นหม่อนเก็บเกี่ยวให้เสวี่ยอิง "นี่ กินอันนี้ซะ"
ลู่หลีจดบัญชีแค้นในใจเรียบร้อย!
เสวี่ยอิงกลืนต้นหม่อนลงคอทั้งน้ำตา ฮือๆ ของหอมๆ ของฉัน
แค่หนึ่งคนกับหนึ่งกวางไม่ทันสังเกตว่า วินาทีที่กล่องไม้ถูกปิดลงมันก็ค่อยๆ เลือนหายไป และในกล่องไม้ที่หายไปนั้นก็มีกระดาษโน้ตใบหนึ่งอยู่ด้วย
[คำอธิบาย]: น้ำยาที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รูเล็ตแห่งโชคชะตาที่ดื่มได้ พ่อหนุ่มจะมาลองเสี่ยงดวงดูสักตั้งไหมล่ะ?
[จบแล้ว]