- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 5 - ภารกิจเพาะพันธุ์แรก!
บทที่ 5 - ภารกิจเพาะพันธุ์แรก!
บทที่ 5 - ภารกิจเพาะพันธุ์แรก!
บทที่ 5 - ภารกิจเพาะพันธุ์แรก!
ก๊อก ก๊อก ก๊อก—
หูของเสวี่ยอิงกระดิก มันกระโดดลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว วิ่งไปที่หน้าประตูแล้วจ้องเขม็งไปที่ประตูด้วยความระแวดระวัง ขาหน้าย่อลงต่ำเล็กน้อยเตรียมพร้อมโจมตีได้ทุกเมื่อ
ลู่หลีเดินมาที่ประตูด้วยความสงสัย พลางลูบหัวเสวี่ยอิงเบาๆ เช้าตรู่แบบนี้ใครมากันนะ? เสียงเคาะประตูก็เบาหวิวซะขนาดนี้ ถ้าไม่มีเสวี่ยอิง เขาคงไม่ได้ยินแน่ๆ
ลู่หลีส่องตาแมวดูอย่างระมัดระวัง แล้วก็พบว่าเป็นลุงจาง แกกำลังยืนลุกลี้ลุกลนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าที่ดูหนักใจสุดๆ
"ลุงจาง มีอะไรหรือเปล่าครับ?" ลู่หลีรีบเปิดประตูเชิญลุงจางเข้ามาข้างใน
"เอ่อๆ เสี่ยวลู่ ลุงไม่ได้ปลุกเอ็งใช่ไหม?" ลุงจางพูดพลางสังเกตสีหน้าของลู่หลีอย่างละเอียด ราวกับพยายามค้นหาความเศร้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มนั้น
เสี่ยวลู่? หูของเสวี่ยอิงตั้งชันทันที มันมองชายที่เพิ่งเรียกชื่อมันด้วยความสงสัย ดูท่าทางจะสนิทกับลู่หลีมากเลยนะเนี่ย หรือว่าจะเป็นพี่น้องของลู่หลี?!
"โธ่! ผมตื่นตั้งนานแล้วครับ ลุงจางนั่งก่อนเลย เดี๋ยวผมไปรินน้ำให้" พูดจบ ลู่หลีก็หันหลังเดินไปหยิบเหยือกน้ำ
"อิ๋ง" เสวี่ยอิงเอียงคอเล็กน้อยแล้วส่งเสียงทักทายลุงจาง
ลุงจางสะดุ้งโหยงกับเสียงที่ดังขึ้นกะทันหัน เมื่อกี้แกมัวแต่จ้องหน้าลู่หลีจนไม่ได้สังเกตเห็นเจ้าตัวเล็กนี่เลย
ลู่หลีได้ยินเสียงเคลื่อนไหวข้างหลังก็หัวเราะร่า "อ้อใช่ ลืมแนะนำไปเลย ลุงจางครับ นี่คือสัตว์อสูรของผม ชื่อเสวี่ยอิงครับ"
วินาทีที่ลุงจางเห็นเสวี่ยอิง ก้อนความกังวลที่ทับถมอยู่ในใจก็พลันมลายหายไป เมื่อคืนแกรอจนดึกดื่นแต่ก็ไม่มีข่าวคราวจากลู่หลีเลย แกนึกว่าลู่หลีปลุกพลังล้มเหลวซะแล้ว เช้านี้แค่นั่งคิดว่าจะปลอบใจลู่หลียังไงก็ทำเอาแกปวดหัวจนผมแทบร่วงหมดหัว
"เสวี่ยอิง..." ลุงจางพึมพำชื่อนี้ รอยยิ้มกว้างจนหน้ายับย่น "เสี่ยวลู่ยังไม่ได้กินข้าวเช้าใช่ไหม? เดี๋ยวลุงต้มบะหมี่ให้กินนะ" พูดจบแกก็เดินดุ่มๆ เข้าครัวไปวุ่นวายทำอาหารทันที
"ปลุกพลังได้ก็ดีแล้ว ปลุกพลังได้ก็ดีแล้วล่ะนะ" ลุงจางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี
บนโต๊ะอาหาร ภาพที่เห็นดูราวกับครอบครัวสามคน ทั้งสองคนกับอีกหนึ่งตัวมีอาหารเช้าวางอยู่ตรงหน้า และเพราะกลัวเสวี่ยอิงจะกินไม่ถนัด ลุงจางถึงกับไปหาเบาะมารองนั่งให้บนเก้าอี้ของมัน
ค่าความประทับใจของเสวี่ยอิงที่มีต่อลุงจางพุ่งปรี๊ดขึ้นทันที ก่อนที่มันจะสะบัดหน้าขวับไปมองลู่หลีอย่างงอนๆ ของหอมๆ ของฉันเมื่อไหร่จะได้กินสักที!
ลู่หลีเห็นแบบนั้นก็ขยี้หัวกวางน้อยยิ้มๆ แล้วหันไปถามลุงจาง "ลุงจาง วันนี้ลุงมาบ้านผม แล้วร้านอาหารเช้าล่ะครับ?"
"ไม่เป็นไรหรอก ลุงบอกในกลุ่มลูกค้าไว้ล่วงหน้าแล้ว อ้อ เสี่ยวลู่ ยังไม่ได้ไปลงทะเบียนที่สมาคมผู้ควบคุมอสูรใช่ไหม?" ลุงจางมองเสวี่ยอิง ยิ่งมองก็ยิ่งถูกใจ บางทียังช่วยจัดแจงทิศทางของต้นหม่อนเก็บเกี่ยวให้เสวี่ยอิงกินได้ง่ายขึ้นอีกต่างหาก
ลู่หลี: ...
เหอะๆ ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าสัตว์อสูรไปลงทะเบียนที่สมาคมเองไม่ได้ ผมคงนึกว่าลุงกำลังคุยกับเสวี่ยอิงอยู่ซะอีกนะเนี่ย
แม้ในใจจะแอบบ่น แต่ลุงจางก็ถือเป็นเหมือนคนในครอบครัวของเขา การที่เสวี่ยอิงได้รับการยอมรับและเป็นที่รักของลุงจาง ทำให้ลู่หลีดีใจมากๆ
"กินข้าวเสร็จเดี๋ยวไปเลยครับ!" พูดจบลู่หลีก็เร่งสปีดซู้ดบะหมี่ให้ไวขึ้นไปอีกระดับ เงินจ๋า! พ่อมาแล้วจ้ะ!
ทั้งหนึ่งคนและหนึ่งกวางปรากฏตัวที่สมาคมผู้ควบคุมอสูร ถึงแม้เสวี่ยอิงจะตัวเล็กจิ๋วและดูไม่มีพิษมีภัย แต่มันก็ยังเรียกสายตาและเสียงซุบซิบนินทาจากคนรอบข้างอยู่ดี
เสวี่ยอิงไม่สนใจคนที่จ้องมองและกระซิบกระซาบกันเลยแม้แต่น้อย ในใจมันนิ่งสงบ ดินตามติดลู่หลีไปเงียบๆ ก็ตอนที่อยู่ศูนย์เพาะพันธุ์ พวกเพื่อนๆ ของมันก็ทำตัวแบบนี้นี่นา
ลุงจางมองเสวี่ยอิงกับลู่หลีด้วยความกังวลนิดๆ "เสี่ยวลู่..."
ลู่หลียิ้มแล้วพูดแทรกขึ้นมา "ไม่เป็นไรครับลุงจาง ไม่ต้องห่วง ผมคิดวิธีแก้ปัญหาไว้แล้วครับ"
เนื่องจากเมืองหนานเฉิงมีประชากรทั่วไปค่อนข้างเยอะ เพื่อป้องกันเหตุการณ์สัตว์อสูรทำร้ายคน ในสถานการณ์ที่ไม่มีการต่อสู้ สัตว์อสูรจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยออกมาเพ่นพ่านตามใจชอบ
ลุงจางมองรอยยิ้มของลู่หลีแล้วแอบถอนหายใจในใจ ถ้าไม่ใช่เพราะร่างกายของเสี่ยวลู่...
คนเราถ้าอยากใช้ชีวิตให้สบาย ก็ต้องรู้จักโชว์จุดเด่นปกปิดจุดด้อย! สิบปีมานี้ลู่หลีเชี่ยวชาญเรื่องนี้จนทะลุปรุโปร่ง ในเมื่อร่างกายมันสู้เขาไม่ได้ ก็ต้องใช้หน้าตาให้เป็นประโยชน์สิ!
"สวัสดีครับพี่สาวคนสวย ผมมาลงทะเบียนเป็นผู้ควบคุมอสูรฝึกหัดครับ" ลู่หลีเดินไปที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนเฉพาะ พร้อมกับฉีกยิ้มระดับมาตรฐาน
"ด-ได้ค่ะ รบกวนขอหลักฐานยืนยันตัวผู้ควบคุมอสูรด้วยนะคะ" พนักงานสาวที่เพิ่งมาฝึกงาน พอเห็นชายหนุ่มผมขาวส่งยิ้มสดใสสะอาดตามาให้ หัวใจก็เต้นตึกตักราวกับกวางน้อยวิ่งชน ใบหูแดงเถือกไปหมด
ลู่หลีหยิบใบรับรองที่รุ่นพี่กรอกให้เมื่อคืนส่งให้ พนักงานสาวฝึกงานคนนั้นก็จัดการดำเนินการตามขั้นตอนอย่างคล่องแคล่วลื่นไหล พอตอนที่ลู่หลีเดินจากไป เธอถึงได้พึมพำเบาๆ "ลู่หลี... ชื่อเพราะจังเลย..."
ลุงจางที่นั่งรออยู่ในโซนพักผ่อนมองลู่หลีที่เดินกลับมาด้วยความประหลาดใจ "เสี่ยวลู่ ทำไมเสร็จเร็วจัง ลืมเอาอะไรมาหรือเปล่าลูก?"
เมื่อกี้แกเห็นคนสองคนเข้าไปก่อนลู่หลี ป่านนี้ยังไม่โผล่หัวออกมาเลย
ลู่หลียิ้มส่ายหน้า "ผมลงทะเบียนเสร็จแล้วครับ ไปเถอะครับลุงจาง ผมอยากไปดูที่บอร์ดภารกิจสักหน่อย"
พอเดินมาถึงบอร์ดภารกิจ ลู่หลีก็เห็นพนักงานคนหนึ่งกำลังเอาใบมอบหมายงานแผ่นใหม่มาแปะลงบอร์ด ลู่หลีรีบพุ่งเข้าไปดูทันที
[ภารกิจเพาะพันธุ์]
[สอนสกิลขยายร่างให้หมีวายุคลั่ง]
[ค่าตอบแทนภารกิจ 5,000 หยวน]
ข้อมูลของหมีวายุคลั่งปรากฏขึ้นในหัวลู่หลีทันที
[สกิลสายพันธุ์]: กรงเล็บวายุหมุน (ขั้นกลาง), คลุ้มคลั่ง (ขั้นกลาง)
[ระดับสายพันธุ์]: ผู้บัญชาการขั้นต่ำ
พอเห็นว่าต้องสอนสกิลขยายร่าง ลู่หลีก็ตาเป็นประกายวาววับ ตอนแรกเขาตั้งใจจะเอาเงินอุดหนุนรายเดือนของผู้ควบคุมอสูรฝึกหัด ไปซื้อคัมภีร์สกิลย่อส่วนมาให้เสวี่ยอิงเรียน ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอสกิลขยายร่างที่เป็นสกิลระดับสูงกว่า!
ภารกิจเพาะพันธุ์ที่ค่าตอบแทนไม่ถึงหมื่นแบบนี้ ปกติมักจะหมายความว่าผู้จ้างวานจะเตรียมคัมภีร์สกิลไว้ให้ด้วย ถือเป็นโบนัสแอบแฝงที่นักเพาะพันธุ์หน้าใหม่ที่ยังขาดแคลนทุนทรัพย์และประสบการณ์โปรดปรานเป็นอย่างมาก
ลู่หลีดึงใบภารกิจออกมาโดยไม่ลังเล ท่ามกลางเสียงถอนหายใจเสียดายของคนข้างหลัง ลู่หลียกยิ้มมุมปาก สกิลขยายร่างนี่มันเป็นสกิลระดับกลางเลยนะเนี่ย งานนี้กำไรเห็นๆ!
"คุณลู่หลีครับ นี่คือหมีวายุคลั่งที่ต้องเพาะพันธุ์ตามใบมอบหมายครับ มันค่อนข้างชอบเล่นซนหน่อย รบกวนคุณเหนื่อยด้วยนะครับ นี่คือคัมภีร์สกิลขยายร่าง ถ้าต้องการอะไรเพิ่มเติมเรียกผมได้เลยนะครับ" พ่อบ้านในชุดสูทเนี้ยบยื่นคัมภีร์ให้ลู่หลีด้วยสองมือ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ทิ้งให้หนึ่งคนกับหนึ่งกวางยืนอึ้งรับประทาน มองดูเจ้าหมีอ้วนน้อยที่กำลังเล่นลูกบอลอยู่ไม่ไกล หมีวายุคลั่งตัวนี้มีขนสีขาวบริสุทธิ์เหมือนหิมะ ที่แขนขา หน้าผาก และหน้าอกมีลวดลายเส้นสีเขียวอมฟ้าพาดผ่าน ดูสง่างามไม่เบาเลย
แต่ที่บอกว่าชอบเล่นซนนี่คือแบบนี้เหรอ?
ปัง! ปัง! ปัง!
กรงเล็บของหมีวายุคลั่งทุกการตะปบ ล้วนทิ้งรอยบุบบนลูกบอลที่สร้างมาพิเศษสำหรับสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติ แถมบางทียังพุ่งเข้าไปกัดกระชากอย่าง 'น่ารักน่าชัง' อีกต่างหาก... พลังโจมตีระดับนี้น่าจะใกล้เคียงกับระดับเหนือธรรมชาติขั้นต่ำแล้วมั้ง
ระดับของสัตว์อสูรแบ่งออกเป็น เจ็ดระดับ ได้แก่ ปลุกพลัง เหนือธรรมชาติ ผู้บัญชาการ ราชัน จ้าวปฐพี โทเทม และ ตำนาน โดยระดับปลุกพลังจะแบ่งย่อยเป็นสิบขั้น ส่วนระดับอื่นๆ แบ่งเป็น ขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง และตอนนี้เสวี่ยอิงที่มีปัญหาสุขภาพก็เพิ่งจะอยู่แค่ระดับปลุกพลังขั้นสองเอง...
ลู่หลีกับเสวี่ยอิงหันมาสบตากัน งานนี้มีหวังได้ตายคู่รึเปล่าวะเนี่ย? ทั้งคนทั้งกวางรวมกัน ยังไม่รู้จะทนฝ่ามือหมีวายุคลั่งได้สักทีไหมเลย
ในที่สุดลู่หลีก็ซึ้งถึงสัจธรรมที่ว่า อ่านหนังสือหมื่นเล่มไม่สู้เดินทางหมื่นลี้ ทฤษฎีกับปฏิบัติมันคนละเรื่องกันเลย... สรุปสั้นๆ คือ งานเพาะพันธุ์มีความเสี่ยง คิดจะเข้าวงการต้องประเมินชีวิตให้ดี การจะเป็นนักเพาะพันธุ์ก็ต้องมีพลังไว้ป้องกันตัวด้วย!
ภาพลักษณ์นักเพาะพันธุ์ที่ดูสุขุมนุ่มลึกใช้เหตุผลสั่งสอนสัตว์อสูร พังทลายลงอย่างราบคาบในใจลู่หลี ภาพที่เข้ามาแทนที่คือชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สูงเก้าฟุต มือซ้ายรัดคอมังกร มือขวาแบกพระอาทิตย์พระจันทร์ พูดยานคางกับเขาว่า "เฮ้! พ่อหนุ่ม โครงสร้างร่างกายเอ็งดูไม่เลวนี่ สนใจอยากเป็นนักเพาะพันธุ์ไหมล่ะ?"
คิดมาถึงตรงนี้ ลู่หลีก็ขนลุกซู่ ไม่เอาเว้ย! แต่ว่า... สายตาของลู่หลีที่มองเสวี่ยอิงก็เริ่มทอประกายตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ
เลือกนายแล้ว! เสวี่ยอิง! เอ้ย ไม่ใช่! เจ้ากวางน้อย!
ในเมื่อให้ผู้ควบคุมอสูรไปเพาะพันธุ์สัตว์อสูรมันอันตราย งั้นให้สัตว์อสูรไปเพาะพันธุ์สัตว์อสูรแทนก็สิ้นเรื่อง!
เสวี่ยอิง: ตัวสั่นงันงก สายตาจ้องเขม็งไปที่หมีขาวน้อยอย่างระแวดระวัง แข็งแกร่งมาก! ยืนอยู่ไกลขนาดนี้ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันเลย!
เสวี่ยอิงที่ไม่เคยลิ้มรสความโหดร้ายของโลกมนุษย์ หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วจิตสังหารที่แท้จริงมาจากผู้ควบคุมอสูรต่างหาก และยังไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าชะตากรรมที่น่ารันทดในอนาคตกำลังรอคอยมันอยู่
[จบแล้ว]