เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 - โชคหล่นทับ ของวิเศษมาส่งถึงที่

บทที่ 49 - โชคหล่นทับ ของวิเศษมาส่งถึงที่

บทที่ 49 - โชคหล่นทับ ของวิเศษมาส่งถึงที่


บทที่ 49 - โชคหล่นทับ ของวิเศษมาส่งถึงที่

"ในทวีปปราณยุทธ์ มีคำกล่าวเรื่องบุตรแห่งโชคชะตาด้วยหรือ"

จางหยวนนั่งจิบชาเพียงลำพัง ขบคิดเรื่องราวบางอย่างอย่างเงียบๆ

หากไม่นับความผิดปกติอย่างจักรพรรดิโบราณถัวเซ่อ ทวีปแห่งนี้ก็ไม่มีเทวะปราณถือกำเนิดขึ้นมานานหลายหมื่นปีแล้ว

แต่ในยุคโบราณกาล มีเทวะปราณถือกำเนิดขึ้นไม่น้อย จากการคงอยู่ของแปดตระกูลโบราณรวมถึงเผ่ามังกรโบราณอนันตกาล ก็พอจะอนุมานได้ว่ามีมากกว่าแปดคนแน่นอน ซึ่งจำนวนก็ไม่ด้อยไปกว่ายอดฝีมือขั้นสังสารวัฏที่ก้าวข้ามภัยพิบัติสังสารวัฏในทวีปของหลินต้งเลย

ยอดฝีมือขั้นสังสารวัฏนั้น แม้แต่กาลเวลาก็ยากจะลบล้าง ต่อให้ร่วงหล่นก็ยังสามารถเวียนว่ายตายเกิดได้ เรียกว่าแทบจะเป็นอมตะไม่มีวันตาย แต่เทวะปราณกลับสามารถใช้สายเลือดของตนเองสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับทั้งเผ่าพันธุ์ได้ ใครเหนือกว่าใครนั้นพูดยาก

เขาจำได้ว่าก่อนที่ตัวเองจะข้ามมิติมา นักเขียนดั้งเดิมเพิ่งจะจัดไลฟ์สดบอกว่าขั้นบรรพชนเทียบเท่ากับเทวะปราณเทียบเท่ากับขั้นราชันศักดิ์สิทธิ์ พอคิดๆ ดูแล้ว หลินต้งได้รับสืบทอดพลังจากปรมาจารย์ยันต์ มีศิลายันต์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งแปดคอยหนุนเสริม ได้รับการสนับสนุนสารพัด สุดท้ายต้องเสียภรรยาไปคนหนึ่งถึงจะฝืนทะลวงเข้าสู่ขั้นบรรพชนได้ แต่กลับกลายเป็นแค่ราชันศักดิ์สิทธิ์ซะงั้น ตลกชะมัด

เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่า นักเขียนดั้งเดิมน่ะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสัประยุทธ์ทะลุฟ้า มหายุทธ์หยุดพิภพ และมหาศึกจักรพรรดิหลิง

"ในโลกของหลินต้ง มีครรภ์แห่งมิติดำรงอยู่ ย่อมต้องมีบุตรแห่งโชคชะตาแน่นอน"

"เซียวเหยียนน้อยนำพาสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิครั้งที่สองมาสู่โลกใบนี้ ทั้งยังฝึกฝนเคล็ดวิชาเพลิงเทวะซึ่งเป็นหนทางเดียวในการบรรลุเทวะปราณในยุคเสื่อมถอย ยากที่จะบอกว่าเขาไม่ได้ถือกำเนิดมาพร้อมกับโชคชะตา อีกทั้งในอนาคตตอนที่เขาปะทะกับราชันสงครามประจิม ก็ยังมีการกล่าวถึงบุตรแห่งมิติอีกด้วย"

"ทำเนียบสวรรค์คือการปรากฏของเจตจำนงแห่งโลก มู่เฉินเองก็อาจจะเป็นบุตรแห่งโชคชะตาเช่นกัน"

"ดูเหมือนว่าโชคชะตาแม้จะดูเลือนราง แต่ก็มีอยู่จริง"

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จางหยวนก็ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย

อิงฮวนฮวนคือคนของเผ่าวิญญาณน้ำแข็งจากโลกมหาพันภพที่จุติลงมา หลินชิงถานเองก็เป็นคนของโลกมหาพันภพ การที่อัจฉริยะของตระกูลโบราณมหาเจดีย์อย่างชิงเหยี่ยนจิ้งจะจุติลงมาบ้างก็เป็นไปได้สูงมาก ส่วนเรื่องดวงกินคนนั้นย่อมต้องมีสาเหตุ

ต่อให้ไม่มีเหตุผลเรื่องภาพนิมิตเทพสายฟ้า ตอนนี้เขาก็อยากจะศึกษาผู้หญิงคนนี้อย่างจริงจังดูสักครั้ง หากนางเป็นผู้มาเยือนจากโลกมหาพันภพจริงๆ ไม่แน่ว่าอาจจะใช้เบาะแสจากนางไปค้นหาแก่นแท้แห่งจักรพรรดิได้ หรืออย่างแย่ที่สุด ในอนาคตก็อาจจะอาศัยนางเพื่อไปยังโลกมหาพันภพได้สะดวกขึ้น

เมื่อคิดได้ดังนั้น จางหยวนก็ออกเดินทางไปยังหอหมื่นตำรา

และในเวลาเดียวกัน เยาเยี่ยก็ปรากฏตัวขึ้นในห้องข้างๆ มองเจียสิงเทียนด้วยสีหน้าอัดอั้นตันใจ "เสด็จปู่ทวด จางหยวนคนนี้น่ารังเกียจมาก หลานต้องเรียนรู้วิถีแห่งจักรพรรดิจากเขาจริงๆ หรือเพคะ"

"ต้องเรียน" เจียสิงเทียนพยักหน้า "แม้เขาจะอายุน้อยกว่าเจ้า แต่การกระทำกลับมีแบบแผน ในด้านการปฏิบัติตัวและรับมือกับผู้คน หากเจ้าได้สักสามส่วนของเขา ข้าก็วางใจในตัวเจ้าได้แล้ว"

"นับตั้งแต่ปู่และพ่อของเจ้าร่วงหล่น ภายในจักรวรรดิเจียหม่าก็เริ่มมีเค้าลางของความไม่มั่นคง หากเจ้าไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะสยบทุกคนได้ ก็ต้องไปเรียนรู้วิชาการปกครองเพื่อรักษาสมดุลของขุมกำลังต่างๆ เอาไว้"

เยาเยี่ยยังคงไม่ยอมรับ เอ่ยแย้งว่า "หลานยอมรับว่าจางหยวนฉลาดมาก แต่เขาเพิ่งจะสิบหกปี ประสบการณ์ก็ยังน้อยกว่าหลาน จะไปเข้าใจจิตใจคนได้อย่างไร"

"หึหึ" เจียสิงเทียนประสานมือวางไว้บนโต๊ะ หัวเราะเบาๆ "เยาเยี่ยเอ๋ย เจ้าล่วงรู้หรือไม่ว่าข้างกายเขามียอดฝีมือคอยปกป้องอยู่ผู้หนึ่ง ซึ่งความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าข้าเลย"

"อะไรนะเพคะ" เยาเยี่ยเบิกตากว้าง

เจียสิงเทียนคือจอมราชันปราณขั้นสูงสุด ที่อาจจะก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ปราณได้ทุกเมื่อ

ข้างกายจางหยวนกลับมีจอมราชันปราณขั้นสูงสุดคอยปกป้องอยู่อย่างลับๆ งั้นหรือ

"เขามีความสามารถที่แท้จริง เจ้าก็ตั้งใจเรียนรู้จากเขาให้ดี ต่อให้เขาไม่มีความสามารถ การได้ผูกมิตรกับอัจฉริยะเช่นนี้ก็มีแต่ผลดีไม่มีผลเสีย" เจียสิงเทียนก้มหน้าลงเล็กน้อย แสงสะท้อนวาบผ่านแว่นตาข้างเดียว

มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่ได้บอกเยาเยี่ย นั่นก็คือเขาไม่ได้ค้นพบยอดฝีมือข้างกายจางหยวนด้วยตัวเอง แต่อีกฝ่ายตั้งใจปล่อยกลิ่นอายออกมาให้เขาสัมผัสได้ต่างหาก และเวลานั้นก็ประจวบเหมาะกับตอนที่จางหยวนกำลังสั่งสอนเยาเยี่ยพอดี

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายจงใจทำเช่นนั้น เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับคำพูดของจางหยวน

"แล้วเสด็จปู่ทวดไม่กลัวว่าเขาจะเป็นภัยต่อจักรวรรดิหรือเพคะ" เยาเยี่ยถามด้วยความสงสัย

"เป็นภัยงั้นหรือ" เจียสิงเทียนถอนหายใจพลางกล่าว "เยาเยี่ยเอ๋ย ขุมกำลังที่สามารถใช้จอมราชันปราณขั้นสูงสุดมาเป็นผู้คุ้มกันให้จางหยวนได้ เจ้าคิดว่าเบื้องหลังของเขาจะแข็งแกร่งเพียงใดกัน"

หัวใจของเยาเยี่ยกระตุกวูบ ตระหนักได้ว่าตัวเองคิดมากเกินไป

หากขุมกำลังเบื้องหลังของจางหยวนมีความคิดที่จะฮุบจักรวรรดิเจียหม่า ราชวงศ์ก็ไม่มีปัญญาต้านทานได้หรอก

วินาทีนี้ เยาเยี่ยค้นพบว่าชาติกำเนิดที่นางภาคภูมิใจนักหนาก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย จิตใจของนางเติบโตขึ้นเป็นครั้งแรก

ขณะเดียวกัน จางหยวนก็ขี่ม้ามาถึงหน้าตึกห้าชั้นขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ไม่น้อย เหนือประตูใหญ่มีป้ายสลักคำว่า 'หอหมื่นตำรา' เอาไว้

ประตูเปิดกว้าง เมื่อมองเข้าไปด้านในก็เห็นชั้นหนังสือวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ บนชั้นเต็มไปด้วยหนังสือ ดูไปแล้วก็คล้ายกับห้องสมุดในชาติก่อน

"หลี่ชิ่งชาง คารวะท่านผู้บังคับบัญชา" ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากในร้าน ประสานมือทำความเคารพ

จางหยวนพอจะจำชายผู้นี้ได้ลางๆ เขาคือคนที่มาถามเขาที่ด่านสองมังกรในวันนั้นว่าจะร่วมเดินทางผ่านเทือกเขาหมอกมายาไปด้วยกันหรือไม่

"คนอื่นๆ มากันครบแล้วหรือยัง" จางหยวนพลิกตัวลงจากหลังม้า ส่งบังเหียนให้ผู้คุ้มกันที่หน้าประตู

"มาถึงกันหมดแล้วขอรับ เชิญท่านผู้บังคับบัญชาตามข้าน้อยมา" หลี่ชิ่งชางเบี่ยงตัวผายมือเชิญจางหยวนเข้าไปด้านใน

เมื่อเข้ามาในร้าน ก็ได้กลิ่นหอมของกระดาษและหมึกโชยมา

หน้าชั้นหนังสือมีคนกำลังเลือกหนังสืออยู่ไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นเด็กและคนชรา

จางหยวนนึกถึงคำพูดของเยาเยี่ย จึงอดไม่ได้ที่จะถามหลี่ชิ่งชางว่า "คราวก่อนเคยเจอกันที่ด่านสองมังกร เจ้ามีตำแหน่งอะไรในหอหมื่นตำรางั้นหรือ"

"เรียนท่านผู้บังคับบัญชา ข้าน้อยเป็นผู้จัดการใหญ่ของหอหมื่นตำรา เรื่องซื้อขายหนังสือล้วนอยู่ในความดูแลของข้าน้อยขอรับ" หลี่ชิ่งชางตอบ

"ผู้จัดการใหญ่ ถ้าอย่างนั้น เจ้าคงทำงานให้หอหมื่นตำรามานานแล้วสิ" จางหยวนแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจ

"มิได้ขอรับ" หลี่ชิ่งชางส่ายหน้า "ท่านผู้บังคับบัญชาคงไม่ทราบ ข้าน้อยเพิ่งจะมาทำงานที่หอหมื่นตำราได้เพียงครึ่งปีเท่านั้น อีกครึ่งปีก็จะลาออกแล้ว หอหมื่นตำรามีกฎแปลกประหลาดข้อหนึ่งที่ทุกคนในเมืองชิงอวิ๋นรู้กันดี นั่นก็คือทุกๆ ปีจะมีการเปลี่ยนผู้จัดการ รวมถึงบ่าวไพร่และผู้คุ้มกันชุดใหม่ทั้งหมดขอรับ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น จางหยวนก็เข้าใจกระจ่างแจ้งในใจ

คาดว่านี่คงเป็นวิธีรับมือที่ชิงเหยี่ยนจิ้งคิดขึ้นมา บางทีนางอาจจะคิดว่าตัวเองเป็นตัวกาลกิณีจริงๆ ก็ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ การจะสานสัมพันธ์กับนางก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก

ระหว่างที่ครุ่นคิด จางหยวนก็ถูกหลี่ชิ่งชางพามาที่ห้องส่วนตัวบนชั้นสาม

เหมิงสิงและคนอื่นๆ นั่งรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นจางหยวนก็พากันลุกขึ้นทำความเคารพ

"ทุกท่านไม่ต้องเกรงใจ การได้พบเจอกันก็ถือเป็นวาสนา"

จางหยวนส่งสัญญาณให้ทุกคนทำตัวตามสบาย แล้วเดินไปนั่งที่ตำแหน่งประธานอย่างเป็นธรรมชาติ

ฉินไห่ดื่มสุรารวดเดียวสามถ้วยรวด บอกว่าเพื่อเป็นการขอบคุณที่จางหยวนยื่นมือเข้าช่วยเหลือในวันนั้น จากนั้นก็หยิบลูกแก้วทรงกลมเม็ดหนึ่งออกมาวางไว้บนโต๊ะ พร้อมกับกล่าวว่า "ท่านผู้บังคับบัญชาคงไม่เห็นของธรรมดาๆ อยู่ในสายตา ของสิ่งนี้ข้าน้อยได้มาตอนที่ออกคุ้มกันภัย ตอนนั้นมีสัตว์อสูรระดับสี่สองตัวกำลังต่อสู้แย่งชิงมันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย สุดท้ายก็บาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ ข้าน้อยจึงส้มหล่นได้มันมาขอรับ"

"ข้าน้อยศึกษามันมาครึ่งปีแล้ว เคยไปขอให้ท่านนักปรุงโอสถระดับสามช่วยดูให้ด้วย แต่ก็ไม่มีใครค้นพบความวิเศษของมันเลย จึงขอมอบให้ท่านผู้บังคับบัญชาเป็นของตอบแทน หากในอนาคตท่านมีความแข็งแกร่งมากพอ บางทีอาจจะไขปริศนาของมันได้ขอรับ"

ลูกแก้วนั่นมีค่าหรือไม่

ขนาดทำให้สัตว์อสูรระดับสี่ที่เทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับวิญญาณปราณถึงกับต่อสู้แย่งชิงกันจนตัวตาย ย่อมต้องมีค่าอย่างแน่นอน

แต่ของมีค่า หากไม่มีใครดูออกและใช้งานไม่ได้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็ก

การนำของที่ดูเหมือนมีค่าแต่ตัวเองใช้งานไม่ได้ มาใช้แทนคำขอบคุณและผูกมิตรกับจางหยวน สำหรับฉินไห่แล้วถือว่าคุ้มค่ามาก

"ผู้คุ้มกันฉินเกรงใจกันเกินไปแล้ว..."

ก็แค่เรื่องเล็กน้อย จางหยวนไม่คิดจะรับไว้

หากใครเอาของมาให้เล็กๆ น้อยๆ เขาก็รับและผูกมิตรด้วยไปเสียหมด มิตรภาพของเขาคงจะดูราคาถูกเกินไป

ทว่าคำปฏิเสธยังไม่ทันหลุดออกจากปาก เสียงของหลิงอิ่งก็ดังขึ้นที่ข้างหู "นายน้อยจางหยวน นี่ของดีเลยนะ รีบรับไว้เร็วเข้า"

หลิงอิ่งเป็นถึงจอมราชันปราณขั้นสูงสุด ทั้งยังเป็นคนของตระกูลกู่ ย่อมมีวิสัยทัศน์กว้างไกล

การที่เขาเอ่ยปากว่าเป็นของดี นั่นย่อมไม่ใช่ของดีธรรมดาๆ แน่

เยาเยี่ยยังบอกว่าชิงเหยี่ยนจิ้งจะนำพาหายนะมาสู่คนรอบข้าง แล้วนี่ไม่เรียกว่านำความโชคดีมาให้เขาหรอกหรือ

รอยยิ้มบนใบหน้าของจางหยวนไม่เปลี่ยนแปลง เขายังคงกล่าวถ่อมตัวต่อไป "ข้าไม่ใช่คนเห็นแก่เงินทองเสียหน่อย"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินไห่ก็พยายามหว่านล้อมด้วยเหตุผลและอารมณ์ หวังให้เขารับไว้ให้ได้

"เฮ้อ!"

หลังจากปฏิเสธและคะยั้นคะยอกันไปมาสามรอบ จางหยวนก็ถอนหายใจ เก็บลูกแก้วไว้พลางกล่าวว่า "เอาเถอะ หากปฏิเสธไปมากกว่านี้ก็จะหาว่าข้าเล่นตัวเกินไป เช่นนั้นข้าก็ขอน้อมรับไว้ด้วยความยินดีก็แล้วกัน"

เขาก็ไม่ได้อยากได้หรอกนะ น่าเสียดายที่น้ำใจมันปฏิเสธยากจริงๆ

หลิงอิ่ง "..."

คุณหนู ท่านรีบมาดูเร็วเข้า คนผู้นี้ช่างเสแสร้งเก่งเสียจริง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 49 - โชคหล่นทับ ของวิเศษมาส่งถึงที่

คัดลอกลิงก์แล้ว