- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอก้าวเป็นที่หนึ่งเหนือผู้ใด
- บทที่ 36 - ศึกชิงตำแหน่งผู้บังคับบัญชา จุดจบของสองตระกูลใหญ่
บทที่ 36 - ศึกชิงตำแหน่งผู้บังคับบัญชา จุดจบของสองตระกูลใหญ่
บทที่ 36 - ศึกชิงตำแหน่งผู้บังคับบัญชา จุดจบของสองตระกูลใหญ่
บทที่ 36 - ศึกชิงตำแหน่งผู้บังคับบัญชา จุดจบของสองตระกูลใหญ่
"เฒ่าฉิน ในนั้นเขียนอะไรไว้งั้นรึ" มู่คุนเอ่ยถามฉินเจิ้นหมิง
"ไม่เกี่ยวกับเจ้า" ฉินเจิ้นหมิงรีบเก็บม้วนคัมภีร์เข้าแหวนมิติทันทีพร้อมกับเอ่ยเสียงเรียบ "เจ้ากับอ้าวเปิ่นอวี่มีหน้าที่ไปปราบกบฏก็พอ เรื่องบางเรื่องไม่ต้องให้พวกเจ้ามาเสียสมาธิหรอก"
อันที่จริงมันก็คือเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการจัดการกับฝูงสัตว์อสูรที่ช่วยพลิกสถานการณ์จากฝ่ายรับเป็นฝ่ายรุกและกอบโกยผลงานทางทหารได้อย่างมหาศาล
หากมู่คุนและอ้าวเปิ่นอวี่รู้เรื่องนี้เข้า พวกเขาต้องอยากมีส่วนแบ่งอย่างแน่นอน ซึ่งเขาไม่มีทางยอมแบ่งให้หรอก
แต่ยิ่งเขาทำตัวมีลับลมคมใน มู่คุนและคนอื่นๆ ก็ยิ่งอยากรู้เนื้อหาในม้วนคัมภีร์มากขึ้น ทว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามามัวซักไซ้
ฉินเจิ้นตงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "พยานและหลักฐานครบถ้วน ข้อเท็จจริงกระจ่างชัด ตระกูลเจียเลี่ยและตระกูลอ้าวปาแห่งเมืองอูถั่นสมรู้ร่วมคิดกับองครักษ์เมฆาเร้นลับแห่งจักรวรรดิชูอวิ๋น ถือเป็นกบฏแผ่นดิน กองกำลังเกราะดำมีสิทธิ์และมีหน้าที่ต้องไปปราบกบฏในครั้งนี้"
"การทหารต้องรวดเร็วฉับไว รีบส่งคนขี่สัตว์อสูรบินไปแจ้งข่าว ให้ทุกด่านและทุกเมืองปิดข่าวการตายของโจรเก้าขุนเขาหมอกมายาเอาไว้ก่อน อาศัยจังหวะที่ตระกูลเจียเลี่ยและตระกูลอ้าวปายังไม่รู้ตัวว่าความแตก มู่คุนให้นำค่ายอักษรเทียน อ้าวเปิ่นอวี่ให้นำค่ายอักษรตี้ จัดทัพออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองอูถั่นทันทีและกวาดต้อนคนของทั้งสองตระกูลมาให้หมด"
"ผู้ใดขัดขืนต่อต้านสังหารทิ้งได้ทันที ผู้ใดยอมจำนนให้ผนึกพลังฝึกตนแล้วคุมตัวส่งเมืองหลวงเพื่อให้ราชวงศ์เป็นผู้ตัดสินความ"
กองกำลังเกราะดำไม่ได้หลับหูหลับตารับพระราชโองการให้ไปสังหารกบฏ แม้จะสามารถอ้างเหตุผลเรื่อง "ความรวดเร็วฉับไวทางการทหาร" เพื่อลงมือก่อนรายงานทีหลังได้ แต่ก็ไม่อาจฆ่าล้างโคตรทั้งสองตระกูลได้หมดจด การตายจนไร้พยานหลักฐานจะยิ่งทำให้เรื่องราวยุ่งยากซับซ้อนขึ้นไปอีก
"น้อมรับคำสั่ง"
มู่คุนและอ้าวเปิ่นอวี่ยืนขึ้นรับคำสั่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หลังจากรับป้ายคำสั่งแล้ว ทั้งสองก็รีบออกจากห้องโถงไปจัดเตรียมกองทัพทันที
ส่วนเสบียงและยุทโธปกรณ์ก็เพียงแค่ไปเบิกแหวนมิติขนาดใหญ่ที่ฝ่ายเสบียงมาพกติดตัวไปก็พอ
"ท่านผู้บัญชาการฉิน เช่นนั้นข้าก็ขอตัวลาก่อน" หลินเจิ้งชิงลุกขึ้นกล่าว
สองในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองอูถั่นกำลังจะถูกกวาดล้าง เขาในฐานะเจ้าเมืองย่อมต้องกลับไปจัดการเก็บกวาดปัญหาที่ตามมา
"ท่านเจ้าเมืองหลินเดินทางปลอดภัย" ฉินเจิ้นตงประสานมือกล่าว
คนอื่นๆ ต่างก็ลุกขึ้นประสานมืออำลา จางหยวนเองก็ไม่มีข้อยกเว้น
เขาไม่คิดจะกลับไปเมืองอูถั่นอีกในระยะเวลาอันใกล้นี้ เรื่องที่ควรจัดการและคำพูดที่ควรเอ่ย เขาก็ได้จัดการไปหมดแล้ว
"ขอลา" หลินเจิ้งชิงก้าวเดินจากไป
เมื่อเขาคล้อยหลังไป ฉินเจิ้นตงก็กวาดสายตามองทุกคนพลางเอ่ยว่า "ข้าต้องเขียนรายงานเรื่องโจรเก้าขุนเขาหมอกมายาส่งไปยังเมืองหลวง พวกเจ้าถอยไปก่อนเถอะ"
"จางหยวนสามารถดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชากองทหารได้แล้ว เจิ้นหมิง เจ้าลองดูความเหมาะสมแล้วจัดการแต่งตั้งซะ"
ลำพังแค่ผลงานในการสังหารโจรเก้าขุนเขาหมอกมายาก็เพียงพอที่จะทำให้จางหยวนได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บังคับบัญชากองทหารแล้ว ยิ่งในตอนนี้ที่โจรกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่พวกโจรป่าที่สร้างความปวดหัวให้กับมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เป็นถึงองครักษ์เมฆาเร้นลับแห่งจักรวรรดิชูอวิ๋น ผลงานความดีความชอบจากการสังหารศัตรูย่อมเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล
หากรวมกับผลงานในการขุดรากถอนโคนตระกูลขายชาติอย่างตระกูลเจียเลี่ยและตระกูลอ้าวปา การที่จางหยวนจะได้เป็นผู้บัญชาการค่ายหรือแม้แต่เจ้าเมืองก็ไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงเขามีพลังระดับวิญญาณปราณเท่านั้น
เรื่องการเลื่อนขั้นภายในกองทัพ ฉินเจิ้นตงสามารถตัดสินใจได้ทันที แต่สำหรับรางวัลปูนบำเหน็จอื่นๆ คงต้องรอให้ราชวงศ์เป็นผู้ตัดสิน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีแค่เหรียญตราเกียรติยศ แต่ต้องมีของพระราชทานอย่างโอสถ ทักษะยุทธ์ หรือของวิเศษล้ำค่าต่างๆ ด้วย
"น้อมรับคำสั่ง" ฉินเจิ้นหมิงเอ่ยรับคำ
เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไป จางหยวนก็เดินตามฉินเจิ้นหมิงมุ่งหน้าไปยังค่ายอักษรเสวียนของกองกำลังเกราะดำที่อยู่นอกประตูด้านทิศตะวันตก
เมื่อมาถึงหน้าประตูเมือง จางหยวนตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นจึงเอ่ยถามฉินเจิ้นหมิง "ท่านผู้บัญชาการเก๋อตงไหล ท่านผู้นั้นเป็นคนนิสัยแข็งกร้าวเช่นนั้นอยู่แล้ว หรือว่าจงใจมุ่งเป้ามาที่ข้ากันแน่ขอรับ"
ฉินเจิ้นหมิงหันมามองเขาแล้วตอบว่า "พูดยาก แต่ข้าบอกเจ้าได้อย่างหนึ่งคือ เขาเป็นคนของตระกูลเก๋อแห่งเมืองเทียนเยี่ย"
ตระกูลเก๋อแห่งเมืองเทียนเยี่ย
จางหยวนเผยสีหน้ากระจ่างแจ้ง
เมืองเทียนเยี่ยเป็นเมืองใหญ่ในมณฑลตอนกลางของจักรวรรดิเจียหม่า ตระกูลเก๋อเป็นผู้มีอิทธิพลใหญ่ที่สุดในเมือง แม้จะไม่มีราชันปราณแต่ก็มียอดฝีมือระดับวิญญาณปราณอยู่หลายคน
เฉกเช่นเดียวกับตระกูลม่อแห่งเมืองเหยียนเฉิงในมณฑลตะวันออก พวกเขาล้วนมีสำนักเมฆาครามคอยหนุนหลัง โดยมีคนในตระกูลอย่างเก๋อเยี่ยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อาวุโสอยู่ในสำนักเมฆาคราม
"สำนักเมฆาคราม ราชวงศ์แห่งจักรวรรดิเจียหม่า จุ๊ๆ"
การต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างสองขุมกำลังใหญ่ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนจริงๆ ด้วย
หากไม่มีการปรากฏตัวของอัจฉริยะอย่างเซียวเหยียน สำนักเมฆาครามคงได้กลายเป็นนายเหนือหัวคนใหม่ของจักรวรรดิเจียหม่าไปแล้ว
"เข้าใจแล้วขอรับ" จางหยวนพยักหน้า
ฉินเจิ้นหมิงก็ไม่ได้ถามต่อว่าเขาเข้าใจเรื่องอะไร
เรื่องบางเรื่องก็เป็นที่รู้กันอยู่แก่ใจ ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาให้มากความ
เพียงไม่กี่สิบลมหายใจ ทั้งสองก็มาถึงกระโจมหลักของค่ายอักษรเสวียน สือจิ่วและเหมิงซวี่รวมถึงคนอื่นๆ ยังไม่ได้แยกย้ายกันไปไหน
"พวกเจ้ายังอยู่ก็ดีแล้ว" ฉินเจิ้นหมิงเดินไปนั่งที่ตำแหน่งประธานแล้วประกาศด้วยความเด็ดขาด "ข้าขอประกาศสองเรื่อง"
"เรื่องแรก เร่งรัดการฝึกซ้อม เตรียมตัวเคลื่อนพลไปประจำการที่เมืองชิงไห่ในอีกสิบวันข้างหน้า"
"เรื่องที่สอง ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จางหยวนได้รับการเลื่อนขั้นเป็นผู้บังคับบัญชากองทหาร คุมกองทหารปีกซ้ายแห่งค่ายอักษรเสวียน"
คำสั่งทั้งสองข้อนี้ทำให้ผู้บังคับบัญชาทั้งสี่และรองผู้บังคับบัญชาทั้งห้าคนถึงกับชะงัก
คำสั่งแรกไม่มีปัญหาอะไร พวกเขาแค่ทำตามที่สั่งก็พอ
แต่คำสั่งที่สองที่ให้จางหยวนเลื่อนขั้นเป็นผู้บังคับบัญชากองทหาร ต่อให้เขาจะมีผลงานกวาดล้างโจรเก้าขุนเขาหมอกมายาจนมีความดีความชอบมากพอ แต่มันก็ไม่น่าจะรวดเร็วขนาดนี้ไม่ใช่หรือ
"ท่านผู้บัญชาการ ข้าไม่ยอมรับ" สีหน้าของเหมิงซวี่เขียวคล้ำ เขาเป็นคนแรกที่ก้าวออกมาชี้คัดค้าน
การสับเปลี่ยนกำลังมายังเมืองชิงอวิ๋นในครั้งนี้ เมื่อทางตระกูลรู้ข่าวการพัฒนาของเขา ก็ได้ส่งโอสถทะลวงใจม่วงมาให้ ช่วยให้เขาทะลวงเข้าสู่ระดับมหาคุรุปราณเจ็ดดาวได้สำเร็จ
ตำแหน่งผู้บังคับบัญชากองทหารนี้ เขาหมายมั่นปั้นมือไว้แล้วว่าเป็นของเขาแน่ๆ
เมื่อครู่สือจิ่วเพิ่งจะเยาะเย้ยเขาว่าหากจางหยวนกลับมาจะต้องขัดขวางการเลื่อนขั้นของเขา เขาเองก็ตั้งใจจะใช้โอกาสนี้พิสูจน์ตัวเองเสียหน่อย
แต่ผลลัพธ์คือ จางหยวนกลับได้ตำแหน่งนี้ไปครองหน้าตาเฉย ด้วยเหตุผลอะไรกัน
"เจ้าไม่ยอมรับรึ"
จางหยวนเดินเข้าไปหาเหมิงซวี่ มองต่ำลงมาเล็กน้อยด้วยสายตาข่มเหง
แม้เขาจะอายุเพียงสิบหกปี แต่ก็สูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรแล้ว สูงกว่าเหมิงซวี่เกือบครึ่งศีรษะเลยทีเดียว
"ข้าย่อมไม่ยอมรับ" เหมิงซวี่พูดตรงๆ "ตำแหน่งระดับสูงในกองทัพต้องเป็นของผู้ที่มีความสามารถ แม้เจ้าจะมีความดีความชอบจากการกวาดล้างโจรเก้าขุนเขาหมอกมายา แต่ตามหลักการแล้ว เจ้าก็ต้องเริ่มจากการเป็นรองผู้บังคับบัญชาก่อนสิ"
"ผู้ที่มีความสามารถเป็นผู้เหมาะสมสินะ" จางหยวนยิ้มพลางหันหลังกลับ "งั้นก็มาลองกันหน่อย ถ้าเจ้าชนะข้าได้ จะให้เจ้าเป็นผู้บังคับบัญชากองทหารก็ย่อมได้"
เหมิงซวี่ไม่ได้ตามไปทันที เขาหันไปมองฉินเจิ้นหมิง ทว่าอีกฝ่ายกลับกำลังพิจารณาม้วนคัมภีร์อยู่อย่างตั้งใจโดยไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามาห้ามปราม เห็นได้ชัดว่าเป็นการอนุญาตโดยปริยาย
"ตกลง จางหยวน นี่เจ้าหาเรื่องใส่ตัวเจ้าเองนะ" เหมิงซวี่รีบก้าวตามไป
ทั้งสองเดินตามกันมาจนถึงใจกลางลานฝึกยุทธ์ของค่ายอักษรเสวียน
เมื่อสือจิ่วและคนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า "ท่านผู้บัญชาการ จะปล่อยให้พวกเขาทำเรื่องไร้สาระแบบนี้จริงๆ หรือขอรับ"
"เรื่องไร้สาระรึ" ฉินเจิ้นหมิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง "นี่มันเป็นกฎระเบียบต่างหาก"
"แต่ว่าท่านผู้บัญชาการ เหมิงซวี่เป็นถึงมหาคุรุปราณเจ็ดดาวแล้วนะขอรับ" สือจิ่วพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน "หากท่านไม่ออกไปคุม แล้วเขาลงมือหนักเกินไปจนจางหยวนบาดเจ็บสาหัสขึ้นมาจะทำอย่างไร ท่านไม่กลัวท่านผู้บัญชาการใหญ่จะลงโทษเอาหรือขอรับ"
"มหาคุรุปราณเจ็ดดาวงั้นรึ" ฉินเจิ้นหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
เมื่อเห็นดังนั้น สือจิ่วก็แอบคิดในใจว่ามีหวัง จึงเตรียมจะเกลี้ยกล่อมต่อ
ทว่าเขายังไม่ทันได้อ้าปาก ก็ได้ยินฉินเจิ้นหมิงพึมพำกับตัวเองเบาๆ "งั้นเหมิงซวี่ก็คงจะทนได้หลายกระบวนท่าหน่อย ข้าคงต้องรออีกสักพักสินะ"
เหล่าผู้บังคับบัญชาและรองผู้บังคับบัญชาต่างก็พากันงุนงง
ในเวลานั้นเอง นอกกระโจมก็มีเสียงฮือฮาดังมาจากเหล่าทหารกองกำลังเกราะดำ
พวกเขาไม่สนใจจะเกลี้ยกล่อมอีกต่อไป รีบวิ่งออกไปดูที่หน้ากระโจมทันที และก็ได้เห็นภาพที่จะติดตาไปชั่วชีวิต
ทันทีที่ออกไป พวกเขาก็เห็นฉางเวยกำลังตี... ถุย เห็นจางหยวนกำลังไล่ซัดเหมิงซวี่อยู่ฝ่ายเดียวต่างหาก
ทุกคนต่างก็พูดไม่ออกไปตามๆ กัน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ห้าวันให้หลัง
ดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันสาดส่องอยู่เหนือเมืองอูถั่น ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆหมอก
ทว่าสภาพจิตใจของเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงแห่งตระกูลเจียเลี่ยกลับมืดมนยิ่งนัก
นั่นเป็นเพราะผู้นำตระกูลอย่างเจียเลี่ยปี้ออกจากบ้านไปกว่าสิบวันแล้วยังไม่กลับมา ซ้ำยังไม่มีแม้แต่จดหมายส่งข่าวมาเลย
สิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์อันเลวร้าย
"หรือว่าจะเป็นโจรเก้าขุนเขาหมอกมายาที่หักหลังปล้นพวกเราเอง" ผู้อาวุโสรองแห่งตระกูลเจียเลี่ยเอ่ยถามขึ้น
"ข้าว่าความเป็นไปได้น้อยมาก" ผู้อาวุโสสามส่ายหน้า "พวกมันยังต้องพึ่งพาพวกเราเรื่องเสบียงอยู่ และท่านผู้นำตระกูลก็ไม่ได้นำของมีค่าติดตัวไปมากมาย พวกมันไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น"
"ถ้าอย่างนั้น หรือว่าจะเป็นตระกูลอ้าวปาที่จ้างพวกมันมากำจัดท่านผู้นำตระกูล พวกเจ้าคิดว่าเป็นไปได้ไหม" ผู้อาวุโสรองคาดเดาไปอีกทาง
"ไม่จำเป็นเลย ตอนนี้คนที่แข็งแกร่งขึ้นมาคือตระกูลเซียวต่างหาก" ผู้อาวุโสสามยังคงรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง
"คงไม่ใช่ว่าแผนการล้มเหลวหรอกนะ" น้ำเสียงของผู้อาวุโสรองแฝงความหวาดหวั่น "ลำพังแค่จางหยวนที่เป็นแค่มหาคุรุปราณหนึ่งดาว กับทหารเกราะดำอีกแค่ไม่กี่สิบคน จะไปฆ่าโจรเก้าขุนเขาหมอกมายาได้ยังไง ขนาดวิญญาณปราณยังทำไม่ได้เลยนะ"
เจียเลี่ยชิงแค่นเสียงเย็น "ก็ไอ้แค่ที่เจ้าว่านั่นแหละ ที่บดขยี้ท่านผู้นำตระกูลจนย่อยยับ และแข็งแกร่งกว่าพวกเราเสียอีก"
ผู้อาวุโสรองถึงกับพูดไม่ออก
ความจริงแล้ว การปรึกษาหารือเช่นนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว เจียเลี่ยชิงยังเคยไปหยั่งเชิงอ้าวปาพ่าด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ได้ความอะไรกลับมา
คาดว่าวันนี้ก็คงยังไม่ได้คำตอบที่แน่ชัดเช่นเคย
แต่ในเวลานั้นเอง ทั้งสามคนก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินใต้ฝ่าเท้า
พวกเขาอยู่ที่ลานหลังบ้าน การที่มีแรงสั่นสะเทือนเช่นนี้มันผิดปกติมาก หรือว่าจะเป็นแผ่นดินไหว
ทั้งสามคนรีบวิ่งออกไปนอกบ้าน และก็ได้เห็นทหารยามหลายคนลอยละลิ่วมาตกลงแทบเท้าพร้อมกับกระอักเลือดออกมา
"ไอ้เศษสวะหน้าไหนมันกล้ามากำแหงในตระกูลเจียเลี่ยของข้า" ผู้อาวุโสรองตวาดกร้าว
สิ่งที่ตอบกลับมาคือแรงกดดันมหาศาลจากยอดฝีมือระดับวิญญาณปราณ
"คนของตระกูลเจียเลี่ย ความผิดของพวกเจ้าถูกเปิดโปงแล้ว"
"ข้าผู้บัญชาการได้รับคำสั่งให้มาจับกุมพวกเจ้า"
"ผู้ใดขัดขืนต่อต้าน มีโทษประหารชีวิตสถานเดียว"
[จบแล้ว]