- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอก้าวเป็นที่หนึ่งเหนือผู้ใด
- บทที่ 29 - รนหาที่ตายงั้นหรือ? ต่อให้เป็นหุนเทียนตี้ก็คุ้มครองเจ้าไม่ได้
บทที่ 29 - รนหาที่ตายงั้นหรือ? ต่อให้เป็นหุนเทียนตี้ก็คุ้มครองเจ้าไม่ได้
บทที่ 29 - รนหาที่ตายงั้นหรือ? ต่อให้เป็นหุนเทียนตี้ก็คุ้มครองเจ้าไม่ได้
บทที่ 29 - รนหาที่ตายงั้นหรือ? ต่อให้เป็นหุนเทียนตี้ก็คุ้มครองเจ้าไม่ได้
"เจี๊ย เจี๊ย เจี๊ย"
"รู้ทั้งรู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับโจรเก้าขุนเขาหมอกมายาอย่างพวกเรายังกล้าอวดดีเช่นนี้อีก ไอ้หนู เจ้ารนหาที่ตายแท้ๆ"
บนเส้นทางหลวงฝั่งตรงข้ามกับทางลงแม่น้ำ ปรากฏเงาร่างของคนสิบคนนั่งอยู่บนหลังม้าสัตว์อสูร ไม่นานนักพวกเขาก็เผยตัวออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
ทัศนวิสัยท่ามกลางสายหมอกนั้นต่ำมาก หากคิดจะซุ่มโจมตีด้วยธนู ย่อมต้องอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
จางหยวน "..."
ในโลกใบนี้ หากเจ้ากล้าหัวเราะเจี๊ยเจี๊ยเจี๊ย นั่นแหละคือการรนหาที่ตายของแท้ ต่อให้เป็นหุนเทียนตี้ก็คุ้มครองเจ้าไม่ได้
"โจรเก้าขุนเขาหมอกมายา มากันอย่างพร้อมเพรียงเชียวนะ พวกเจ้ามีเหตุผลอันใดกันที่ต้องปฏิบัติการร่วมกันเสมอ" สายตาอันเฉียบคมของจางหยวนกวาดมองทั้งสิบคน ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ชายชุดดำคนหนึ่ง
"มาจริงๆ ด้วยสินะ"
จางหยวนเอามือไพล่หลัง ลอบส่งสัญญาณมือให้เซียวปั๋วหยวน
อีกฝ่ายเข้าใจความหมายทันที จึงแอบอัดพลังปราณลงไปในหินก้อนหนึ่งที่แนบอยู่ตรงหน้าอกอย่างแนบเนียน
"ไอ้หนู เก่งกาจเกินไปมักอายุสั้น ไม่เคยได้ยินหรือไง"
ชายวัยกลางคนหน้าตาธรรมดา ขอบตาดำคล้ำ สวมชุดเกราะเอ่ยขึ้น เขาคือเซินหม่าหรง หัวหน้ากลุ่มโจรเก้าขุนเขาหมอกมายา และเป็นมหาคุรุปราณระดับเก้าดาว
ในเวลานี้แววตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารอย่างไม่ปิดบัง
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าจางหยวนจะฉลาดหลักแหลมถึงเพียงนี้ ถึงขั้นจับสังเกตความลับข้อใหญ่ของกลุ่มโจรเก้าขุนเขาหมอกมายาได้
ไม่รู้ว่าจางหยวนได้นำเรื่องนี้ไปบอกใครแล้วหรือยัง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร วันนี้ไอ้เด็กนี่ต้องตายอยู่ที่นี่
คนทั้งเก้าที่อยู่ข้างกายเซินหม่าหรงค่อยๆ กระจายตัวออกไป พร้อมกับเรียกเสื้อคลุมปราณและเกราะปราณออกมา ตีวงล้อมพวกของจางหยวนเอาไว้
สิบคนล้อมยี่สิบกว่าคน
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องตลก ทว่าหากเทียบระดับความแข็งแกร่งกันแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาเลย
มหาคุรุปราณสี่คน คุรุปราณหกคน จำนวนยอดฝีมือระดับนี้ หากอยู่ในกองกำลังเกราะดำก็เทียบเท่ากับกลุ่มนายทหารระดับสูงภายใต้การนำของผู้บัญชาการระดับวิญญาณปราณเลยทีเดียว
ส่วนทางฝั่งของจางหยวน มีเพียงเขาคนเดียวที่เป็นมหาคุรุปราณ เยี่ยหยาหัวหน้าองครักษ์และเซียวปั๋วหยวนรองหัวหน้าเป็นคุรุปราณ ที่เหลือล้วนเป็นเพียงผู้ฝึกปราณขั้นสูงสุด ความห่างชั้นนั้นเห็นได้ชัดเจน
"เก่งกาจเกินไปมักอายุสั้นงั้นหรือ ข้าไม่เคยได้ยินหรอกนะ เคยได้ยินแต่โง่เง่าเต่าตุ่นจนตัวตาย" จางหยวนเผยรอยยิ้ม "อย่างเช่นพวกเจ้า ตกหลุมพรางของข้าแล้วยังไม่รู้ตัวอีก"
เมื่อได้ยินดังนั้น เซินหม่าหรงก็ขมวดคิ้ว เขาลอบมองชายชุดดำที่อยู่ข้างๆ โดยสัญชาตญาณ
หากเป็นเวลาปกติ เขาคงไม่มีทางเชื่อคำพูดไร้สาระของจางหยวนแน่ๆ และคงลงมือสังหารไปแล้ว
ทว่าจางหยวนไม่เพียงแต่เปิดโปงความลับที่พวกเขาทั้งเก้าคนต้องปฏิบัติการร่วมกัน แต่ยังแสดงท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็น ทำให้เขาอดที่จะคิดมากไม่ได้
"หัวหน้าเซิน อย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับไอ้เด็กนี่เลย ยิ่งชักช้ายิ่งเสียการ" ชายชุดดำสัมผัสได้ถึงสายตาของเซินหม่าหรงจึงรีบเอ่ยเร่งเร้า น้ำเสียงของเขาแหบพร่า เห็นได้ชัดว่าดัดเสียงเพื่อปิดบังตัวตน
"เจียเลี่ยปี้"
ยังไม่ทันที่เซินหม่าหรงจะเอ่ยปาก จู่ๆ จางหยวนก็ตะโกนเสียงดัง "เจ้าร่วมมือกับโจรเก้าขุนเขาหมอกมายามาดักซุ่มโจมตีข้า แต่กลับมุดหัวซ่อนตัวอยู่แบบนี้ กลัวว่าข้าจะหนีรอดไปได้หรือไง"
ร่างของชายชุดดำสั่นสะท้าน เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยกมือขึ้นถอดผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ดำคล้ำด้วยความโกรธแค้น เขาคือเจียเลี่ยปี้นั่นเอง เขาถามเสียงกร้าว "จางหยวน เจ้ารู้ได้ยังไงว่าเป็นข้า"
"รู้ได้ยังไงน่ะหรือ" จางหยวนแค่นเสียงหัวเราะพลางกล่าวว่า "ข้าไม่ได้เพิ่งจะรู้ว่าเป็นเจ้า แต่ข้ารู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าเจ้าจะลากโจรเก้าขุนเขาหมอกมายามาดักซุ่มโจมตีข้า เพราะข้ารู้มาตั้งนานแล้วว่าตระกูลเจียเลี่ยและตระกูลอ้าวปาของพวกเจ้าสมคบคิดกับโจรกลุ่มนี้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเจียเลี่ยปี้ก็ยิ่งเขียวคล้ำ เขาแทบจะสบถด่าออกมา
เขาไม่รู้เรื่องตระกูลอ้าวปา แต่ตัวเขาและตระกูลเจียเลี่ยไม่เคยสมคบคิดกับโจรกลุ่มนี้มาก่อนเลย
มันเป็นเพียงความบังเอิญที่เขาตกลงกับอีกฝ่ายว่าจะใช้วิธีจัดฉากปล้นเพื่อส่งมอบข้าวของเครื่องใช้เป็นการจ่ายค่าผ่านทาง เพื่อให้กองคาราวานของตระกูลสามารถเดินทางผ่านไปได้อย่างราบรื่น
เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เขาก็ได้รับช่องทางในการติดต่อกับโจรเก้าขุนเขาหมอกมายา แต่เขาไม่เคยใช้มันเลยสักครั้ง
ในครั้งนี้เพื่อขอให้โจรกลุ่มนี้มาดักซุ่มโจมตีจางหยวน เขาและตระกูลอ้าวปาต้องจ่ายผลตอบแทนก้อนโต และพวกโจรก็กังวลว่าจะเป็นกับดัก จึงเรียกร้องให้เขามาร่วมลงมือด้วยตัวเอง
อีกทั้งตัวเขาเองก็ไม่ไว้ใจโจรกลุ่มนี้ และต้องการยืนยันตำแหน่งของจางหยวนให้แน่ชัด จึงได้ให้ตระกูลส่งโอสถทะลวงใจม่วงที่ใส่ส่วนผสมพิเศษไปให้
แต่จางหยวนกลับบอกว่ารู้มาตั้งนานแล้วว่าเขาสมคบคิดกับโจรกลุ่มนี้ หรือว่ามันจะหยั่งรู้อนาคตได้
ทว่าโจรกลุ่มนี้ก็ยืนอยู่ตรงนี้ เขาไม่สามารถอธิบายได้ และไม่จำเป็นต้องอธิบายให้คนตายฟังด้วย
"เดี๋ยวก่อน"
ในฐานะผู้นำตระกูล เจียเลี่ยปี้ย่อมไม่ใช่คนโง่ เขาเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ในทันที "เจ้าจงใจแสดงพรสวรรค์และพลังความแข็งแกร่งต่อหน้าข้า เพื่อล่อให้ข้ากับอ้าวปาพ่าไปติดต่อโจรเก้าขุนเขาหมอกมายามาดักซุ่มโจมตีเจ้างั้นรึ"
"ถึงเจ้าจะโง่ แต่ก็ไม่ได้โง่ดักดานเสียทีเดียว" จางหยวนพยักหน้ารับ
"ไม่ถูกสิ" จู่ๆ เจียเลี่ยปี้ก็รู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
ตอนนี้เขามาขอให้โจรกลุ่มนี้ช่วยฆ่าคนก็จริง แต่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสมคบคิดกับพวกมันเลย เขาเพียงแค่จ่ายค่าผ่านทางในอีกรูปแบบหนึ่ง และไม่มีทางทิ้งหลักฐานใดๆ เอาไว้เด็ดขาด
ดังนั้นจางหยวนไม่มีทางจับได้ว่าเขาสมคบคิดกับโจรกลุ่มนี้ แล้วมันจะใช้เรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างบีบคั้นให้เขาสมคบคิดกับโจรพวกนี้ได้อย่างไรกัน
เป็นไปได้เพียงอย่างเดียวว่า จางหยวนกำลังเดิมพัน หรือไม่ก็จงใจบีบบังคับให้เขาต้องทำเช่นนี้
แล้วจางหยวนจะลงทุนลงแรงขนาดนี้ไปเพื่ออะไรกันล่ะ
"หรือว่า เจ้า..."
เจียเลี่ยปี้เบิกตากว้าง ในที่สุดเขาก็นึกถึงความเป็นไปได้ข้อหนึ่ง
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ หญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มโจรเก้าขุนเขาหมอกมายาก็หน้าถอดสี นางหันไปตะโกนบอกเซินหม่าหรงว่า "หัวหน้า มีมหาคุรุปราณและวิญญาณปราณกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้"
สายตาของจางหยวนจับจ้องไปที่นางทันที เขาเอื้อมมือไปหยิบคันธนูระดับหนึ่งที่สะพายอยู่ด้านหลัง
"อะไรนะ" สีหน้าของเซินหม่าหรงเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขาตะโกนลั่น "ตกหลุมพรางมันเข้าแล้ว ไอ้เด็กนี่ตั้งใจถ่วงเวลาพวกเรา ถอยร่นเดี๋ยวนี้"
พูดจบเขาก็กระทุ้งสีข้างม้าสัตว์อสูรเตรียมจะเผ่นหนี
ปฏิกิริยาอันฉับไวและเด็ดขาดนี้ทำให้จางหยวนประหลาดใจอย่างยิ่ง
เขาถือโอสถทะลวงใจม่วงอยู่ในมือ มหาคุรุปราณระดับเก้าดาวสามารถใช้มันเพื่อพยายามทะลวงสู่ระดับวิญญาณปราณได้ หากไม่สำเร็จก็ยังสามารถรักษาระดับพลังไม่ให้ถดถอยได้ และยังช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการทะลวงระดับครั้งต่อไปอีกด้วย ทว่าเซินหม่าหรงกลับไม่มีทีท่าว่าจะลงมือเพื่อแย่งชิงมันเลยแม้แต่น้อย
จางหยวนจดจำความผิดปกตินี้ไว้ในใจ ทว่ามือของเขากลับไม่หยุดนิ่ง
"เจียเลี่ยปี้ ชาติหน้าก็เกิดเป็นคนดีแล้วกันนะ"
จางหยวนดีดนิ้วใส่เจียเลี่ยปี้ พร้อมกับดึงลูกธนูออกจากกระบอกที่วางอยู่แทบเท้า
เขาง้างธนูพาดสายด้วยท่วงท่าลื่นไหล ก่อนจะอัดพลังปราณสายฟ้าเข้าไป
ในเวลานี้ เจียเลี่ยปี้รู้สึกเหมือนภัยพิบัติครั้งใหญ่กำลังจะมาเยือน
เขาเกิดความรู้สึกเช่นนี้มาตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทว่าไม่เคยรุนแรงเท่านี้มาก่อน
สัญชาตญาณบอกให้เขารีบหนีเอาตัวรอด ทว่าจุดตันเถียนกลับเกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรง ทำให้เขาสูญเสียการควบคุมร่างกาย
ผู้ฝึกปราณสามารถมองเห็นภายในร่างกายของตนเองได้ เจียเลี่ยปี้ซึ่งเป็นถึงมหาคุรุปราณย่อมทำได้สบายๆ เขาเพียงแค่กำหนดจิตก็สามารถมองเห็นภายในจุดตันเถียนได้ และพบว่ามีเปลวเพลิงสีม่วงอมเงินปรากฏขึ้นข้างๆ ผลึกปราณของเขาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
เปลวเพลิงนี้สามารถกลืนกินพลังปราณของเขาเพื่อการเติบโต และปลดปล่อยพลังงานคล้ายสายฟ้าออกมาทำให้ร่างกายของเขาชาหนึบ เปลวเพลิงโอบล้อมผลึกปราณของเขาเอาไว้ แผดเผาและกระตุ้นมันอย่างต่อเนื่อง
"แครก"
รอยร้าวปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของผลึกปราณ พลังปราณทะลักออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของเปลวเพลิงสีม่วงอมเงิน
"เปลวเพลิงสีม่วงอมเงิน หรือว่าจะเป็นตอนนั้น"
"มันวางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรกจริงๆ ด้วย"
"จบสิ้นแล้ว"
เจียเลี่ยปี้ตระหนักได้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเลือด
เขามองไปที่จางหยวน อ้าปากเตรียมจะร้องขอชีวิต แววตาเต็มไปด้วยความเสียใจ ทว่ากลับไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้เลย
"ลาก่อน"
ริมฝีปากของจางหยวนขยับเบาๆ
ตูม
ผลึกปราณในจุดตันเถียนของเจียเลี่ยปี้แตกละเอียด พลังงานภายในถูกปลดปล่อยออกมาในพริบตาภายใต้การกระตุ้นของเพลิงอัสนีสามมังกร ไม่ต่างอะไรกับการระเบิดตัวเองของมหาคุรุปราณระดับสามดาวเลย
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากและกะทันหันจนมหาคุรุปราณคนหนึ่งที่อยู่ใกล้เจียเลี่ยปี้ถูกลูกหลงเข้าเต็มๆ เกราะปราณแตกสลาย ร่างของเขากระเด็นลอยละลิ่ว กระอักเลือดคำโตก่อนจะฝืนทรงตัวเอาไว้ได้
คุรุปราณอีกสองคนที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ได้โชคดีเช่นนั้น เสื้อคลุมปราณของพวกเขาถูกฉีกกระชาก ร่างกายที่บอบช้ำกระเด็นออกไปไกล
ส่วนคุรุปราณคนอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไปหน่อยก็ยังดี แค่ถูกแรงระเบิดซัดจนล้มลุกคลุกคลาน
เซินหม่าหรงอาศัยพลังฝีมือที่แข็งแกร่งต้านทานเอาไว้ได้ ทว่าสัตว์อสูรที่เขาขี่อยู่กลับโชคร้าย
คนที่โชคดีที่สุดเห็นจะเป็นมหาคุรุปราณหญิงผู้นั้น นางอยู่ไกลและหนีได้เร็วที่สุด จึงไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะดีใจ ความรู้สึกหวาดหวั่นอย่างรุนแรงก็ผุดขึ้นมาในใจ
"เปรี้ยง"
สายฟ้าสีม่วงอมเงินสว่างวาบขึ้นในวินาทีนั้น สาดแสงส่องสว่างไปทั่วสายหมอก
[จบแล้ว]