- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอก้าวเป็นที่หนึ่งเหนือผู้ใด
- บทที่ 26 - หญิงสาวลึกลับ ชิงเหยี่ยนจิ้ง
บทที่ 26 - หญิงสาวลึกลับ ชิงเหยี่ยนจิ้ง
บทที่ 26 - หญิงสาวลึกลับ ชิงเหยี่ยนจิ้ง
บทที่ 26 - หญิงสาวลึกลับ ชิงเหยี่ยนจิ้ง
มหาคุรุปราณระดับห้าดาว นั่นคือระดับพลังของจางหยวนในตอนนี้
ช่วงสี่วันที่ผ่านมา เขาอาศัยพลังของเพลิงอัสนีสามมังกรช่วยท่านปรมาจารย์เย่าหลอมโอสถวิญญาณพฤกษาสองริ้วออกมา เมื่อกินเข้าไปแล้วเขาก็สามารถเลื่อนระดับพลังขึ้นมาได้ถึงสามดาวอย่างมั่นคง จากนั้นเขาก็ทุ่มเทเวลาให้กับการเปลี่ยนมาฝึกฝนเคล็ดวิชาอัสนีสวรรค์ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาระดับตี้ขั้นต่ำที่ซวินเอ๋อร์มอบให้
ประสิทธิภาพของโอสถวิญญาณพฤกษานั้นยอดเยี่ยมมาก น่าเสียดายที่ในแต่ละระดับขั้นใหญ่ตั้งแต่คุรุปราณไปจนถึงวิญญาณปราณ สามารถกินได้เพียงเม็ดเดียวเท่านั้น หากเขาต้องการจะใช้มันเพื่อเลื่อนระดับอีกครั้ง ต้องรอให้ถึงระดับวิญญาณปราณเสียก่อน และจะต้องเป็นโอสถวิญญาณพฤกษาสามริ้วเท่านั้น จึงจะสามารถเพิ่มระดับพลังได้สองดาว
หากจะกล่าวถึงการเลื่อนระดับดาว ก่อนที่จะก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ปราณ ความยากในการเลื่อนจากระดับหนึ่งดาวไปสองดาว แทบจะไม่แตกต่างจากการเลื่อนจากแปดดาวไปเก้าดาวเลย
หากเปรียบผู้ฝึกตนเหมือนภาชนะบรรจุน้ำ ผู้ฝึกปราณคือการปั้นถ้วยน้ำ คุรุปราณคือการสร้างอ่างน้ำ มหาคุรุปราณคือตุ่มน้ำ สระน้ำ ทะเลสาบ จอมราชันปราณก็คือการสร้างแม่น้ำลำคลอง และเมื่อถึงระดับปรมาจารย์ปราณจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพอีกครั้ง เพราะเกี่ยวข้องกับการหยั่งรู้พลังแห่งมิติ
ในระหว่างขั้นตอนการสร้างภาชนะ ระดับดาวจะเป็นตัวบ่งบอกความจุ ส่วนเคล็ดวิชาและพรสวรรค์จะส่งผลต่อความเร็วในการสร้างภาชนะ ความเร็วในการเติมน้ำ และคุณภาพของน้ำที่เติมลงไป
ส่วนทักษะยุทธ์ก็คือรูปแบบการปลดปล่อยพลัง สมมติว่ามีดินปืนในปริมาณเท่ากัน มันสามารถนำไปทำเป็นกระสุนปืนได้หนึ่งหมื่นนัด หรืออาจจะทำเป็นกระสุนปืนใหญ่ได้หนึ่งร้อยลูก หรือแม้กระทั่งทำเป็นขีปนาวุธได้หนึ่งลูก
ด้วยพรสวรรค์และความเข้าใจอันลึกซึ้ง หลังจากจางหยวนเริ่มต้นฝึกฝนเคล็ดวิชาอัสนีสวรรค์ได้สำเร็จ เขาก็พบว่าพลังสามดาวที่เพิ่มขึ้นมาจากโอสถวิญญาณพฤกษาสองริ้วนั้นมั่นคงมากแล้ว แน่นอนว่านี่อาจเกี่ยวข้องกับร่างกายของเขาที่แข็งแกร่งทัดเทียมกับสัตว์อสูรในระดับเดียวกันด้วย
ดังนั้นเมื่อได้โอสถทะลวงใจม่วงมา เขาจึงไม่ลังเลที่จะกลืนมันลงไปทันที
ด้วยการมีอยู่ของเพลิงเทวะและเคล็ดวิชาระดับตี้ ต่อให้เขานั่งอยู่บนหลังม้า เขาก็สามารถหลอมละลายมันได้สบายๆ
"หยุด!"
หลังจากเร่งเดินทางต่ออีกครึ่งวัน เมื่อจางหยวนเห็นว่าดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าหลังภูเขาลูกใหญ่แล้ว เขาจึงสั่งให้ทุกคนหาที่โล่งกว้างตั้งค่ายพักแรมและก่อไฟหุงหาอาหาร
ส่วนตัวเขาเองได้ไปหาที่สูงและนั่งขัดสมาธิเพื่อฝึกฝนต่อไป
"เปรี้ยง!"
หลังจากรับประทานอาหารเย็นแบบเรียบง่ายเสร็จ จางหยวนที่กำลังจะกลับไปพักผ่อนในกระโจม จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องดังมาจากท้องฟ้าอันไกลโพ้น
ไม่นานนัก ท้องฟ้าเบื้องหน้าก็มืดครึ้มลง เมฆดำทะมึนปกคลุม สายฟ้าแลบแปลบปลาบพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้อง
"อากาศดีจริงๆ!" ดวงตาของจางหยวนทอประกาย
เขาลงมือเจาะถ้ำหลายแห่งบนชะง่อนผาสูงชันเพื่อให้เหล่าองครักษ์ส่วนตัวเข้าไปพักผ่อน ส่วนกระโจมก็ปล่อยให้เป็นที่พักของบรรดาม้าแรดดำเขาเงิน
หลังจากจัดสรรเวรยามผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าระวังและเติมฟืนในกองไฟ พร้อมสั่งกำชับว่าหากไม่มีเรื่องด่วนห้ามรบกวนเขาแล้ว จางหยวนก็กลับเข้าไปในถ้ำ ก่อนจะแอบหลบออกมา กางปีกเพลิงเทวะบินทะยานมุ่งหน้าไปยังภูเขาสูงที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆฝนฟ้าคะนองในเวลาต่อมา
"เปรี้ยง!"
ยามที่อาบไล้ไปด้วยสายฟ้า จางหยวนสัมผัสได้ถึงความลิงโลดของเพลิงอัสนีสามมังกร มันกำลังไหลเวียนไปทั่วร่างของเขา เปลวเพลิงคอยแผดเผาชำระล้างพลังปราณในร่างกาย ส่วนพลังสายฟ้าก็คอยขัดเกลาเสริมสร้างทุกสัดส่วนของร่างกาย และใช้พลังมังกรในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
เมื่อโคจรเคล็ดวิชาอัสนีสวรรค์ เขารู้สึกได้ถึงความลื่นไหลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในใจเกิดความรู้แจ้งต่อเคล็ดวิชานี้มากมาย พลังปราณเริ่มควบแน่นอย่างรวดเร็ว
ฤทธิ์ยาที่หลงเหลืออยู่ของโอสถทะลวงใจม่วงถูกเขาหลอมละลายจนหมดสิ้นในชั่วพริบตา พลังฝึกตนระดับมหาคุรุปราณห้าดาวของเขาก็มั่นคงขึ้นอย่างรวดเร็ว
จางหยวนใช้เวลาตลอดทั้งคืนฝึกฝนอยู่ท่ามกลางสายฟ้าที่มีระดับความรุนแรงพอเหมาะ จนกระทั่งเมฆฝนพัดผ่านไปและดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าในยามเช้า เขาจึงหยุดพัก
"ที่แท้นี่ก็คือวิธีการใช้เพลิงอัสนีอย่างถูกต้องสินะ"
จางหยวนลืมตาขึ้น ประกายแสงสีม่วงวูบผ่านดวงตาของเขา
เพลิงเทวะคือเปลวเพลิงยี่สิบสามชนิดที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางฟ้าดินในทวีปปราณยุทธ์ แต่ละชนิดล้วนมีความสามารถพิเศษที่แตกต่างกันออกไป
ตัวอย่างเช่น เพลิงสมุทรลี้ลับที่อยู่ในอันดับสิบห้า เป็นเพลิงวิเศษที่ถือกำเนิดในก้นบึ้งของมหาสมุทร สามารถดึงพลังจากท้องทะเลมาใช้ได้ และผู้ที่ครอบครองมันก็สามารถหยิบยืมพลังจากท้องทะเลมาใช้ได้เช่นกัน รวมถึงการนำมาช่วยในการฝึกฝนด้วย
หรืออย่างเพลิงแก่นดาวตกในอันดับสิบสี่ เพลิงที่ก่อเกิดจากจิตใจ ช่วยชำระล้างพลังปราณและขัดเกลากระดูก ได้รับฉายาว่าเป็น "เครื่องมือโกงการฝึกฝน" มันสามารถเร่งความเร็วในการฝึกฝนของผู้ครอบครองได้ เพราะมันจะสร้างเพลิงแก่นแท้ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องควบคุม เพลิงนั้นจะแผดเผาพลังปราณในร่างกายของผู้ครอบครองตลอดเวลา เท่ากับว่าผู้ครอบครองอยู่ในสภาวะฝึกฝนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แถมผลลัพธ์ยังดีกว่าการฝึกฝนตามปกติเสียอีก
ส่วนเพลิงสามพันดาราในอันดับที่เก้า หรือที่รู้จักกันในชื่อ "เพลิงสามพันหมู่ดาว" ก่อตัวขึ้นท่ามกลางหมู่ดาว สามารถดูดซับพลังจากดวงดาวเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง ผู้ใดที่สามารถหลอมละลายมันได้ จะได้รับร่างกายแห่งหมู่ดาวสามพัน หรือที่เรียกกันว่ากายอมตะ ตราบใดที่ร่างกายไม่ถูกทำลายจนแหลกเหลวเป็นเนื้อบด ก็สามารถอาศัยพลังจากดวงดาวฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้ การนำมาช่วยฝึกฝนยิ่งไม่ต้องพูดถึง
และสำหรับเพลิงอัสนีเก้ามังกรที่อยู่ในอันดับสิบสอง มันสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้โดยการกลืนกินพลังมังกร พลังสายฟ้า และพลังเพลิงวิเศษ พลังทั้งสามชนิดนี้จะเกื้อหนุนและรักษาสมดุลซึ่งกันและกันตลอดเวลา
ผู้ที่หลอมละลายเพลิงอัสนีเก้ามังกร ยังสามารถหยิบยืมพลังมังกร พลังเพลิง และพลังสายฟ้ามาช่วยยกระดับการฝึกฝนของตนเองได้ แถมยังมีผลในการหล่อหลอมร่างกายอีกด้วย
ตอนที่มันยังเป็นเพียงเพลิงมังกรเดี่ยวหรือเพลิงสองมังกร ประสิทธิภาพอาจจะยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก แต่ในร่างสามมังกร เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน อนาคตมันจะต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้อีกอย่างแน่นอน
"ยังมีเคล็ดวิชาอัสนีสวรรค์นี้อีก สำหรับคนทั่วไปมันอาจเป็นเพียงเคล็ดวิชาระดับตี้ขั้นต่ำ แต่สำหรับข้า มันแฝงไปด้วยความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัด หากมีโอกาสข้าคงต้องขอบคุณซวินเอ๋อร์ให้ดีเสียแล้ว"
เมื่อนึกถึงใบหน้างดงามไร้ที่ติของหญิงสาว แววตาของจางหยวนก็ฉายแววอ่อนโยนออกมา
ทว่าเมื่อนึกถึงฐานะที่แท้จริงของนาง ความอ่อนโยนนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในทันที
"ภาระหน้าที่ยังอีกยาวไกลนัก"
จางหยวนตบมือลงบนพื้น ร่างของเขาลอยละล่องขึ้นไปในอากาศ กางปีกเพลิงเทวะแล้วดิ่งพสุธาลงมา
เมื่อใกล้ถึงค่ายพักแรม เขาก็หาร่อนลงบนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ก่อนจะเดินนวยนาดกลับเข้าค่ายพักแรม กลมกลืนไปกับกลุ่มองครักษ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ จางหยวนก็พาลูกน้องออกเดินทางต่อไป จนกระทั่งถึงยามโพล้เพล้ หมอกก็เริ่มก่อตัวขึ้นเบื้องหน้าบนทางหลวง ทัศนวิสัยค่อยๆ ลดต่ำลง เมื่อมองออกไปไกลๆ ก็จะเห็นเงาลางๆ ของกำแพงเมืองที่สูงกว่าสิบจั้งตั้งตระหง่านอยู่
แท้จริงแล้วเมืองเล็กๆ แห่งนี้เป็นเพียงด่านตรวจแห่งหนึ่งที่เรียกว่าด่านสองมังกร เนื่องจากถูกสร้างขึ้นตรงหน้าช่องเขาคู่อันมีลักษณะคล้ายหัวมังกรสองหัว และด้านหลังช่องเขาทั้งสองนี้ก็คือเทือกเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกมายา ซึ่งก็คือขุนเขาหมอกมายานั่นเอง
"กองกำลังเกราะดำแห่งจักรวรรดิ เปิดทาง!"
มีทหารคอยเก็บภาษีผ่านประตูอยู่ที่หน้าด่านสองมังกร
ทว่าจางหยวนและคนอื่นๆ เพียงแค่ชูป้ายคำสั่งกองกำลังเกราะดำ ก็สามารถผ่านเข้าประตูไปทางด้านข้างได้ทันที
กองคาราวานที่ผ่านไปมาเห็นดังนั้น ต่างก็พากันจับกลุ่มซุบซิบนินทา
"กองกำลังเกราะดำอีกแล้ว ช่วงนี้เห็นพวกเขามาปรากฏตัวทางตอนใต้ของมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือบ่อยมาก หรือว่าจักรวรรดิชูอวิ๋นเตรียมจะบุกเข้ามาแล้ว"
"ฮ่องเต้เฒ่าของจักรวรรดิชูอวิ๋นอายุมากแล้ว ได้ยินมาว่าฝืนทะลวงระดับปรมาจารย์ปราณเพื่อต่ออายุขัยแต่ไม่สำเร็จ คงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปีหรอก ตอนนี้องค์รัชทายาทตัวเก็งหลายคนในราชสำนักก็มัวแต่แก่งแย่งชิงดีกันเอง ใครจะมีกะจิตกะใจมาทำศึกสงครามภายนอกได้ล่ะ กองกำลังเกราะดำนี่แค่มาสับเปลี่ยนกำลังกับกองกำลังเซียวหลงต่างหาก"
"สับเปลี่ยนกำลังรึ อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง ไม่นึกเลยว่าเวลาจะผ่านไปสามปีอีกแล้ว"
"ใช่สิ สามปีแล้วสามปีเล่า เจ้าก็ยังเป็นแค่ผู้ฝึกปราณขั้นสูงสุดที่อ่อนแอปวกเปียกเหมือนเดิม"
"ถ้าพูดจาไม่เข้าหูก็เงียบไปเถอะ"
"..."
เมื่อกองกำลังเกราะดำเข้าสู่ด่านจนหมดแล้ว เหล่ากองคาราวานก็เริ่มต่อคิวจ่ายเงินเพื่อเข้าเมืองอย่างเป็นระเบียบอีกครั้ง
ไม่มีใครสังเกตเห็นชายหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังฝูงชน เขาหายตัวไปอย่างเงียบเชียบและเร้นกายหายเข้าไปในม่านหมอกมายา
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงใต้ต้นไม้ริมน้ำแห่งหนึ่ง เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น เขาก็ยกก้อนหินก้อนหนึ่งขึ้น แล้วยัดเศษกระดาษแผ่นหนึ่งเข้าไป ด้านในเขียนข้อความสั้นๆ ไว้ว่า "แกะอ้วนมาถึงแล้ว"
หลังจากจัดการเสร็จสิ้น ชายคนนั้นก็เดินอ้อมกลับไปที่หน้าด่านทางผ่านหมอกมายา จากนั้นก็นำป้ายประจำตัวออกมาแสดง จ่ายภาษีผ่านประตูอย่างเปิดเผย และเดินเข้าสู่ด่านสองมังกร
ด่านสองมังกรมีเพียงประตูและกำแพงเมืองที่สูงใหญ่ แต่พื้นที่ภายในกลับไม่กว้างขวางนัก อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นร้านค้า โรงเตี๊ยมสำหรับพักแรมชั่วคราว และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
ชายคนนั้นเดินไปหาขอทานคนหนึ่งริมถนน แล้วหลอกถามเบาะแสของ "กองกำลังเกราะดำ" เมื่อรู้ว่าขบวนของจางหยวนเข้ามาในเมืองแล้ว เขาก็มุ่งตรงไปยังสถานีพักม้าของจักรวรรดิทันที ม้าแรดดำเขาเงินล้วนถูกฝากให้เจ้าหน้าที่สถานีดูแล
เขาทิ้งเหรียญเงินไว้ไม่กี่เหรียญ เดินลัดเลาะไปตามถนนสายต่างๆ จนกระทั่งมาถึงสถานีพักม้า และพบว่ากองกำลังเกราะดำพักอยู่ที่นี่จริง พวกเขารับประทานอาหารเย็นเสร็จก็แยกย้ายกันกลับห้องพักผ่อน
เขาไปเปิดห้องพักในโรงเตี๊ยมที่อยู่ใกล้ที่สุด และคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างลับๆ ตลอดทั้งคืน
รุ่งเช้า จางหยวนนำพากองกำลังเกราะดำไปรับม้าที่สถานี แล้วมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศใต้เพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง
ประตูเมืองยังไม่ทันเปิด ก็มีกองคาราวานขนาดใหญ่หลายกลุ่มมารวมตัวกันรออยู่แล้ว บนรถม้ามีป้ายสัญลักษณ์เขียนว่า "ชิงอวิ๋นเหมิง" "หอหมื่นตำรา" และอื่นๆ
ในขบวนของหอหมื่นตำรา หญิงสาวสวมผ้าคลุมหน้าผู้หนึ่งกำลังจะก้าวขึ้นรถม้า สายตาของนางบังเอิญเหลือบไปเห็นจางหยวน ดวงตาของนางเป็นประกายวูบวาบ นางเรียกชายวัยกลางคนที่มีท่าทีคล้ายพ่อบ้านเข้ามาใกล้แล้วกระซิบสั่งการบางอย่าง
ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับคำซ้ำแล้วซ้ำเล่า หันหลังเตรียมจะเดินเข้าไปหาพวกจางหยวน
ในขณะนั้นเอง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งก็เดินออกมาจากท้ายรถม้าคันที่อยู่ติดกับรถม้าของหญิงสาว เขาเอ่ยเสียงดังว่า "ชิงเหยี่ยนจิ้ง ข้าไม่เห็นด้วยที่จะให้คนนอกเข้ามาร่วมขบวนกับเรา"
ชิงเหยี่ยนจิ้งหรือ?
จางหยวนชะงักไปเล็กน้อย เขาหันขวับไปมองทางหญิงสาวผู้นั้นอย่างเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ
นี่มันแม่ของมู่เฉินไม่ใช่หรือไง?
ถ้าคำนวณตามระยะเวลาแล้ว ทั้งนางและหลินต้งน่าจะยังไม่เกิดด้วยซ้ำไม่ใช่หรือ!?
[จบแล้ว]