- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 158 ค่ายกลผีเฝ้าคลัง
บทที่ 158 ค่ายกลผีเฝ้าคลัง
บทที่ 158 ค่ายกลผีเฝ้าคลัง
สถานที่ซ่อนสมบัติของชือซินจื่อคือวัดร้างเก่าแก่แห่งหนึ่งบนเกาะเฟยเหยา ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ทางทิศตะวันตกของเกาะ ที่มาของวัดนี้ไม่แน่ชัด แต่ดูจากร่องรอยแล้วน่าจะมีอายุเป็นร้อยปี
เกาะเฟยเหยาเป็นเกาะขนาดใหญ่ มีประชากรหลายหมื่นคนบนเกาะ แต่ทั้งหมดล้วนกระจุกตัวอยู่ที่เชิงเขาทางทิศตะวันออกของเกาะ ถึงขั้นมีการสร้างป้อมปราการไว้ทางฝั่งตะวันออกด้วย
ในช่วงร้อยกว่าปีมานี้ ทางฝั่งตะวันออกของเกาะผ่านการบุกเบิกจากน้ำมือมนุษย์มาหลายครั้งจนเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ประกอบกับภูมิประเทศที่ราบเรียบสามารถเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ได้ อีกทั้งยังมีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญมากอยู่ทางทิศตะวันออก ประชากรบนเกาะจึงมักกระจุกตัวอยู่ทางฝั่งตะวันออกเป็นธรรมดา
ในทางกลับกัน เมื่อเทียบกับฝั่งตะวันออกแล้ว ทางทิศตะวันตกกลับดูรกร้างและยังคงเป็นสภาพแวดล้อมป่าเขาที่ยังไม่ได้รับการบุกเบิก ดินบริเวณเชิงเขาฝั่งตะวันตกค่อนข้างแห้งแล้ง อีกทั้งภูมิประเทศยังขาดพื้นที่ราบ ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาสลับซับซ้อน และป่าดิบชื้นที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ พื้นที่ก็สูงชันและอันตรายมาก
สภาพแวดล้อมเช่นนี้ย่อมสร้างความยากลำบากนานัปการแก่ชาวเกาะ และคงไม่มีใครว่างจนน่าเบื่อถึงขั้นวิ่งมาอาศัยอยู่ที่นี่ ด้วยเหตุนี้เอง ชือซินจื่อจึงเลือกที่นี่เป็นที่ซ่อนสมบัติ เขาพิจารณาแล้วว่าฝั่งตะวันตกของเกาะแทบจะไร้ผู้คน ในยามปกติย่อมไม่มีใครกล้าบุกรุกเข้ามาในวัดแห่งนี้
วัดโบราณแห่งนี้เดิมทีควรจะรกร้างอย่างยิ่ง อารามสงฆ์เป็นสีเทาอ่อนทั้งหลัง ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางป่าเขา ภายในลานวัดมีหญ้าขึ้นรกชัฏ ตะไคร่น้ำและเถาวัลย์ปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง เมื่อมองผ่านช่องว่างของต้นไม้และใบหญ้าที่หนาทึบ จะพอมองเห็นลานกว้างที่ดูลี้ลับและน่าสยดสยองซ่อนอยู่ในกำแพงวัดที่พังทลาย รวมถึงโถงทางเดินริมระเบียงที่มืดมิด
“สถานที่นี้เหมาะจะเอามาถ่ายหนังผีจริงๆ แฮะ…”
เหอผิงสังเกตดูครู่หนึ่ง พลางพึมพำในใจว่าหากเปลี่ยนเป็นบนโลกเก่า วัดร้างแห่งนี้ต้องเป็นฉากหลังชั้นยอดสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์สยองขวัญอย่างแน่นอน
“พวกที่เฝ้าอยู่ที่นี่ น่าจะเป็นคนของเผ่าซูถัว แล้วก็คนของตระกูลซุนสินะ?”
วัดร้างที่เดิมทีควรจะว่างเปล่าไร้ผู้คน เวลานี้กลับสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ซ้ำยังมีทหารคอยคุ้มกันอยู่เป็นจำนวนมาก ในหมู่ทหารเหล่านี้ นอกจากชนกลุ่มน้อยที่มีใบหน้าแบบชาวต้าโหยวที่สวมชุดเกราะสีเหลืองสดแล้ว ส่วนพวกที่มีผมหยักศก นัยน์ตาสีอ่อน และผิวสีเข้ม น่าจะเป็นนักรบของเผ่าซูถัว
เหอผิงลอบสังเกตอย่างละเอียด พบว่าวัดโบราณทั้งหลังถูกคนกลุ่มนี้ล้อมไว้ทั้งชั้นในชั้นนอก นอกเหนือจากนี้ ภายในวัดโบราณยังมีกลิ่นอายอันแข็งแกร่งดุดันอีกหลายสายแผ่ซ่านออกมา เห็นได้ชัดว่าเป็นพลังของผู้บำเพ็ญเพียรที่บรรลุพลังปราณขั้นสมบูรณ์และมีพลังตบะลึกล้ำยิ่ง พวกเขาปลดปล่อยพลังออกมาอย่างโจ่งแจ้งและโอหังผิดปกติ ราวกับไม่มีเจตนาจะปิดบังฐานะของตนเองแม้แต่น้อย
“สมกับที่เป็นดินแดนโพ้นทะเล หากเป็นในต้าโหยว ต่อให้ผู้บำเพ็ญเพียรจะหยิ่งผยองแค่ไหน พวกเขาก็ยังต้องหดหัวใช้ชีวิตอยู่ดี…”
จนกระทั่งตอนนี้ เหอผิงถึงได้ตระหนักว่าผู้บำเพ็ญเพียรโพ้นทะเลกับผู้บำเพ็ญเพียรในต้าโหยวมีความแตกต่างกันอย่างไร ผู้บำเพ็ญเพียรในอาณาจักรต้าโหยวต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดภายใต้การกดขี่ของราชสำนัก ต่อให้ในใจจะหยิ่งยโสเพียงใด พวกเขาก็ต้องรู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัว
ในอีกด้านหนึ่ง วิถีชีวิตในดินแดนโพ้นทะเลก็แตกต่างจากต้าโหยว ผู้บำเพ็ญเพียรที่รอดชีวิตอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่มักคุ้นชินกับรูปแบบการกระทำที่ไร้การยับยั้งชั่งใจ มักจะปลดปล่อยกลิ่นอายอันแข็งแกร่งออกมาอย่างเปิดเผย โดยไม่เกรงกลัวว่าจะมีใครมองทะลุถึงภูมิหลังของตัวเอง
“คนตระกูลซุนก็อพยพจากดินแดนต้าโหยวมายังดินแดนโพ้นทะเล ข้าดูแล้วพวกเขาก็ไม่ได้มีพฤติกรรมโอ้อวดเกินจริงขนาดนี้ ไม่แน่ว่าคนที่อยู่ข้างในอาจเป็นผู้บำเพ็ญเพียรของเผ่าซูถัว”
เจ็ดชนเผ่าโบราณแห่งดินแดนโพ้นทะเลล้วนครอบครองเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา เคล็ดวิชาที่ทั้งเจ็ดชนเผ่าฝึกฝนมีชื่อว่า ‘คัมภีร์จักรพรหม’ แบ่งออกเป็นเจ็ดม้วน เคล็ดวิชาที่บันทึกไว้มีความลึกล้ำและแยบยลอย่างยิ่ง แพร่หลายในดินแดนโพ้นทะเลเป็นวงกว้าง และมีการสืบทอดที่ครอบคลุมอย่างมาก
นอกจากเจ็ดชนเผ่าโบราณแล้ว ‘คัมภีร์จักรพรหม’ ยังเคยเผยแพร่ไปยังอาณาจักรเสินเฟิง อาณาจักรเยี่ยนหลง อาณาจักรฝูอวี่ และอาณาจักรอื่นๆ แม้แต่ชนเผ่าเถี่ยเล่อในทะเลทรายตอนเหนือ ตลอดจนอาณาจักรต้าซีเย่ก็ยังมีการสืบทอดที่คล้ายคลึงกัน เพียงแต่ ‘คัมภีร์จักรพรหม’ ในอาณาจักรต้าซีเย่ถูกเรียกว่า ‘คัมภีร์ลับอสรพิษกลืนหาง’ ว่ากันว่าที่ตั้งชื่อนี้ เป็นเพราะใน ‘คัมภีร์จักรพรหม’ เชื่อว่าโลกกำลังเผชิญกับการเวียนว่ายตายเกิดและการทำลายล้างอย่างต่อเนื่อง และกระบวนการของวัฏจักรนี้ ล้วนเกิดขึ้นภายในท้องของอสรพิษกลืนหางที่มีขนาดกว้างใหญ่เหนือขอบเขตแห่งจักรวาล...
อสรพิษกลืนหางคืองูยักษ์ที่คาบหางตัวเอง ทุกๆ หนึ่งแสนสองหมื่นเก้าพันหกร้อยมหากัป อสรพิษกลืนหางจะกลืนกินตัวเองโดยสมบูรณ์ เพื่อเสร็จสิ้นวัฏจักรและการหมุนเวียนของจักรวาลในรอบนี้ เมื่อวัฏจักรใหม่เริ่มต้นขึ้น จักรวาลจะก่อกำเนิดสรรพสิ่งขึ้นอีกครั้ง และวงล้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิดจะเริ่มหมุนต่อไป กระบวนการที่วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้ยังถูกเรียกว่า ‘หนึ่งจุดเริ่มต้นหวนกลับ สรรพสิ่งผลัดเปลี่ยนใหม่’
การสืบทอด ‘คัมภีร์จักรพรหม’ ในหมู่เจ็ดชนเผ่าโบราณนั้นสมบูรณ์ยิ่งกว่า ‘คัมภีร์ลับอสรพิษกลืนหาง’ ของอาณาจักรต้าซีเย่เสียอีก เจ็ดชนเผ่าโบราณใช้เวลาเนิ่นนานในการศึกษาเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคานี้อย่างถ่องแท้ และก่อให้เกิดยอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรที่ร้ายกาจขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ เจ็ดชนเผ่าโบราณก็คงไม่อาจผงาดขึ้นเป็นจ้าวแห่งดินแดนโพ้นทะเลได้
“เผ่าซูถัว แล้วก็คนตระกูลซุน มาที่นี่เพราะสมบัติที่ซ่อนอยู่ของชือซินจื่ออย่างนั้นหรือ?”
เหอผิงรู้สึกสับสนกับเรื่องนี้ไม่น้อย
ประสาทการได้ยินของเขาดีเลิศมาก ระยะห่างแค่นี้เขาสามารถได้ยินเสียงขุดและโกยดินดังมาจากในวัด นั่นพิสูจน์ได้ว่าคนที่มาที่นี่กำลังขุดดินอยู่ในวัด เพื่อพยายามค้นหาคลังสมบัติของชือซินจื่อ...
“แปลกจริง? หากตระกูลซุนหมายตาสมบัติของชือซินจื่อก็ว่าไปอย่าง แต่เผ่าซูถัวมาร่วมวงด้วยนี่มีจุดประสงค์อันใดกันแน่?”
สถานที่ซ่อนสมบัติของชือซินจื่อนั้นเร้นลับมาก คนตระกูลซุนรู้เพียงแค่คร่าวๆ ทว่าไม่ได้รู้ตำแหน่งที่แน่ชัด
อีกอย่าง ต่อให้รู้ตำแหน่งซ่อนสมบัติ มันก็ไม่น่าจะดึงดูดเผ่าซูถัวซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดชนเผ่าโบราณมาได้
เผ่าซูถัวคือหนึ่งในสามชนเผ่าโบราณที่ก่อตั้งสมาคมการค้าเจิ้นตาน ด้วยกำลังทรัพย์และรากฐานของสมาคมการค้าเจิ้นตาน ความมั่งคั่งที่เผ่าซูถัวสั่งสมไว้ย่อมเทียบได้กับสมบัติของอาณาจักร ในบรรดาสมบัติที่ชือซินจื่อเก็บซ่อนไว้ มีเพียงกฤษณาเนตรโลหิตเท่านั้นที่นับว่าล้ำค่า น่าเสียดายที่มันอาจไม่ได้ดึงดูดใจจนถึงขั้นทำให้เผ่าซูถัวต้องยอมเหนื่อยยาก เดินทางไกลหลายพันลี้ และส่งนักรบที่เฝ้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้เดินทางมาล่าสมบัติบนเกาะเฟยเหยาโดยเฉพาะ
“ไม่ว่าจะมองอย่างไร เรื่องนี้ก็ดูมีลับลมคมนัยอยู่หลายส่วน...?”
เหอผิงรู้ดีว่าหากมีเรื่องผิดปกติ ย่อมต้องมีสาเหตุ เขาจึงบอกเล่าสิ่งที่ตนค้นพบให้ชือซินจื่อฟัง โดยหวังว่าจะได้เบาะแสบางอย่างจากอีกฝ่าย
ชือซินจื่อแสดงออกว่าเขาก็รู้สึกสับสนกับสถานการณ์นี้เช่นกัน และไม่รู้ว่าเหตุใดสมบัติที่ซ่อนอยู่บนเกาะเฟยเหยาถึงไปโดนตาเผ่าซูถัวได้ อย่างน้อย เขาก็ไม่คิดว่าขุมทรัพย์ของตนจะถูกขุมกำลังระดับใหญ่อย่างเผ่าซูถัวหมายตา
“กฤษณาเนตรโลหิต เป็นสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดินที่หายากจริงๆ แต่มันก็ไม่น่าจะถึงขั้นดึงดูดให้กองทหารนักรบชั้นยอดที่เฝ้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต้องออกโรงมาด้วยตัวเอง…”
ชือซินจื่อแค่นหัวเราะร่า
“ทว่าหากอยากไขความกระจ่างในเรื่องนี้ก็จัดการได้ไม่ยาก ข้าคิดว่าตระกูลซุนน่าจะรู้ตื้นลึกหนาบางบ้าง พวกเราแค่ไปหาคนตระกูลซุนมาสอบถามดูก็พอแล้ว”
“ถ้างั้นก็เอาตามนี้” เหอผิงวิเคราะห์เล็กน้อย ในใจก็มีความคิดบางอย่าง
“ศิษย์พี่ คงต้องรบกวนท่านเดินทางไปฝั่งตระกูลซุนสักรอบเพื่อสืบดูสักหน่อย อ้อ แล้วหาทางเอาแผนที่เดินเรือที่ตระกูลซุนเก็บสะสมไว้มาให้ได้ด้วย ที่พวกเรามาเกาะเฟยเหยา ด้านหนึ่งก็เพื่อเอากฤษณาเนตรโลหิต อีกด้านหนึ่งก็เพื่อหาแผนที่เดินเรือ และประการสุดท้ายคือตั้งใจจะหาเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่สักลำ เพื่อให้ข้าเคลื่อนไหวในทะเลได้สะดวกขึ้น”
“เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว”
ชือซินจื่อพยักหน้า
“จริงสิ ข้าจำได้ว่าศิษย์พี่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ว่าสมบัติที่ท่านซ่อนไว้ชุดนี้ ใช้ค่ายกลผีเฝ้าคลัง ถ้ำซ่อนสมบัตินั่นถูกวางค่ายกลผีที่ร้ายกาจเอาไว้ หากบุกรุกเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า จะถูกทำให้หลงทิศจนหน้ามืดตาลาย”
เหอผิงนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงเอ่ยถามชือซินจื่อขึ้นมาอีกประโยค
“ใช่แล้ว”
ชือซินจื่อคลี่ยิ้ม
“‘ผีเฝ้าคลัง’ เป็นวิชาลับของลัทธิโคลน ในอดีตข้าเคยประลองฝีมือกับหลวงจีนซานหูในลัทธิโคลน แล้วโชคดีเอาชนะมาได้กระบวนท่าหนึ่ง ข้าใช้เพ่งเล็งทะลวงใจโจมตีทะลวงหัวใจของหลวงจีนมารผู้นั้น ทำลายฌานกระดูกขาวของเขา ทั้งยังได้ค่ายกลผีเฝ้าคลังม้วนนี้ติดมือมาด้วย”
เหอผิงเคยได้ยินวิชาลับค่ายกลผีเฝ้าคลังมาก่อน การจะจัดวางค่ายกลนี้ต้องรวบรวมภูตผีวิญญาณจำนวนมาก เพื่อใช้ผีในการวางค่ายกล
วัดร้างแห่งนี้ดูเหมือนจะว่างเปล่า แต่ใต้ดินกลับมีคลังสมบัติซ่อนอยู่ นี่คือการจัดเตรียมที่ชือซินจื่อวางรากฐานไว้เมื่อหลายปีก่อน คลังสมบัตินั้นต้องใช้วิธีพิเศษในการเปิด หากคนนอกไม่รู้เคล็ดลับภายใน พวกเขาก็จะถูกเหล่าภูตผีในค่ายกลผีเฝ้าคลังล่อลวง จนติดกับอยู่ในค่ายกลอาณาเขตผี
แน่นอนว่าหากเป็นยอดฝีมือผู้บำเพ็ญเพียรย่อมไม่เกรงกลัวต่อภูตผีธรรมดา ชือซินจื่อก็ไม่ได้มาจากสำนักภูตครวญ ภูตผีที่เขาหามาได้ย่อมมีความสามารถจำกัด ทว่าหากไม่ล่วงรู้ถึงความลับภายใน และไม่ประสีประสาต่อลูกไม้ค่ายกลผีเหล่านี้ ร้อยทั้งเก้าสิบย่อมต้องถูกค่ายกลผีกักขังไว้ครึ่งชั่วยามเป็นแน่