- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 159 ผีเฝ้าคลัง
บทที่ 159 ผีเฝ้าคลัง
บทที่ 159 ผีเฝ้าคลัง
“ไม่รู้เลยว่าพวกมันจะขุดไปถึงผีเฝ้าคลังเมื่อไหร่? ศิษย์น้องเหอ หากจะเข้าออกค่ายกลผี อย่าลืมพกตะเกียงสำริดของข้าไปด้วย ตะเกียงนั่นสะกดข่มสิ่งลี้ลับโดยเฉพาะ หากถือมันไว้ตอนเข้าออกคลัง เจ้าก็จะไม่ถูกจำกัดด้วยค่ายกล” ชือซินจื่อเอ่ยเตือนเขาประโยคหนึ่ง
“ข้าทราบแล้ว” เหอผิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คงต้องรบกวนศิษย์พี่เดินทางไปยังป้อมปราการของตระกูลซุนสักรอบ เพื่อสืบดูความเคลื่อนไหว”
ชือซินจื่อรับคำ ก่อนจะแยกตัวออกจากเงาของเขา กลายเป็นเงาสายหนึ่งพุ่งแนบไปกับพื้น
ร่างหุ่นเชิดมนุษย์ของเขา ถือเป็นสิ่งที่ตายไปแล้ว มันจึงสามารถเร้นกายเข้าไปในเงาและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ อีกทั้งในสภาพแวดล้อมส่วนใหญ่ การเคลื่อนย้ายผ่านเงายังพลิกแพลงได้ดีกว่าวิชาหลบหนีเงาเหินที่เหอผิงครอบครองอยู่เสียอีก
เพียงแค่ซ่อนตัวในเงาก็สามารถเลื้อยไหลไปตามพื้นผิว กำแพง หรือเพดาน ยิ่งถ้าอยู่ในที่มืดก็ยิ่งยากที่ใครจะสังเกตเห็น แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาก็ไม่อาจรับรู้ได้ในทันที หนำซ้ำเมื่อหลบซ่อนอยู่ในเงา วิธีการโจมตีทั่วไปก็ยากจะสร้างความเสียหายให้ได้ เห็นได้ชัดเลยว่าวิชาเร้นเงานี้ นับเป็นวิชาที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า
เหอผิงหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าอย่างอดทน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ยอดฝีมือเผ่าซูถัวในวัดร้างพบตัว เขาจึงแอบใช้หุ่นเชิดไปสังหารหมูป่าในระยะไกล ใช้เข็มทองเก็บเลือดมาเล็กน้อย จากนั้นจึงใช้วิชาจำแลงกาย ปลอมตัวเป็นหมูป่าซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้
ในบรรดาวิชาของสำนักหุ่นเชิดเซียน วิชาที่สามารถเก็บซ่อนกลิ่นอายของตนเองได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติจนไม่มีใครสัมผัสได้นั้นมีไม่มากนัก มีเพียงวิชาพรางตาจำแลงกายนี้ที่พอจะใช้งานได้ดี ในอดีต เขาเคยใช้มันมาแล้วครั้งหนึ่งที่วัดหัววัวทองคำ
‘จำแลงกาย’ ถือเป็นวิชาพรางตาและวิชาลวงตาที่ไม่ธรรมดายิ่ง แม้จะเป็นยอดฝีมือที่มีจิตวิญญาณสมบูรณ์ หากไม่ตรวจสอบให้ละเอียดถี่ถ้วนก็อาจมองพลาดได้ หลังจากเหอผิงจำแลงเป็นหมูป่า เขาก็อยู่นิ่งไม่ไหวติง เพราะวิชาจำแลงกาย หากขยับตัวแม้แต่น้อยก็จะเผยช่องโหว่ให้เห็นทันที
เขาหลบอยู่ในพุ่มไม้นอกวัดพักใหญ่ ก่อนจะค้นพบว่าตนเองอาจไม่จำเป็นต้องใช้วิชานี้เลยด้วยซ้ำ
ยอดฝีมือเผ่าซูถัวในวัดร้างแห่งนั้นหยิ่งผยองจนเกินพอดี ส่งเพียงกลุ่มนักรบธรรมดามาเฝ้าวัด โดยไม่กังวลเลยว่าจะมีผู้บำเพ็ญเพียรคนใดคอยจ้องมองอยู่ภายนอก
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดในใจว่า ‘ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าซูถัวพวกนี้ประมาทเกินไปแล้ว ไม่แม้แต่จะใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบรอบนอกวัด ช่างไม่กลัวเลยจริงๆ ว่าจะมีใครหาโอกาสลอบโจมตี…’
แต่สิ่งที่เหอผิงไม่รู้ก็คือ ตัวเขานั้นระมัดระวังจนเป็นนิสัย เขาจึงเอาความคิดของตนเองไปเทียบกับยอดฝีมือเผ่าซูถัว
เผ่าซูถัว คือชนเผ่าที่มีจำนวนคนและอำนาจมากที่สุดในบรรดาเจ็ดชนเผ่าโบราณ ทั้งยังมีสิทธิ์มีเสียงมากที่สุดในสมาคมการค้าเจิ้นตาน คนของเผ่าซูถัวเมื่ออยู่โพ้นทะเลนั้นไม่ได้เรียกว่าหยิ่งยโสโอหังธรรมดา ทว่าเข้าขั้นกำเริบเสิบสานจนไร้ความเกรงกลัวใดๆ
หากอิงตามคำพูดในยุคที่เหอผิงอยู่บนโลก มันก็คงมีเพียงคำว่า ‘เผ่ามังกรฟ้า’ เท่านั้น ที่จะสามารถอธิบายความคิดของเผ่าซูถัวกลุ่มนี้ได้ดีที่สุด
ในสายตาของเผ่าซูถัว พื้นที่ทะเลรอบนอกขอเพียงสยบชนเผ่าโบราณอีกสี่เผ่าที่เหลือได้ และกดหัวเผ่าเจียผอซือถีหมัวถัวกับเผ่าหมัวเฮอถัวลงได้ พวกเขาก็จะเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสามสมาคมการค้าใหญ่ แม้กระทั่งในอนาคต การจะทำให้สองสมาคมการค้าที่เหลือต้องยอมศิโรราบ มันก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
เมื่อทัศนคติเช่นนี้ฝังรากลึก ความอวดดีถือตัวจึงกลายเป็นนิสัยร่วมของเผ่าซูถัว ระบบชนชั้นของเผ่านั้นเข้มงวดมาก พวกชาวบ้านระดับล่างยังพอทน แต่ชนชั้นสูง โดยเฉพาะยอดฝีมือที่ฝึกปรือวิชา มักจะหลงระเริงไปกับพลังตบะที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน จนไม่อาจควบคุมจิตใจได้ กลายเป็นคนโอหัง บ้าอำนาจ และเย่อหยิ่งจองหองเป็นพิเศษ
ด้วยเหตุนี้ ตลอดสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เผ่าซูถัวจึงสร้างความไม่พอใจให้กับขุมกำลังต่างๆ ในทะเลโพ้นทะเลอย่างมาก แม้แต่พันธมิตรอย่างเผ่าเจียผอซือถีหมัวถัวและเผ่าหมัวเฮอถัวเองก็ยังแอบมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่ไม่น้อย
เหอผิงซ่อนตัวอยู่นอกพุ่มไม้บริเวณรอบนอกวัดถึงสองชั่วยามเต็มๆ ท้องฟ้าก็ใกล้จะสางแล้ว
เขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียร สัมผัสวิญญาณจึงกระปรี้กระเปร่าอย่างยิ่ง ประกอบกับตอนที่มาถึงเกาะ เขาได้กลืนโอสถอิ่มทิพย์ลงไปแล้ว โอสถชนิดนี้ไร้ผลกับคนธรรมดา แต่หากผู้บำเพ็ญเพียรกลืนกินเข้าไป จะสามารถอดน้ำและอาหารได้นานหลายวัน
ตอนนี้เขาจึงไม่ต้องดื่มกิน นั่งขัดสมาธิด้วยจิตใจที่เบิกบาน แววตาทอประกายสดใส เฝ้ารออยู่นอกวัดร้างท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรีมาโดยตลอด
“คนกลุ่มใหญ่มาล้อมวัดร้างแล้วขุดหาไปทั่ว ซ้ำยังมีกลุ่มยอดฝีมือใช้สัมผัสวิญญาณตรวจตรา อย่างมากที่สุดไม่เกินสามชั่วยาม ก็คงหาร่องรอยของผีเฝ้าคลังพบ…”
เหอผิงคำนวณดูแล้ว คาดว่าไม่เกินสามชั่วยาม ผีเฝ้าคลังจะต้องถูกพบอย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้น เพื่อแย่งชิงกฤษณาเนตรโลหิตมาให้ได้ เขาเองก็คงต้องลงมือฝ่าเข้าไปสักตั้ง!
“แต่ฝั่งชือซินจื่อยังไม่มีการติดต่อกลับมา ไม่รู้ว่าทำสำเร็จหรือไม่... ทางที่ดีรอให้ฝั่งนั้นมีความเคลื่อนไหว แล้วข้าค่อยลงมือก็ยังไม่สาย!”
เมื่อคืนชือซินจื่อเดินทางไปทางฝั่งตะวันออกของเกาะเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ และหาโอกาสจับคนมาเค้นถาม ตระกูลซุนเป็นตระกูลผู้บำเพ็ญเพียร ภายในตระกูลมียอดฝีมืออยู่ไม่น้อย เพียงแต่พวกเขาฝึกฝนวิชามารนอกรีตจึงไม่อาจบรรลุมรรคาได้ ทว่าก็ยังเชี่ยวชาญวิชาเร้นลับอยู่บ้าง
คนตระกูลซุนมีนิสัยระมัดระวังตัวโดยธรรมชาติ ทั้งตระกูลหลบซ่อนอยู่ในป้อมปราการหินที่สร้างไว้อย่างดี ภายในป้อมมีทั้งองครักษ์ประจำตัว ทาสผู้บำเพ็ญเพียรที่ซื้อมา และลูกศิษย์ลูกหาอีกมากมาย พวกเขายังสร้างถ้ำลับซ่อนไว้ในป้อม พร้อมทั้งวางกับดักคุกใต้ดินไว้จำนวนนับไม่ถ้วน เปลี่ยนเมืองหินทั้งเมืองให้แข็งแกร่งดั่งกำแพงเหล็ก หากผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปลอบเข้าไป คงถูกซัดจนแหลกละเอียดในพริบตา มีเพียงหุ่นเชิดมนุษย์อย่างชือซินจื่อที่ยังคงสติปัญญาในอดีต อาศัยความเก่งกาจและความกล้าหาญ ลอบเร้นเข้าไปทั้งจับคนและขโมยแผนที่เดินทะเลออกมาได้
‘ศิษย์น้อง ฝั่งข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว’
ชือซินจื่อรายงานข่าวที่สืบมาได้ผ่านทางสัมผัสวิญญาณ
‘คนที่มาคือคนของเผ่าซูถัวจริงๆ แถมภูมิหลังของคนกลุ่มนี้ก็ไม่ธรรมดาเลย ไม่แปลกใจที่ตระกูลซุนจะยอมเปิดเผยเรื่องขุมทรัพย์ที่ข้าซ่อนไว้บนเกาะในฐานะของ ‘จางจิ่วเป่า’ ให้คนนอกรู้ คนที่มาในครั้งนี้คือ น่าหนูฮูถู บุตรชายของน่าหนูเจิ้นอวี่ หนึ่งในห้าจอมทัพแห่งเผ่าซูถัว...’
ทันทีที่ทั้งสองฝ่ายสื่อสารกัน ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเหอผิง เขาหลับตาลง จัดระเบียบข้อมูลที่ชือซินจื่อส่งมาให้ในสมอง
ที่แท้ เผ่าซูถัวแม้จะมีประชากรจำนวนมากและมีรากฐานใหญ่โต แต่ก็ไม่เคยรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ‘อย่างแท้จริง’ เลยสักครั้ง นั่นก็เพราะแกนกลางอำนาจของชาวซูถัวนั้นตกอยู่ในมือของกลุ่มผู้อาวุโสซึ่งอยู่ในชนชั้นนักบวชสูงสุด ไม่ใช่ห้าจอมทัพที่คอยนำกลุ่มชนชั้นนักรบ
เนื่องจากชาวซูถัวกระจายตัวอยู่ตามที่ต่างๆ จึงยากต่อการควบคุม กลุ่มผู้อาวุโสในชนชั้นนักบวชจึงกุมอำนาจเทวสิทธิ์อันสูงสุดของเผ่าเอาไว้ อำนาจในการรับใช้เทพเจ้าและประกอบพิธีกรรมล้วนตกอยู่ในกำมือของพวกเขาอย่างแน่นหนา ในขณะที่ชาวซูถัวทั้งปวงล้วนมีศรัทธาแรงกล้า เหล่าผู้อาวุโสจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกชนชั้นนักรบเบื้องล่างแย่งชิงอำนาจไป
ส่วนทางด้านผู้นำของเหล่านักรบ หรือก็คือห้าจอมทัพ ต่างก็ต้องการแก่งแย่งอำนาจความเป็นผู้นำในหมู่ชนชั้นนักรบ เมื่อพิจารณาถึงการรวมเจ็ดชนเผ่าโบราณให้เป็นหนึ่ง กลุ่มผู้อาวุโสก็ตั้งใจจะเลือก ‘ราชันย์’ ที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากห้าจอมทัพ จึงเปิดทางให้ทั้งห้าจอมทัพแข่งขันกันอย่างลับๆ เพื่อคัดเลือกราชันที่แท้จริง
น่าหนูเจิ้นอวี่คือผู้ที่โดดเด่นที่สุดในหมู่ห้าจอมทัพ พลังตบะของเขาทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคามานานแล้ว ทั้งยังมีบารมีสูงส่งอย่างมากในหมู่ชาวซูถัว จึงมีโอกาสสูงมากที่จะได้เป็นผู้นำของห้าจอมทัพ และกลายเป็นจอมราชันย์คนต่อไปของเผ่าซูถัว
น่าหนูเจิ้นอวี่มีบุตรชายสิบกว่าคนและบุตรสาวสามสิบกว่าคน ซึ่งคนที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุด ก็คือน่าหนูฮูถูผู้นี้นี่เอง
เมื่อไม่นานมานี้ น่าหนูฮูถูได้รับข่าวชิ้นหนึ่ง นั่นคือเรื่องของหัวหน้าโจรสลัดเฮยหมิง หรือก็คือราชาโจรสลัดจางจิ่วเป่าผู้เลื่องชื่อ ที่เคยถูกสามสมาคมการค้าร่วมมือกับขุมกำลังต่างๆ ปิดล้อมกวาดล้างเมื่อในอดีต แท้จริงแล้วใช้วิธีแกล้งตายเพื่อหลบหนีและเร้นกายอยู่โพ้นทะเล
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลังจากจางจิ่วเป่าหายไปจากสายตาผู้คน เขาก็ไม่ได้อยู่อย่างสงบเสงี่ยม ไม่รู้ว่าไปได้ป้ายนำทางสู่ตำหนักเซวียนเซวียนแห่งเกาะจิ่วถูมาจากไหน จึงตั้งใจจะหาโอกาสเข้าไปในแดนลับแห่งนั้น ตอนนี้เขากำลังซ่องสุมกำลังพลอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งในทะเลตะวันออก คอยรวบรวมพรรคพวกไปทั่ว โจรสลัดหลายคนที่ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเขา ต่างก็รีบแห่กันไปเข้าร่วมด้วยความตื่นเต้น
ส่วนตำหนักเซวียนเซวียนแห่งเกาะจิ่วถูนั้น ถือเป็น ‘สถานที่’ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมากในดินแดนโพ้นทะเล ตำหนักแห่งนี้ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พิเศษสุดของทะเลรอบนอก และตัวมันเองก็ถือเป็นแดนลับแห่งหนึ่ง
แดนลับแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในภูเขาไฟยุคโบราณ มีควันพวยพุ่งตลอดทั้งปี ทั้งยังมีเสาไฟปะทุขึ้นมา บนเกาะเต็มไปด้วยลาวาและหินหลอมละลาย ต้นหญ้าสักต้นยังไม่อาจงอกเงย ภายใต้เกลียวคลื่นความร้อนที่ระอุขึ้นมา ราวกับขุมนรกทะเลเพลิงถูกยกมาไว้บนเกาะอย่างไรอย่างนั้น
เล่าลือกันว่า แดนลับตำหนักเซวียนเซวียนถูกสร้างขึ้นโดยผู้เฒ่าเซวียนเซวียนแห่งลัทธิฮุ่นหยวน ภูมิหลังของผู้เฒ่าเซวียนเซวียนผู้นี้นั้นไม่ธรรมดาเลย เพราะอาจารย์ของเขาก็คือปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งลัทธิฮุ่นหยวนนาม ‘เจ้าลัทธิสืบทอดธรรมหกชั้นฟ้าฮุ่นหยวน’ หลังจากที่เขาบำเพ็ญเพียรจนบรรลุขั้นสุดยอดในอดีต เขาก็ตั้งใจจะมาตั้งสำนักที่ดินแดนโพ้นทะเล ได้กำจัดสามสัตว์ปีศาจแห่งทะเลบาปบริเวณใกล้เกาะจิ่วถู และได้สร้างตำหนักเซวียนเซวียนขึ้นบนเกาะนั้น
บริเวณรอบนอกของตำหนักเซวียนเซวียนถูกปกคลุมด้วยค่ายกลขนาดใหญ่ คนนอกไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปได้ เว้นเสียแต่จะมีป้ายนำทางของตำหนักคอยชี้ทาง หากใครก็ตามได้ป้ายนำทางนี้มาครอบครอง ก็จะมีโอกาสเข้าไปในตำหนัก และได้รับเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของลัทธิฮุ่นหยวนอย่างคัมภีร์ ‘เตาปะฟ้า’
นอกเหนือจากเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาแล้ว ภายในตำหนักเซวียนเซวียนยังซุกซ่อนสมบัติวิเศษและยาสมุนไพรล้ำค่าจำนวนนับไม่ถ้วนที่ทำให้แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาในใต้หล้ายังต้องตาลุกวาว รวมไปถึงศาสตราวุธวิเศษและอาวุธแปลกประหลาดนานาชนิดที่ลัทธิฮุ่นหยวนหลอมสร้างขึ้น...
เมื่อรับรู้ข่าวสารเหล่านี้ น่าหนูฮูถูจึงส่งลูกน้องออกไปสืบข่าวทั่วทุกทิศ จนในที่สุดก็ไม่รู้ว่าไปได้ยินมาจากไหน ว่าบนเกาะเฟยเหยาที่ตระกูลซุนครอบครองอยู่นั้น มีสถานที่ซ่อนสมบัติในอดีตของจางจิ่วเป่าอยู่ ว่ากันว่าในคลังสมบัตินั้น น่าจะมีเบาะแสที่เชื่อมโยงถึงตำหนักเซวียนเซวียนแห่งเกาะจิ่วถู
เมื่อน่าหนูฮูถูทราบข่าวนี้ เขาก็บุกไปหาประมุขตระกูลซุนโดยตรง เพื่อทวงถามถึงสมบัติที่ซ่อนอยู่
เจตนาของชายหนุ่มผู้นี้ คือต้องการขุดเอาสมบัติของจางจิ่วเป่าออกมา เผื่อว่าหากเจอเบาะแสของป้ายนำทาง ก็จะนำไปมอบให้กับน่าหนูเจิ้นอวี่ผู้เป็นบิดา หากสามารถวางแผนลงมือเรื่องตำหนักเซวียนเซวียนได้ก่อนก้าวหนึ่ง ก็นับว่าได้สร้างผลงานชิ้นใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนั้น การก้าวขึ้นเป็นผู้นำจอมทัพของน่าหนูเจิ้นอวี่ก็คงไม่มีตัวแปรใดๆ มาขวางกั้นได้อีกต่อไป
ส่วนตระกูลซุนที่เป็นเพียงตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ ย่อมไม่อาจล่วงเกินคนของเผ่าซูถัวได้ พวกเขาจึงจำต้องปล่อยให้น่าหนูฮูถูขึ้นมาบนเกาะและกระทำการตามอำเภอใจ...
พอได้ฟังถึงตรงนี้ เหอผิงก็รู้สึกประหลาดใจยิ่ง “เจ้าหัวหน้าโจรสลัดเฮยหมิงจางจิ่วเป่านี่ มันก็แค่ตัวตนที่ศิษย์พี่ปลอมเป็นโจรสลัดไว้คอยหลอกชาวบ้านไม่ใช่หรือ? ข้าไม่เห็นจำได้เลยว่า ท่านไปได้ป้ายนำทางของตำหนักเซวียนเซวียนมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ศิษย์น้องเอ๋ย ตื้นลึกหนาบางของข้า เจ้ายังไม่รู้อีกหรือ?”
ชือซินจื่ออดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“หากข้ามีป้ายนำทางสู่ตำหนักเซวียนเซวียนจริง ข้าจะยังต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอยากจะเข้าไปในถ้ำเซียนวารีอยู่อีกหรือ... หึหึ เรื่องนี้น่าสนุกจริงๆ ไม่คิดเลยว่าจะมีใครเอาชื่อเสียงในอดีตของข้าไปแอบอ้างหลอกลวงผู้คน คนผู้นี้คงมีแผนการที่ไม่ธรรมดาซ่อนอยู่เป็นแน่!”
เหอผิงเองก็ฉุกคิดถึงจุดนี้ได้เช่นกัน จางจิ่วเป่า ‘ตกตาย’ ไปนานแล้ว ต่อให้มีคนรู้ว่าชือซินจื่อแกล้งตาย มันก็ไม่มีทางเดาได้เลยว่าหลังจากแกล้งตายไปแล้วจะยังกลับมาหลอกกันได้อีก เรื่องนี้ฟังดูทะแม่งๆ ชอบกล ชัดเจนว่ามีใครบางคนกำลังชักใยอยู่เบื้องหลัง
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน การออกมาของน่าหนูฮูถูในครั้งนี้เป็นการแอบหลบออกมา เรืออู๋หยาที่ประดับอสูรทะเลฟันม้าได้ ก็เป็นเพราะเขาแอบขโมยตราพยัคฆ์มาสั่งการ ตามกฎของชาวซูถัว เขาเป็นเพียงบุตรชายของจอมทัพ ย่อมไม่มีสิทธิ์สั่งการนักรบชั้นยอดที่คอยคุ้มครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นน่าหนูเจิ้นอวี่ หรือทางเผ่าซูถัวเอง ก็ไม่มีใครล่วงรู้ถึงการเคลื่อนไหวของเขาในครั้งนี้เลย!”
“โอ้ว?!”
พอได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเหอผิงก็เป็นประกายวาบ
“ถ้าพูดมาแบบนี้ พวกเราก็สามารถสังหารน่าหนูฮูถู แล้วค่อยหาโอกาสโยนความผิดไปให้เจ้าคนที่ปลอมตัวเป็น ‘จางจิ่วเป่า’ ที่กำลังซ่องสุมกำลังพลไปทั่ว ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรใช่หรือไม่?”
ชือซินจื่อรู้สึกว่าศิษย์น้องของตนเริ่มจะหัวไวขึ้นมาบ้างแล้ว แต่เขาก็ยังคงตอบกลับไปว่า
“ก็พูดแบบนั้นไม่ได้เสียทีเดียว เว้นแต่พวกเราจะสามารถสังหารผู้คนนับหมื่นบนเกาะเฟยเหยาได้จนหมดสิ้น ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้คงยากที่จะปิดฉากลงได้…”
สิ้นเสียงของเขา ทันใดนั้นก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นภายในวัดร้าง ตามมาด้วยแผ่นดินที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ภายในวัด ราวกับมีรอยแยกแตกออกบนพื้นดิน พร้อมกับมีพลังปราณสีดำสนิทพวยพุ่งทะลักออกมาเป็นระลอก
“ผีเฝ้าคลังถูกเปิดออกแล้ว ศิษย์น้อง!”
ร่างของชือซินจื่อสั่นสะท้านไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบหยัดยืนให้มั่นคง รอยยิ้มสายหนึ่งผุดขึ้นบนใบหน้า