เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 156 เกาะเฟยเหยา (1)

บทที่ 156 เกาะเฟยเหยา (1)

บทที่ 156 เกาะเฟยเหยา (1)


สถานการณ์เรียกได้ว่าพลิกผันซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

ตูม!

สายลมหยินอันเชี่ยวกรากพัดวนโดยมีเด็กหญิงตัวน้อยเป็นศูนย์กลาง ฟึ่บเดียวก็ยกแผ่วร่างเล็กๆ ของนางลอยขึ้นกลางอากาศ จากนั้นก็มีเสียงดังสนั่นขึ้นอีกระลอก พายุหยินรุนแรงสายนี้แตกตัวออกเป็นสายลมหยินสายเล็กๆ นับสิบสาย ชักนำกระแสอากาศรอบด้านให้หมุนวนอย่างรวดเร็ว

สัมผัสวิญญาณอันมหาศาลสุดเปรียบปานจุติลงมาประดุจพายุหฤโหด นี่คือยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาที่ปกปิดตัวตนไว้อีกคนหนึ่ง ซ้ำยังเป็นถึงยอดฝีมือระดับผู้อาวุโสแห่งสำนักปราณวิญญาณ

เพื่อปิดบังตัวตน คนผู้นี้ได้ซ่อนจิตวิญญาณไว้ในร่างของเด็กหญิง ตัวตนที่แท้จริงของเขาคือยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคารุ่นเก่าที่มีชื่อเสียงมาเนิ่นนาน

เด็กหญิงลอยคว้างอยู่กลางอากาศ สายลมหยินนับสิบสายที่พุ่งทะยานไปทั่วทุกสารทิศกลางอากาศล้วนเป็นพลังจิตที่แบ่งแยกออกมาจากจิตวิญญาณของคนผู้นี้ พวกมันพุ่งทะยานไปเหนือผืนทะเลอย่างรวดเร็ว แม้แต่เกลียวคลื่นก็ยังถูกพลังที่มองไม่เห็นกดทับลงไป

หากคนธรรมดาถูกสายลมหยินนี้พัดผ่าน จะถูกช่วงชิงจิตวิญญาณ หรือไม่ก็ถูกบิดเบือนเจตจำนงและสติสัมปชัญญะ กลายเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาผู้นี้

นี่คือเอกลักษณ์ของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาแห่งสำนักปราณวิญญาณ ผู้คนของสำนักนี้อาศัยการบำเพ็ญ ‘หลักเต๋ากายสังขาร’ เพื่อทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคา ทำให้สามารถแบ่งแยกจิตญาณ ใช้พลังจิตสัมปชัญญะปั่นหัวจิตวิญญาณและเจตจำนงของผู้อื่นได้ตามใจชอบ

ในยามนั้น สตรีสวมกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์บนเรือก็กรีดร้องออกมาอย่างน่าเวทนา ดวงตาของนางเห็นดาวระยิบระยับ วิงเวียนศีรษะ จิตวิญญาณในสมองสับสนวุ่นวาย หว่างคิ้วของนางกระตุกขึ้น วินาทีต่อมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มันก็ระเบิดออกอย่างกะทันหัน

สตรีผู้เลอโฉมผู้นี้ไม่ทราบว่าเป็นใครมาจากไหน พลังตบะก็ไม่นับว่าอ่อนด้อย น่าเสียดายที่ต้องมาเผชิญกับการต่อสู้ของสองยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา วิชาที่ผู้อาวุโสแห่งสำนักปราณวิญญาณใช้ออกมานั้นมีวิธีการที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง

เพียงชั่วพริบตาเดียว ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงผู้นี้ก็สิ้นลมหายใจ กะโหลกศีรษะระเบิดออก เหลือเพียงปราณแท้บริสุทธิ์ก่อตัวเป็นเพลิงวิญญาณสีน้ำเงินเข้มลอยละล่องขึ้นสู่กลางอากาศ

ซึ่งไม่ใช่เพียงนางคนเดียว ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่บนดาดฟ้าเรือ ล้วนไม่มีข้อยกเว้น ส่วนใหญ่ร่างระเบิดกลายเป็นหมอกเลือด กลายสภาพเป็นเพลิงวิญญาณสีน้ำเงินเข้มลอยขึ้นมา ทั้งหมดพุ่งไปรวมตัวกันที่ฝ่ามือของเด็กหญิง กลางฝ่ามือของนางในยามนี้มีดอกบัวสีน้ำเงินเข้มดอกหนึ่งลอยอยู่

“แย่แล้ว! เฒ่าปีศาจผู้นี้กำลังประลองวิชากับยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาของตระกูลหลง หากพวกเรายังไม่หนีต้องตายแน่!”

ผู้พี่ในสองพยัคฆ์ตระกูลลู่เห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็รู้ว่าไม่สู้ดี เขาจึงหันกลับไปแทงกระบี่เดียวปลิดชีพน้องชายฝาแฝดของตนเองในทันที

กระบี่นี้แทงทะลุหัวใจของน้องชาย และจิตวิญญาณของน้องชายเขาก็หลุดลอยออกมาจากร่าง

“น้องข้า รีบนำจิตวิญญาณสถิตในกระบี่บิน ใช้วิชาสละร่างหลอมกระบี่ของสำนักเรา หนีออกไปให้ไกลสักสี่สิบลี้ เจ้าจึงจะมีทางรอด!”

เขาใช้พลังจิตสื่อสารกับจิตวิญญาณของน้องชาย จากนั้นก็พลิกฝ่ามือฟาดกะโหลกศีรษะของตนเองจนแหลกละเอียด

เสียงดังกรอบ กะโหลกของคนผู้นี้แตกกระจาย หลังจากเขาตายก็มีสายลมหยินพัดกระเพื่อมออกไป นั่นคือจิตวิญญาณที่หลุดออกจากร่าง

ต่อมา สายลมหยินรอบด้านก็พัดโหมกระหน่ำ ห่อหุ้มกระบี่บินขนาดเล็กโบราณสองเล่ม พุ่งทะยานออกไปยังเขตแดนรอบนอกที่ถูกครอบคลุมด้วยโซ่มายาหมื่นดาราอย่างฉับพลัน

นี่คือเคล็ดวิชารักษาชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของสำนักผู้บำเพ็ญเพียรอิสระป้อมปราการต้าจุนแห่งโขดหินวารีทมิฬ วิชานี้ไม่ได้ซับซ้อนอันใด เพียงเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องตายแน่ๆ ให้สละร่างปลิดชีพตนเอง จากนั้นผนึกจิตวิญญาณไว้บนกระบี่บิน และส่งกระบี่บินเล่มนี้ออกไปด้วยพลังเฮือกสุดท้าย

กระบี่บินเล่มนี้สามารถทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรของป้อมปราการต้าจุนประคองชีวิตรอดต่อไปได้ หากวันหน้ามีคนนอกที่ไม่รู้ความจริงเก็บมันไป จิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรบนกระบี่บินก็จะล่อลวงคนผู้นั้น สั่งสอนวิชากระบี่ของป้อมปราการต้าจุนให้ พร้อมกับลอบยึดครองร่างของผู้อื่นอย่างลับๆ

ประกายกระบี่สองสายแยกย้ายกันพุ่งออกไปได้ห้าลี้ กระบี่เล่มหนึ่งถูกโซ่แสงสีขาวที่ทิ้งตัวลงมาจากโซ่มายาหมื่นดาราพันรัดเอาไว้ ตัวกระบี่แตกหักร้าว เศษเสี้ยววิญญาณก็ถูกพันธนาการไว้บนโซ่ ส่วนกระบี่บินอีกเล่มกลับเร่งความเร็วถึงขีดสุด ทะลวงผ่านโซ่มายาหมื่นดาราไปได้อย่างปาฏิหาริย์ พร้อมกับส่งเสียงดังก้อง พุ่งหนีออกไปไกลหลายสิบลี้อย่างไร้ร่องรอย

“หนีรอดไปได้สองคน คนหนึ่งกลายสภาพเป็นกระบี่บิน หากไม่มีวาสนาดีสักสิบหรือยี่สิบปี ก็ยากที่จะบำเพ็ญเพียรกลับมาได้ ส่วนอีกคนช่างปราดเปรียวนัก หนีลงสู่ใต้ทะเลไปได้ตั้งแต่ข้ายังไม่ทันใช้โซ่มายาหมื่นดารา”

ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาในเรือทรงแบนสีทองหม่น ขณะที่กำลังประลองวิชากับเฒ่าปีศาจเซินตู๋ ผู้อาวุโสลำดับที่สี่แห่งสำนักปราณวิญญาณ ก็ใคร่ครวญแผนการอยู่ในใจ

เขาได้วางหมากเผื่อไว้ใต้ผืนน้ำเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูหลบหนีไปทางน้ำ ทว่าคนที่ดำน้ำหนีลงไปจากเรือนั้นฉลาดล้ำลึก ทั้งยังครอบครองวิชาที่ค่อนข้างพิเศษ ค่ายกลพันฉลามที่เขาจัดวางไว้ไม่เพียงแต่กักขังอีกฝ่ายไม่ได้ กลับถูกอีกฝ่ายฉวยโอกาสหลบหนีไปได้อีก

ในยามนี้ ฝูงฉลามปีศาจสองหัวเหล่านั้นได้ไล่ล่าตามคนผู้นั้นไปแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะยังคงหลบหนีเอาชีวิตรอดไปได้อีกหรือไม่...

“ช่างเถิด ข้าก็แค่คำนวณพลาดไปหมากหนึ่ง ไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมใหญ่นัก”

เขาจีบนิ้วคำนวณ ในใจก็ตัดสินได้เด็ดขาด จึงเพียงแค่แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ก่อนจะเบนสายตากลับไปยังร่างของเฒ่าปีศาจเซินตู๋

“เฒ่าปีศาจ จากกันสิบปี มิสู้ให้ข้าได้ลองดูสักตั้ง ว่าสิบปีมานี้เจ้าบรรลุวิชาอันร้ายกาจใดจาก ‘หลักเต๋ากายสังขาร’ บ้าง!”

“…บัดซบ!”

เหอผิงลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เมื่อได้สติ เขาก็สบถคำหยาบออกมา จากนั้นก็หวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ตนเพิ่งเผชิญ แม้จะเป็นผู้ที่มีความอดกลั้น แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะสบถด่าด้วยเสียงแผ่วเบา

“นี่มันจะดวงซวยเกินไปแล้ว แค่ออกทะเล นั่งเรือ ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่กลับมาเจอยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาของสมาคมการค้าซื่อไห่ แถมยังโดนฉลามไล่กวดตั้งครึ่งค่อนวัน คนมันจะซวย ดื่มน้ำเย็นยังเสียวฟัน!”

หลังจากหนีออกมาจากเรือเดินสมุทรของเป่าชางหง เขาก็อาศัยหุ่นเชิดตัวนิ่มดำดิ่งไปใต้น้ำ ทว่าต่อมากลับต้องเผชิญกับการไล่ล่าของฝูงฉลามจำนวนมากใต้ผืนทะเล ผ่านการถูกล้อมสกัดกั้นอันน่าระทึกใจมาได้ ในที่สุดเขาก็หนีรอดมาจนได้

ฉลามประหลาดสองหัวฝูงนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นสัตว์ปีศาจในทะเล พวกมันมีความเร็วใต้น้ำสูงมาก ทั้งยังเชี่ยวชาญการสะกดรอย อาจเป็นทาสมารที่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาของสมาคมการค้าซื่อไห่ฝึกเอาไว้

ผู้แข็งแกร่งขอบเขตบรรลุมรรคามีลูกไม้มากมาย ภายใต้การรุมโจมตีของฉลามปีศาจนับพันตัวเช่นนี้ มัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบกก็ทำได้เพียงอาศัยแสงวิญญาณคุ้มกายป้องกันการกัดทึ้ง และพยายามหาทางตีฝ่าวงล้อมออกไป

เพียงแต่ฉลามปีศาจเหล่านี้เกาะติดเขาแน่นราวกับวิญญาณตามติด ไม่ว่าเขาคิดจะหนีไปทางใด พวกมันก็ตามล่าเขาไปตลอดทาง เพื่อหลีกหนีการไล่ล่าให้รอดพ้น เขาก็ทำได้เพียงขับเคลื่อนหุ่นเชิดตัวนิ่มให้มุดลงไปยังก้นทะเลที่ลึกยิ่งขึ้น

แม้มัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบกจะสามารถลงทะเลได้ แต่น่าเสียดายที่ในน้ำมันย่อมไม่อาจปราดเปรียวเทียบเท่าฉลามปีศาจสองหัวเหล่านี้ ซ้ำการดำดิ่งลงสู่น้ำทะเลลึก ยังต้องเผชิญกับแรงดันน้ำมหาศาล อีกทั้งปัญหาเรื่องการเปลี่ยนอากาศหายใจอีก

เหอผิงได้เตรียมถุงอากาศสำหรับหายใจไว้แล้วเช่นกัน ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปนานก็ย่อมหมดลง ในท้ายที่สุด เพื่อหลบหนีฉลามประหลาดสองหัวนับพันตัว เขาจึงจำต้องใช้วิชาแปดลักษณ์ตรึงซาก ซึ่งเป็นหนึ่งในสามวิชาต้องห้ามของสำนักหุ่นเชิดเซียน เพื่อมัดรัดตนเอง อาศัยวิชาลับของสำนักทำให้ตนเองตกอยู่ในสภาวะแกล้งตาย แล้วจึงผนึกร่างเก็บไว้ในเงา

ในเวลาเดียวกัน ชือซินจื่อซึ่งเป็นหุ่นเชิดมนุษย์ก็มุดออกมาจากเงา ทำหน้าที่แทนเขาในการควบคุมมัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบก ส่วนตัวเขาก็นำเศษเสี้ยวจิตวิญญาณไปฝากไว้ในหุ่นเชิดมนุษย์ และซ่อนร่างของตนไว้ในเงา

วิชาลับนี้หากไม่หลอมหุ่นเชิดมนุษย์ออกมาได้ มันก็ย่อมไม่อาจใช้ออกได้อย่างเด็ดขาด เพราะมีเพียงเงาของหุ่นเชิดมนุษย์และเงาของร่างต้นเท่านั้นที่สามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ หากร่างต้นเล่นพิเรนทร์เช่นนี้ โดยไม่มีหุ่นเชิดมนุษย์คอยเปิดทางเข้าของเงาจากภายนอก ร่างต้นที่ตกอยู่ในสภาวะแกล้งตายย่อมไม่มีทางออกมาจากเงาได้

ส่วนสภาพแวดล้อมในทะเลลึกนั้น สำหรับชือซินจื่อแล้วไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หุ่นเชิดมนุษย์ไม่จำเป็นต้องหายใจ ทั้งยังไม่เกรงกลัวแรงดันน้ำ ต่อให้มัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบกจะพังทลายลงในทะเล หุ่นเชิดมนุษย์อย่างชือซินจื่อก็สามารถอยู่รอดต่อไปได้

การดำดิ่งลงสู่เขตทะเลน้ำลึกนั้นกินเวลาไปไม่น้อย ในที่สุดชือซินจื่อก็สามารถควบคุมมัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบกให้รอดพ้นจากการไล่ล่าของฉลามปีศาจสองหัวมาได้

เสียง ‘ตึง’ ดังขึ้น เหอผิงถีบประตูที่พังเสียหายจากแรงดันน้ำเปิดออก แลวก็พบว่าหุ่นเชิดตัวนิ่มกำลังนอนราบอยู่บนผิวน้ำ ลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร

ยามนี้เป็นเวลาค่ำคืน ท้องฟ้ามีจันทร์กระจ่างส่องแสงกระทบท้องทะเล แสงจันทร์ขาวนวลราวกับเกล็ดน้ำค้าง ผิวน้ำทะเลเป็นประกายระยิบระยับราวกับเกล็ดปลา สายลมทะเลอันหนาวเหน็บพัดโชยมา นำพากลิ่นคาวทะเลจางๆ พัดผ่าน

เขากวาดตามองรอบด้าน ยังคงเป็นผืนน้ำทะเลกว้างใหญ่ไพศาล โชคดีที่ทหารไล่ล่าของสมาคมการค้าซื่อไห่ล้วนหายไปหมดแล้ว เขาจึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก

‘ยังไม่พอ... พลังของข้ายังไม่พอ หากวันนี้พลังของข้าแข็งแกร่งเพียงพอ ข้าก็คงไม่ต้องมาหลบๆ ซ่อนๆ เช่นนี้... ขอบเขตบรรลุมรรคา ข้าต้องเร่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคาให้เร็วที่สุด หากไม่บรรลุมรรคา ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียร เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่แข็งแกร่งกว่า มันก็เป็นได้แค่มดปลวกเท่านั้น!’

การเผชิญหน้าในครั้งนี้ เขารู้ดีว่าเป็นเพราะตนเองไหวตัวทัน ถึงได้หลบหนีจากภัยพิบัติครั้งนี้มาได้ ‘ศัตรู’ ที่ทำให้ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาของสมาคมการค้าซื่อไห่ถึงกับต้องออกโรงตามล่าด้วยตนเอง มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาอีกคนหนึ่ง

ตอนที่เขายังอยู่บนเรือก็ตระหนักถึงข้อนี้ได้ เขาจึงไม่ลังเลที่จะหลบหนีลงน้ำ และไม่ยอมอยู่รอดูสงครามที่อาจปะทุขึ้นระหว่างสองยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา

“น่าเสียดายนัก เถ้าแก่เรือ ผู้โดยสาร และบรรดาลูกเรือบนเรือเดินสมุทรเป่าชางหงลำนั้นคงไม่มีใครรอดชีวิตไปได้... ในเมื่ออีกฝ่ายถึงกับใช้ปืนใหญ่เหล็กอัสนีบาตและกระสุนระเบิดลูกปรายถล่มมา เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะฆ่าปิดปาก ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องอันใดกันที่ทำให้ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาต้องลงมือฆ่าปิดปากเช่นนี้?!”

เหอผิงครุ่นคิดอยู่ชั่วไม่กี่อึดใจ เขาก็ข่มความคิดต่างๆ นานาลงไป ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาจะมีแผนการอันใดก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับเขา เขายิ่งไม่คิดจะเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ของบุคคลระดับผู้ยิ่งใหญ่ในดินแดนเช่นนี้

“ข้ายังอ่อนแอเกินไป มีเพียงต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างแท้จริงเท่านั้น ข้าจึงจะสามารถประลองฝีมือกับยอดฝีมือที่แท้จริงในใต้หล้าได้ ตอนนี้ทางที่ดีควรจะเก็บซ่อนประกายและบำเพ็ญเพียรอยู่เงียบๆ ให้มากที่สุด…”

เขาหาที่นั่งลง มัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบกหลังผ่านการต่อสู้พัวพันกับฉลามปีศาจสองหัว ซ้ำยังดำดิ่งลงสู่ทะเลลึก ต่อให้มีแสงวิญญาณคุ้มกายก็ยังได้รับความเสียหายอย่างหนัก ไม่อาจว่ายท่องในน้ำทะเลต่อไปได้อีก

อีกอย่าง หุ่นเชิดรูปแบบตัวนิ่มนี้ เดิมทีก็ไม่ได้มีไว้ใช้แทนเรือใบ ของสิ่งนี้คือหุ่นเชิด การจะเคลื่อนไหวต้องใช้สัมผัสวิญญาณขับเคลื่อน ซึ่งกินแรงกายแรงใจอย่างมาก ไม่เช่นนั้นเขาเองก็คงไม่ต้องมานั่งเรือออกทะเล

เหอผิงนั่งขัดสมาธิ รวบรวมสมาธิให้สงบ ปรับแต่งจิตวิญญาณครู่หนึ่ง รอจนกระทั่งเรี่ยวแรงฟื้นฟูกลับมา เขาก็ปล่อยค้างคาวปีกเขียวนับสิบตัวออกไป ใช้หุ่นเชิดประเภท ‘สอดแนมไร้คนขับ’ เหล่านี้ออกสำรวจบริเวณโดยรอบ

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ค้างคาวปีกเขียวสองสามตัวก็ส่งภาพบางส่วนกลับมาผ่านทรงกลมเนตรหุ่นที่ติดตั้งไว้ตรงส่วนท้อง

“ศิษย์พี่ชือซินจื่อ ท่านลองมาดูนี่ที เกาะกลางทะเลในภาพนี้ ใช่เกาะเฟยเหยาที่ท่านเคยกล่าวถึงก่อนหน้านี้หรือไม่?”

เขาลอบสื่อสารกับชือซินจื่อที่อยู่ในเงาอย่างเงียบๆ อาศัยสัมผัสวิญญาณจำแลงเป็นเส้นด้าย ส่งภาพที่ทรงกลมเนตรหุ่นมองเห็นไปให้ และเอ่ยถามชือซินจื่อขึ้น

“หึหึ ใช่จริงๆ ด้วย” หลังจากชือซินจื่อตรวจสอบแล้ว เขาก็ตอบกลับมา

“ศิษย์น้อง ดูเหมือนโชคของพวกเราจะดีไม่เบา อ้อมอยู่ก้นทะเลตั้งค่อนวัน กลับมาโผล่แถวๆ เกาะเฟยเหยาเสียได้!”

จบบทที่ บทที่ 156 เกาะเฟยเหยา (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว