- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 155 พบพานผู้บรรลุมรรคาอีกครา
บทที่ 155 พบพานผู้บรรลุมรรคาอีกครา
บทที่ 155 พบพานผู้บรรลุมรรคาอีกครา
เหอผิงเพิ่งจะใช้หุ่นเชิดตัวนิ่มนี้หลบหนีไปทางน้ำ เมฆดำทะมึนก้อนหนึ่งที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าก็กดทับลงมาอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงดังกึกก้องราวกับอสนีบาตฟาดฟัน!
ผู้คนต่างเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ และเห็นแสงสีทองหม่นสาดส่องลงมาจากฟากฟ้า เผยให้เห็นเรือขนาดยักษ์ที่ปลดปล่อยประกายสีทองหม่นออกมาทั่วทั้งลำ ดูราวกับเรือพายลำหนึ่ง
“พวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระอย่างพวกเจ้า ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าเสียจริง ถึงกับกล้าลงมือกับสมาคมการค้าซื่อไห่”
คลื่นพลังปราณอันแข็งแกร่งดุจพายุหมุนกวาดพัดมากลางอากาศ เพียงแค่กระแสจิตนี้แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นพลัง มันก็ก่อให้เกิดแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวราวกับภัยพิบัติ
บนดาดฟ้าเรือ ทุกคนสัมผัสได้ว่าอากาศรอบตัวเย็นเยียบและอึดอัด ราวกับจับตัวเป็นน้ำแข็งอยู่รอบกาย และแช่แข็งไปถึงขั้วหัวใจของทุกคน
“ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา?”
เมื่อบัณฑิตวัยกลางคนเห็นภาพตรงหน้าก็ตื่นตระหนกจนหัวใจแทบหยุดเต้นไปจังหวะหนึ่ง ไม่ต่างจากสองพี่น้องตระกูลลู่ที่หวาดกลัวจนกล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกไม่หยุด หยาดเหงื่อผุดพรายไหลรินลงมาจากหน้าผากอย่างไม่อาจควบคุมได้ ยิ่งไปกว่านั้น สองพี่น้องยังรู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมาพร้อมๆ กัน...
คนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็มีสภาพไม่ต่างกัน สองปู่หลานคู่นั้นตื่นตระหนกจนร่างสั่นสะท้าน ชายที่ชื่อฉางซื่อหงและสตรีข้างกายมีใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ เถ้าแก่เรือร่างกระตุกวูบแทบจะล้มลงไปกองกับพื้น ส่วนลูกเรือคนอื่นๆ ก็มีใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว อ้าปากหอบหายใจรัวๆ
ภายในเรือทรงแบนสีทองหม่นที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเมฆดำ มีดวงตาอันเย็นชาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องทุกสรรพสิ่งเบื้องล่างอย่างสงบนิ่ง
แววตาคู่นั้นไร้ซึ่งความเศร้าหรือความยินดี มีเพียงความเย็นชาที่ไม่มีวันละลายหายไปดั่งกาลเวลา แม้จะไม่มีผู้ใดมองเห็นเจ้าของดวงตาคู่นั้น แต่กลิ่นอายอันทรงพลังกลับสามารถแปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันไร้รูปลักษณ์ได้จากระยะไกล ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหลายคนรู้สึกกดดัน และทำให้เหล่าคนธรรมดาต้องหวาดผวา
“หนี! อยู่บนเรือต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องหนีออกไป!”
ผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนปากคอแห้งผาก รู้ดีว่าหากไม่หนีตอนนี้ภัยพิบัติต้องมาเยือนแน่ พวกเขาจึงพากันใช้วิชาหลบหนีออกจากเรือผุพังที่กำลังจะจมลำนี้
ตูมตูมตูม!
เรือหลายลำที่อยู่ห่างออกไปเริ่มระดมยิงปืนใหญ่อีกครั้ง ท่ามกลางเสียงคำรามของปืนใหญ่ บัณฑิตวัยกลางคนสัมผัสได้ว่าดาดฟ้าใต้ฝ่าเท้าสั่นคลอนอย่างรุนแรง รู้ทันทีว่าท้องเรือคงจะรั่วแล้ว เรือเดินสมุทรลำนี้คงอยู่ได้อีกไม่นาน
“หนีออกไปก่อนค่อยว่ากัน!”
เขากระโดดถีบตัวจากดาดฟ้าเรือ ร่างกายลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศ เตรียมจะเหาะทะยานออกไป
ฟุ่บฟุ่บฟุ่บฟุ่บฟุ่บ!
แต่ทันทีที่เขาขยับเท้า ปราณกระบี่หลายสายก็พุ่งวนเข้ามา เตรียมจะบดขยี้ร่างของเขา
บัณฑิตวัยกลางคนผู้นั้นสะดุ้งตกใจ เขาตวัดพัดในมือ ใบหลิวที่วาดอยู่บนพัดก็เปล่งแสงสีเขียวมรกตออกมา ก่อตัวเป็นพายุหมุนในพริบตา ภายใต้สายลมที่พัดกระหน่ำ ใบไม้สีเขียวหมุนวนราวกับใบมีด สกัดกั้นปราณกระบี่ที่พุ่งเข้ามาพันธนาการร่างของเขาเอาไว้ได้
“พี่น้องตระกูลลู่ พวกเจ้ารนหาที่ตาย!”
เขาอาศัยวิชาวายุวนลอยตัวอยู่กลางอากาศ เมื่อหันกลับไปมองด้านหลัง ก็พบว่าสองพี่น้องตระกูลลู่กำลังจ้องมองเขาด้วยแววตาอำมหิต
“หึหึหึ ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคามาเยือนแล้ว ถึงอย่างไรก็หนีไม่รอด สู้จับตัวผู้บำเพ็ญเพียรบนเรือให้หมด แล้วนำไปขอขมาต่อสมาคมการค้าซื่อไห่เสียดีกว่า!”
“สองพี่น้องอย่างพวกเราพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง อย่างมากก็แค่สวามิภักดิ์ต่อสมาคมการค้าซื่อไห่ ยอมเป็นทาสรับใช้พวกเขาสักสิบปี ยี่สิบปี บางทีอาจจะมีหนทางรอดอยู่บ้าง!”
สองพี่น้องมีใบหน้าดุร้ายเหี้ยมเกรียม ด้านหนึ่งควบคุมปราณกระบี่เข้าโจมตีบัณฑิตวัยกลางคน อีกด้านก็ปล่อยปราณกระบี่อีกหลายสายพุ่งทะลวงไปยังผู้โดยสารคนอื่นๆ
ฉางซื่อหงและสหายหญิงยังไม่ทันได้เอ่ยปากขอชีวิต พวกเขาก็ถูกปราณกระบี่สองสายตัดศีรษะหลุดกระเด็น ทั้งสองไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร เป็นเพียงคู่จอมโจรชายหญิงในยุทธภพที่หนีมายังดินแดนโพ้นทะเลเพื่อหลบซ่อนภัย ใครจะคาดคิดว่าจะต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้ เกรงว่าคงเป็นคราวเคราะห์ตามดวงชะตา จึงถูกกระบี่บินสังหารสิ้นใจในทันที
สตรีผู้เลอโฉมในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์อีกคนหนึ่งก็กรีดร้องเสียงแหลม ควันสีเขียวและประกายไฟที่ใช้คุ้มกันกายก็เข้มข้นยิ่งขึ้น
“สองพยัคฆ์ตระกูลลู่ ข้าไม่ใช่คนที่สมาคมการค้าซื่อไห่ตามหา พวกเจ้าอย่าได้มารังควานข้าเลย!”
“นังแพศยา เลิกพูดพล่ามได้แล้ว รอให้พวกข้าสองพี่น้องสับร่างของเจ้าให้แหลก แล้วดูดกลืนจิตวิญญาณออกมา ถึงตอนนั้นจริงหรือเท็จย่อมกระจ่างเอง!”
เมื่อสองพี่น้องลงมือก็ใช้วิชากระบี่ที่ร้ายกาจที่สุดของป้อมปราการต้าจุน พวกเขาสามารถควบคุมกระบี่บินได้คนละสามสิบถึงสี่สิบเล่ม ปราณกระบี่พลิ้วไหวกลางอากาศราวกับควันสีขาว กระบี่บินทุกเล่มล้วนถูกประทับด้วยจิตวิญญาณ วิญญาณที่ถูกผนึกไว้ในกระบี่ส่วนใหญ่เป็นยอดฝีมือเพลงกระบี่ในยุทธภพ นอกจากนี้ยังมีกระบี่ที่ร้ายกาจที่สุดอีกห้าเล่ม ซึ่งเป็นศิษย์ร่วมสำนักและศัตรูที่เคยเป็นปฏิปักษ์กับสองพี่น้อง พวกเขาล้วนถูกนำมาหลอมเป็นกระบี่บินทั้งสิ้น
ท่ามกลางปราณกระบี่ที่บินว่อนสาดซัดไปมาอย่างไร้ความปรานี ลูกเรือบางคนเห็นดาดฟ้าเรือวุ่นวายจึงคิดจะกระโดดน้ำหนี แต่ประกายกระบี่จากด้านหลังก็พุ่งวาบเข้ามา ตัดร่างของพวกเขาออกเป็นสองซีก บ้างก็วิ่งไปได้ครึ่งทางขาก็ถูกฟันขาด ต้องนอนร้องครวญครางอยู่บนดาดฟ้าเรือ
พี่น้องตระกูลลู่ช่างโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้ ลงมืออย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว เมื่อวิชากระบี่ถูกสำแดงออกมา รัศมียี่สิบจั้งรอบด้าน ปราณกระบี่ก็ฟาดฟันทะลวงไปทั่วอย่างไร้ผู้ต้านทาน
สองปู่หลานคู่นั้นก็ถูกครอบคลุมด้วยปราณกระบี่เช่นกัน ชายชราชุดเขียวครามหูผึ่ง รีบกอดหลานสาวกลิ้งตัวไปบนดาดฟ้าเรือ หลบหลีกปราณกระบี่สายแรกไปได้ แต่ด้านหลังยังมีปราณกระบี่อีกสองสายพาดผ่านแผ่นฟ้า พุ่งเข้าตัดกลางลำตัว
“เคลื่อน!”
ชายชราชุดเขียวยื่นนิ้วชี้ออกไป เถ้าแก่เรือก็ร้องเสียงหลง ร่างกายลอยละลิ่วมากลางอากาศอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อนจะถูกกระบี่บินผ่าออกเป็นสองท่อน ตัวชายชราเองก็ช้าไปจังหวะหนึ่ง ถูกปราณกระบี่แทงทะลุสมอง อ้าปากค้าง เบิกตาโพลงสิ้นใจตาย
“ท่านปู่!”
เด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่ข้างๆ กรีดร้องออกมาด้วยความโศกเศร้า
“ดีดีดี ลองหยั่งเชิงดูแค่นี้ก็รู้ผล ตาเฒ่าผู้นี้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรจริงๆ ด้วย”
ขณะที่กระบี่บินของพี่น้องตระกูลลู่ฟันกายหยาบ พวกมันก็ยังดูดกลืนจิตวิญญาณของผู้ที่ถูกสังหารไปด้วย เมื่อร่างเนื้อของชายชราชุดเขียวครามสิ้นสูญ จิตวิญญาณก็ล่องลอยออกมา ปราณกระบี่ที่ถูกห่อหุ้มด้วยสายลมมืดมิดหมุนวนเพียงครั้งเดียว มันก็สูบดวงจิตนั้นเข้าไปในตัวกระบี่
“พี่ใหญ่ ยังมีอีกคนหนึ่งอาศัยช่วงชุลมุนเมื่อครู่ ดำดิ่งลงไปใต้เรือแล้ว”
“ไม่เป็นไร ตราบใดที่ไม่ใช่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา ในใต้หล้านี้ก็มีวิชาเร้นกายผ่านวารีเพียงไม่กี่สำนักหรอกที่สามารถซ่อนตัวใต้น้ำได้นานนัก มันลงน้ำไปก็ใช่ว่าจะหนีรอด! เพียงแต่ว่ากระบี่บินของพวกเราก็ใช้งานใต้น้ำได้ไม่ถนัดนัก ปล่อยมันไปก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร…”
สองพี่น้องด้านหนึ่งไล่เข่นฆ่าอย่างบ้าคลั่ง อีกด้านหนึ่งก็สื่อสารกันด้วยกระแสจิต
“แต่ว่า คนที่ดำน้ำหนีไปก็น่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรเช่นกัน หากมันบังเอิญเป็นคนที่สมาคมการค้าซื่อไห่ตามหา พวกเรามิเหนื่อยเปล่าหรอกหรือ?”
“พวกเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะจับคนผู้นั้นจริงๆ เสียหน่อย แค่ทำท่าทีให้ดูเหมือนว่ายินดีจะถวายชีวิตให้สมาคมการค้าซื่อไห่ แสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะแปรพักตร์อยู่แนวหน้าก็พอแล้ว…”
สองพี่น้องตระกูลลู่มีแผนการในใจอยู่แล้ว พวกเขาจึงได้ตัดใจลงมือเหี้ยมโหด ปล่อยกระบี่บินเข่นฆ่าผู้คนบนเรือตามอำเภอใจ โดยซ่อนแผนการอันชั่วร้ายเอาไว้ในส่วนลึก
ทันใดนั้น เรือทรงแบนสีทองหม่นกลางอากาศก็ระเบิดแสงสว่างวาบออกมา
ฟึ่บ!
ราวกับมีบางสิ่งฉีกกระชากอากาศ ปราณสีขาวใสกระจ่างพวยพุ่งออกมาถักทอกันจากทั่วทุกสารทิศ ราวกับเส้นโซ่ยาวเหยียดที่ครอบคลุมลงมาจากฟากฟ้า ดุจแหจับปลามหึมาที่รวบเอาทั้งเรือเดินสมุทรของเป่าชางหงและท้องทะเลในบริเวณใกล้เคียงเอาไว้ทั้งหมด
“โซ่มายาหมื่นดาราของตระกูลหลง! แย่แล้ว!”
บัณฑิตวัยกลางคนอาศัยวิชาวายุวน ยังคงคิดจะฝ่าวงล้อมออกไป เมื่อเห็นเรือสีทองหม่นปลดปล่อยปราณสีขาวใสจนกลายเป็นเส้นโซ่ เขาก็รู้ว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี ขณะที่เขากำลังจะขยับตัว โซ่แสงสีขาวที่เหมือนแหจับปลาก็หดรัดเข้ามาจากทุกทิศทาง
บัณฑิตวัยกลางคนลอยอยู่เหนือผิวน้ำทะเล อยู่ในตำแหน่งที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก การเคลื่อนไหวของเขาช้าไปเพียงจังหวะเดียว โซ่ก็พุ่งเข้ากระแทก ร่างของเขาถูกดูดขึ้นไปโดยไม่อาจขัดขืน
เสียงระเบิดดังปัง! หมอกเลือดสาดกระจายกลางอากาศ เขาไม่ทันได้เปล่งเสียงร้องโหยหวน จิตวิญญาณก็ถูกโซ่ดูดซับเอาไว้จนไม่อาจดิ้นหลุดได้
“เฒ่าปีศาจเซินตู๋ เจ้าในฐานะผู้อาวุโสลำดับที่สี่แห่งสำนักปราณวิญญาณ โลดแล่นไปทั่วหล้ากว่าร้อยแห่ง นับเป็นยอดคนผู้ยิ่งใหญ่ระดับปรมาจารย์ผู้หนึ่ง... หรือว่าเจ้ายังคิดจะทำตัวไม่รู้ไม่ชี้ หรือคิดว่าข้ามองร่างที่แท้จริงของเจ้าไม่ออกกัน?”
ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาที่อยู่ภายในเรือสีทองหม่นแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
“ก่อนหน้านี้เมื่อสิบปีก่อน ยอดฝีมือกลุ่มนั้นที่บังอาจบุกรุกตำหนักเซวียนเซวียนบนเกาะจิ่วถูล้วนตกตายกันหมด ตายจนเหลือเพียงเจ้าคนเดียว เดิมที เจ้าหลบซ่อนตัวอยู่ในอาณาจักรต้าโหยว ข้าก็คร้านที่จะไปก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่น ทว่าเจ้ากลับคิดจะบุกเข้าไปในตำหนักเซวียนเซวียนอีกครั้ง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าครั้งนี้จะมีโอกาสรอดไปได้?”
เมื่อถูกน้ำเสียงของเขายั่วยุ เด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังกอดศพชายชราชุดเขียวครามร้องไห้ไม่หยุดก็มีใบหน้าบิดเบี้ยว ภายในลำคอของนางเปล่งเสียงแหลมเล็กของชายชราออกมา “หลงเทียนหยิน เจ้าอย่าได้ใจให้มันมากนัก ครั้งนี้ข้ายอมรับว่าพลาดท่า แต่หากเจ้าคิดว่าจะใช้ตาข่ายผุพังนี่มาจับกุมข้าได้ล่ะก็ เจ้าคิดฝันไปก่อนเถอะ!”