- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 151 โจรสลัดบุก
บทที่ 151 โจรสลัดบุก
บทที่ 151 โจรสลัดบุก
เหอผิงได้ยินอย่างชัดเจนว่าผู้ที่กำลังทะเลาะกันอยู่คือชายหญิงคู่หนึ่ง เขาไม่ได้สนใจจะสอดรู้สอดเห็นเรื่องส่วนตัวของผู้อื่น ทว่าหูเซียนสดับเสียงที่ถูกดัดแปลงมานั้นไวต่อเสียงรอบข้างเกินไป แม้แต่ความเคลื่อนไหวบนดาดฟ้าและบนเรือก็ไม่อาจรอดพ้นการรับรู้ของเขาไปได้ นับประสาอะไรกับความเคลื่อนไหวในห้องข้างๆ ที่อยู่ใกล้เพียงแค่นี้
“ดูเหมือนจะเป็นชายหญิงคู่หนึ่ง กำลังทะเลาะกัน…”
เขาฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก็ค่อยๆ เข้าใจว่าทั้งสองคนกำลังทะเลาะเรื่องอะไรกัน
“น้องเสวี่ย เจ้าจะโมโหไปไย ข้าเองก็หมดหนทาง หากไม่ใช้วิธีการต้อยต่ำนี้ เราจะมีโอกาสหนีมาต่างแดนด้วยกันได้ยังไง!”
“ฉางซื่อหง เจ้าคนโง่ แผนที่นำทางชิ้นนั้นสำคัญเพียงใด การที่เจ้ามอบมันให้คนผู้นั้นไป มิเท่ากับเป็นการเปิดเผยความลับของพวกเราหรอกหรือ…”
ทั้งสองพูดด้วยความเร็วสูง ทว่าน้ำเสียงกลับแผ่วเบายิ่งนัก ราวกับเสียงยุงบิน มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่ได้ยินชัดเจนว่ากำลังคุยเรื่องอะไรกัน…
“ชายหญิงคู่นี้ดูเหมือนจะหลบหนีมาจากที่ไหนสักแห่ง และกำลังหลบเลี่ยงการตามล่าของศัตรูตัวฉกาจบางคน”
เหอผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจรู้สึกลอบทอดถอนใจ ตัวเขาพยายามหลีกเลี่ยงการสร้างปัญหาแทรกซ้อนให้มากที่สุด ใครจะคาดคิดว่าหลังจากขึ้นเรือมาแล้ว ยังจะต้องมาเจอกับเรื่องเช่นนี้อีก
“ถ้ารู้แต่แรกคงเหมาเรือทั้งลำไปแล้ว แต่หากทำเช่นนั้น มันก็จะดึงดูดความสนใจมากเกินไป และได้ไม่คุ้มเสีย…”
มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อย พร้อมกับถอนหายใจในใจ จากนั้นเขาก็ใช้หูเซียนสดับเสียงตรวจสอบความเคลื่อนไหวในห้องพักอื่นๆ บริเวณเรือนท้ายเรืออีกครั้ง หลังจากการสำรวจดู มันก็ทำให้ทราบว่าที่นี่มีห้องพักทั้งหมดหกห้อง และทุกห้องล้วนมีแขกเข้าพัก
“ชั้นบนสุดของเรือนท้ายเรือถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น มีเพียงสองชั้นล่างเท่านั้นที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องพัก ข้าพักอยู่ชั้นสองห้องอักษรเจี่ย นอกจากนี้ยังมีห้องอักษรอี่และอักษรปิ่ง ส่วนชั้นหนึ่งก็มีผังห้องแบบเดียวกัน”
ชายหญิงคู่นั้นพักอยู่ชั้นสองห้องอักษรอี่ ส่วนห้องอักษรปิ่งที่อยู่ข้างๆ มีปู่หลานคู่หนึ่งพักอยู่ ชายชรามักจะไออยู่บ่อยครั้ง โดยมีหลานสาวคอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ...
ชั้นล่างสุด ห้องอักษรเจี่ย น่าจะเป็นชายวัยกลางคนพักอยู่ ไม่ทราบสถานะที่แน่ชัด ห้องอักษรอี่มีคนหนุ่มสองคนพักอยู่ และห้องอักษรปิ่งห้องสุดท้าย น่าจะเป็นสตรี
ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาสืบรู้มาผ่านหูเซียนสดับเสียง ข่าวสารระดับนี้ย่อมเทียบไม่ได้กับการใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบ ทว่าหากใช้สัมผัสวิญญาณสอดแนม มันก็จะทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีจิตวิญญาณแข็งแกร่งรับรู้ได้ถึงการสอดแนมนี้ และอาจก่อให้เกิดความบาดหมางได้
แต่การใช้หูเซียนสดับเสียงสืบหาข้อมูลนั้นแตกต่างออกไป หูเซียนสดับเสียงและทรงกลมเนตรหุ่นมีจุดร่วมกันบางอย่าง นั่นคือไม่ได้พึ่งพาสัมผัสวิญญาณ แต่พึ่งพาคุณสมบัติของประสาทสัมผัส ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่กระตุ้นการรับรู้ของผู้บำเพ็ญเพียร
บทบาทที่เหอผิงกำลังสวมรอยอยู่ในขณะนี้ เป็นเพียงนักพรตน้อยแห่งสำนักหทัยพิสุทธิ์ที่แตกฉานในวรยุทธ์และเพลงกระบี่ แต่ไม่สันทัดในวิชาเต๋า หากใช้สัมผัสวิญญาณสอดแนมผู้อื่นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นั่นไม่เท่ากับเป็นการเปิดเผยฐานะผู้บำเพ็ญเพียรของตนเองโดยที่ไม่มีใครถามหรอกหรือ
เขาไม่ได้โง่เขลาปานนั้น จึงคร้านที่จะใส่ใจกับความเคลื่อนไหวรอบข้าง และตัดสินใจปิดการรับรู้ในวงกว้างของหูเซียนสดับเสียง เพื่อจดจ่ออยู่กับตัวเขาเอง
“ข้าได้หลอมสร้างเมล็ดพันธุ์มารทั้งสามตนตามบันทึกใน ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ บทท้ายสำเร็จแล้ว ได้แก่มารอาฆาต มารมรณะ และมารหยิน ขั้นต่อไปเพียงแค่หลอมสร้างเมล็ดพันธุ์มารหลักอีกห้าตน ข้าก็จะสามารถรวบรวมวิญญาณมารทั้งแปดตนได้ครบ จากนั้นผสานเข้ากับจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรสำเร็จอีกแปดดวง การเตรียมการสำหรับตั้งแท่นพิธีสาบานมารก็ถือว่าใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว”
‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ บทท้าย ได้กล่าวถึงเมล็ดพันธุ์มารหลักทั้งเก้า ซึ่งเมล็ดพันธุ์มารทั้งเก้านี้ยังสามารถแบ่งแยกย่อยเป็นเมล็ดพันธุ์มารแห่งกิเลสอันนับไม่ถ้วน ขันธ์ห้าลุกโพลง ตัดขาดรากเหง้าแห่งชีวิต อีกทั้งยังสามารถเรียกพญามารจากนอกฟ้ามาเป็นอุปสรรค ก่อให้เกิดการรบกวนการงานต่างๆ นานัปการ
เมล็ดพันธุ์มารหลักทั้งเก้านี้ได้แก่ มารอาฆาต มารมรณะ มารอายุขัย มารโรคระบาด มารหยิน มารหยาง มารเคราะห์กัป มารมายา และมารโอรสสวรรค์
“มารโอรสสวรรค์ หรือเรียกอีกอย่างว่ามารร่างจักรพรรดิ เป็นวิชาขั้นสูงที่บันทึกไว้เฉพาะในวิชาเก้าหลอมมารนรกของ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ บทแรกเท่านั้น สามารถบั่นวิญญาณกลายร่างเป็นมารได้ ผู้บำเพ็ญเพียรสายพ้นวิสุทธิ์เว้นแต่จะทะลวงจากขอบเขตแสวงมรรคาสู่ขอบเขตที่สูงกว่า และมองเห็นขอบเขตแห่งการหลุดพ้นจากความเป็นปุถุชนสู่ความเป็นเซียน มันจึงจะเป็นไปได้ที่จะหลอมมารโอรสสวรรค์สำเร็จ!”
มารโอรสสวรรค์ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และฤทธานุภาพอันสูงส่งไร้ที่เปรียบ มีเจตจำนงแห่งมารที่พลิกแพลงยากจะหยั่งถึง ละเอียดอ่อนและลึกล้ำเป็นอย่างยิ่งโดยธรรมชาติ
มารโอรสสวรรค์ระดับนี้ หากไม่จุติลงมาก็แล้วไป ทว่าเมื่อใดที่จุติลงมาก็จะมีเก้าเครื่องยศประดับกาย นับเป็นหนึ่งในความสำเร็จสูงสุดของสายพ้นวิสุทธิ์ ซึ่งขนานนามว่า ‘เก้าเครื่องยศมารฟ้า’
เหอผิงถอนหายใจในใจ เขารู้ดีว่าต่อให้จะอาศัยวิชาลับมารฝันแปดเป็นแปดตายจนบรรลุมรรคา แต่ก็ยังห่างไกลจากความสำเร็จในมหามรรคาที่แท้จริงอยู่อีกมาก
“ตอนนี้ข้าหลอมสร้างเมล็ดพันธุ์มารได้สามตนแล้ว ขั้นต่อไปเพียงแค่หลอมสร้างเมล็ดพันธุ์มารตนที่สี่ ‘มารหยาง’ ให้สำเร็จ ข้าก็จะสามารถใช้มารเลี้ยงมาร โดยอาศัยเมล็ดพันธุ์มารทั้งสี่เพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์มารอีกสี่ตนที่เหลือได้!”
มารอาฆาต มารมรณะ และมารหยินของเหอผิงล้วนถูกหลอมสร้างสำเร็จแล้ว ด่านพื้นฐานนี้จึงถือว่าง่ายดายมากสำหรับเขา
‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ จำเป็นต้องดูดซับพลังมลทินทั้งห้าที่แฝงอยู่ในร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ เพื่อสกัดสิ่งที่จำเป็นสำหรับเมล็ดพันธุ์มารออกมา ในยามปกติเขาจึงนำเมล็ดพันธุ์มารไปฝังไว้ในจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสี่ที่จับตัวมาได้ และใช้ไฟหยินแผดเผาเป็นระยะๆ ทรมานวิญญาณเป็นๆ ทั้งห้านี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดพลังหยิน พลังมืด พลังมรณะ และพลังสิ้นสูญ
“ได้เวลาพอสมควรแล้ว เมล็ดพันธุ์มารหยางตนที่สี่ก็ควรจะถูกหลอมสร้างออกมาได้แล้ว!”
เขาหลับตาสนิท พลังจิตอันบริสุทธิ์สายหนึ่งแทรกซึมลงไปในเงาบนพื้น ภายในเงาของเขาได้ก่อตัวเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ภายในมิติอันมืดมิดนั้นมีธงมารสีดำสนิทสิบหกผืนที่ถูกหลอมสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ
นี่คือมิติภายในเงาของเหอผิง หลังจากที่เขาหลอมชือซินจื่อให้เป็นหุ่นเชิดมนุษย์ มิติในเงาของทั้งสองฝ่ายก็เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ทำให้มีขนาดใหญ่กว่าแต่ก่อนมาก อีกทั้งในช่วงเวลานี้ เทพแห่งเงาตนที่สี่ ‘ฉื่อฝู’ ของเขาก็ตื่นขึ้นมาแล้ว มิติแห่งนี้จึงยิ่งดูกว้างขวางเป็นพิเศษ
ภายในมิติอันมืดมิดนี้ มีสิ่งของถูกเก็บไว้ไม่น้อย ในจำนวนนั้นคือธงมารที่เพิ่งหลอมสร้างขึ้นใหม่ทั้งสิบหกผืน บนผืนธงเปล่งแสงสลัวๆ ออกมา ธงแต่ละผืนล้วนเป็นสีดำสนิท ปักขอบด้วยดิ้นเงินและทอง บนผืนธงเหล่านี้ใช้ผงกระดูกวาดลวดลายเป็นภูตผีปีศาจที่อัปลักษณ์และดุร้ายนานาชนิด อีกทั้งยังมียันต์อักขระต้องห้ามอันลึกลับซับซ้อนอีกนับไม่ถ้วน
จิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรทั้งห้าที่เหอผิงจับตัวมา ล้วนถูกผนึกไว้บนธงมารห้าผืนในนั้น ซึ่งรวมถึงจิตวิญญาณของโม่ซิวหลัวที่กลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีจิตวิญญาณของคนจากลัทธิสดับกลิ่นหอมอีกสี่คน จิตวิญญาณเหล่านี้ถูกเขาควบคุม ทุกวันตั้งแต่ยามโหย่วถึงยามไฮ่ (17.00 - 23.00 น.) จะต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกเปลวเพลิงมารแผดเผา และถูกเมล็ดพันธุ์มารใช้วิชาลับต่างๆ ทรมาน เพื่อรวบรวมพลังมืด พลังหยิน เอาไว้ใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กับเมล็ดพันธุ์มาร
ทันทีที่เจตจำนงของเหอผิงกวาดผ่านธงยาวเหล่านั้น ธงเหล่านั้นก็ส่งเสียงก่นด่า ร้องขอชีวิต และร้องไห้คร่ำครวญออกมา
“เลิกส่งเสียงหนวกหูได้แล้ว!”
เจตจำนงอันเย็นชาของเขาถูกส่งผ่านพลังจิตไป
“ข้าต้องการฝึกปรือวิชาลับแขนงหนึ่ง จำเป็นต้องใช้จิตวิญญาณของพวกเจ้ามาช่วย หากพวกเจ้าว่านอนสอนง่าย หลังจากที่วิชาลับของข้าสำเร็จ ข้าจะปกป้องจิตวิญญาณของพวกเจ้าให้กลับคืนสู่วัฏสงสาร เพราะฉะนั้นการอยู่บนธงของข้าต่อไปก็สามารถรักษาวิญญาณต้นกำเนิดมิให้สูญสลาย และยังมีโอกาสแย่งชิงร่างเพื่อเกิดใหม่ หากยังสร้างความรำคาญอีก ข้าจะใช้ไฟมารแผดเผาตายเสียให้หมด!”
เหอผิงลงมือใช้เมล็ดพันธุ์มารสร้างภาพลวงตาแห่งความทุกข์ทรมานต่างๆ นานา ใส่จิตวิญญาณเป็นๆ เหล่านี้ในทันที เพียงชั่วครู่ ผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกทรมานก็ไม่กล้าแม้แต่จะสั่นเทา ต่างพากันเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว ไม่กล้าปริปากอีกเลย
อาศัยโอกาสนี้ เขาก็ลอบทำมุทรา ร่ายวิชา พลันมีกลุ่มควันสีดำกลุ่มหนึ่งถูกดึงออกมาจากเงา มาหมุนวนเป็นกลุ่มควันดำอยู่ในใจกลางฝ่ามืออีกข้างหนึ่ง
ฝ่ามือของเหอผิงขาวผ่องดุจหยก ใจกลางฝ่ามือประคองกลุ่มควันดำนั้นไว้ กลุ่มควันดำนี้จางมาก หากไม่มองให้ละเอียด อาจคิดไปว่าตนเองตาฝาด
“ในที่สุด เมล็ดพันธุ์มารหยางก็สำเร็จแล้ว!”
เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก ควันดำในฝ่ามือพลันกระโดดวูบ กลายสภาพเป็นเงาร่างจำลองของเทพขุนพลเกราะทองที่มีขนาดความสูงไม่ถึงหนึ่งนิ้ว
“นี่คือเมล็ดพันธุ์มารหยางสินะ... ข้าจำได้ว่าชือซินจื่อเคยกล่าวเอาไว้ ว่าตำหนักมารสามกำเนิดในอดีตเคยถูกเรียกว่าตำหนักเต๋าสามกำเนิด ในสำนักเคยสืบทอดวิชาเทพแท่นพิธีไพร่พล ตั้งทำเนียบเทพ อัญเชิญทัพจากสี่ทิศ ศิษย์สายสามกำเนิดหลังจากรับการจารึกชื่อแล้ว ก็จะสามารถเบิกไพร่พลคุ้มกันและกองกำลังเทพพิทักษ์แท่นพิธีได้ ดูเหมือนว่าสิ่งที่เรียกว่าไพร่พลเหล่านี้ มันก็คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยมีวิชาหลอมมารเป็นต้นแบบ…”
ตำหนักเต๋าสามกำเนิด เคยพยายามสร้างระบบวิถีเทพของตนเองขึ้นมา โดยมีมหาเทพทั้งสามเป็นศูนย์กลางแห่งความศรัธา สร้างระบบไตรภูมิที่รวบรวมสวรรค์ ยมโลก และวังบาดาลเข้าด้วยกัน ในระบบนี้ครอบคลุมทั้งตำแหน่งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ อีกทั้งยังมีขุนนางสวรรค์และขุนพล แท่นพิธีระดับบน กลาง และล่าง ตลอดจนโครงสร้างวิถีเทพที่สมบูรณ์แบบ ‘ทวยเทพ’ ทั้งมวลในไตรภูมินี้ล้วนเป็นเพียงภาพลวงตา ล้วนถูกอัญเชิญมาจากการแต่งตั้ง และควบคุมด้วยกฎเกณฑ์แห่งวิชา
‘อาฆาต มรณะ อายุขัย โรคระบาด คือการเกิดแก่เจ็บตายของปุถุชน หยิน หยาง เคราะห์กัป มายา คือบททดสอบมารภายนอกและภายในที่สอดคล้องกับผู้บำเพ็ญเพียร และยังมีมารโอรสสวรรค์ร่างจักรพรรดิ ผู้เป็นประมุขแห่งมารทั้งเก้าซึ่งประทับนิ่งอยู่ ณ ใจกลางน่านฟ้า เป็นสัญลักษณ์ของประมุขแห่งสามขุนนางเทพ ผู้ควบคุมสรรพชีวิต และทดสอบบาปบุญของเวไนยสัตว์…’
ภายในหัวของเหอผิงกำลังครุ่นคิด เขาดูเหมือนจะเกิดความกระจ่างขึ้นมาเล็กน้อย มือขวาประกบเข้าหากัน เงาร่างเทพขุนพลเกราะทองกลุ่มนั้นก็หายวับไปในฝ่ามือ
หลังจากหลอมสร้างเมล็ดพันธุ์มารหยางสำเร็จแล้ว ยังต้องขยายขนาดให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงจะนำมาใช้งานได้ เขาหลับตาลงอีกครั้ง รวบรวมสมาธิเพื่อเดินลมปราณ ชำระล้างจิตวิญญาณ และอาศัยสี่กายห้าสัมผัสที่บันทึกไว้ในเตาหลอมกายาเพื่อเปิดประสาทสัมผัสทั้งห้า
…
ห้าวันผ่านไป
ตลอดห้าวันนี้ เขาไม่ออกจากห้องเลย เอาแต่ฝึกปรืออย่างเงียบๆ
ปกติเหอผิงเป็นคนขยันฝึกปรืออย่างยิ่ง พละกำลังส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการบำเพ็ญเพียร เขาได้ฝึกฝน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ ของสำนักหุ่นเชิดเซียน ต่อมายังได้ฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ของตำหนักมารสามกำเนิดควบคู่ไปด้วย และได้ทำความเข้าใจพลังมหาภัยสามตะวันผ่านหัวใจของมารอมตะ
หลังจากนั้น เขายังได้ครอบครองวิชามารนอกรีตบางอย่าง และได้รับคัมภีร์ฉบับไม่สมบูรณ์ของ ‘คัมภีร์สละร่างเชื่อมศพ’ มาจากอินต๋าหลัว ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสามขุนพลทองคำ ในยามปกติเขาต้องสิ้นเปลืองพละกำลังไปกับการค้นคว้าเคล็ดวิชาที่แตกต่างกัน ในด้านของเวลาจึงรัดตัวกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปอยู่ไม่น้อย
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เขาได้ข้อคิดบางอย่างเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียร จึงตัดสินใจเก็บตัวอยู่แต่ในห้องบนเรือ มุ่งมั่นกับการบำเพ็ญเพียรอย่างแน่วแน่
การฝึกปรือวิชาและหลอมสร้างหุ่นเชิดของเขา ล้วนสามารถใช้พลังจิตควบคุมให้เสร็จสมบูรณ์ได้ผ่านมิติในเงา
แขกและลูกเรือบนเรือต่างรู้สึกแปลกใจกับนักพรตโม่เหวิ่นผู้นี้อยู่บ้าง อีกฝ่ายแทบจะขลุกอยู่แต่ในเรือนท้ายเรือ ห้องที่เล็กขนาดนั้น นักพรตท่านนี้กลับหดตัวอยู่แต่ในห้องไม่ยอมออกมา นับว่ามีความอดทนอดกลั้นยิ่งนัก
คนนอกย่อมไม่รู้ว่าเหอผิงกำลังแอบบำเพ็ญเพียรอยู่ แน่นอนว่าหากมีคนมาตรวจสอบ พวกเขาก็จะไม่รู้สึกแปลกใจกับการกระทำของเขาแต่อย่างใด
ท้ายที่สุด เขาสามารถแบ่งสมาธิทำสองสิ่งพร้อมกันได้ ในยามปกติก็จะหยิบตำราขึ้นมาทำท่าทางอ่านอยู่ในห้อง พยายามทำตัวให้ใกล้เคียงกับ ‘ปุถุชน’ ให้มากที่สุด นอกจากการรับประทานอาหารสามมื้อแล้ว เขายังเดินไปเดินมาในห้อง หรือไม่ก็ดื่มชาบ้าง เพื่อพยายามสร้างภาพลักษณ์ของคนที่มีนิสัยรักความสงบไม่ชอบความวุ่นวาย มีวิถีชีวิตที่จืดชืด โดยไม่ได้เปิดเผยนิสัยของผู้บำเพ็ญเพียรออกมา
ซึ่งเขาใช้เวลาเช่นนี้ไปห้าวัน ก็รู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง จึงเอ่ยถามชือซินจื่อว่าจะถึงบริเวณเกาะเฟยเหยาเมื่อใด
“เส้นทางเดินเรือนี้มุ่งหน้าไปยังเกาะน้ำลึกท่ามกลางหมู่เกาะในทะเลรอบนอก อีกเพียงหนึ่งวันก็น่าจะเข้าใกล้เขตทะเลของเกาะเฟยเหยาแล้ว”
ชือซินจื่อซ่อนตัวอยู่ในเงา เขามองไม่เห็นสถานการณ์ภายนอก และไม่คุ้นเคยกับเส้นทางเดินเรือ จึงทำได้เพียงคาดเดาคร่าวๆ
“หากไปถึงเกาะเฟยเหยาจริงๆ นั่นก็หมายความว่าได้หลุดพ้นจากน่านน้ำของอาณาจักรต้าโหยวเข้าสู่ทะเลรอบนอกแล้ว ต้าโหยวมักจะส่งกองเรือรบออกลาดตระเวนในน่านน้ำใกล้ชายฝั่งของตัวเอง เพื่อคุ้มครองเรือสินค้าในทะเล แต่เมื่อเข้าสู่พื้นที่ทะเลรอบนอก สถานการณ์ก็จะแตกต่างออกไป”
“เมื่อเข้าสู่ทะเลรอบนอก มันคือดินแดนของโจรสลัดจำนวนมหาศาล สามสมาคมการค้า ยอดฝีมือสี่เกาะ และเจ็ดชนเผ่าที่หลงเหลือในโพ้นทะเล หากปราศจากความแข็งแกร่งและเรือรบที่ทรงพลัง การอยู่ในทะเลถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ทว่าเรือลำนี้เป็นเรือของสมาคมการค้าเป่าชางหง ประดับธงของสมาคมการค้า ซึ่งพอมีอิทธิพลในทะเลรอบนอกอยู่บ้าง โจรสลัดทั่วไปย่อมไม่กล้าหาเรื่องสมาคมการค้าแห่งนี้”
“ศิษย์น้อง เจ้าก็อย่าเพิ่งร้อนใจไป การเดินทางบนทะเลไม่เหมือนบนบก อย่างไรเสียหากไม่มีอะไรผิดพลาด เมื่อผ่านบริเวณเกาะเฟยเหยาก็จะสามารถมองเห็นเกาะแห่งนั้นได้ เรือลำนี้ย่อมต้องแล่นเข้าใกล้เกาะเฟยเหยาเพื่อแวะเติมเสบียง พวกเราค่อยคิดอ่านกันต่อหลังจากไปเอาของมาแล้วก็ยังไม่สาย”
“มีเหตุผล!”
เมื่อเหอผิงได้ฟังคำพูดของเขาก็พยักหน้าเล็กน้อย
เกาะเฟยเหยาแห่งนี้ ในอดีตเคยเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงขนาดกลาง ทว่าเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับเส้นทางเดินเรือสายใหม่ที่มุ่งหน้าสู่ทะเลรอบนอก มันจึงค่อยๆ เจริญรุ่งเรืองขึ้น จากหมู่บ้านชาวประมงก็กลายมาเป็นท่าเรือ ที่คอยให้บริการน้ำจืดและเสบียงอาหารแก่เรือเดินสมุทรที่สัญจรไปมา จนกิจการก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าชือซินจื่อได้บอกความลับอย่างหนึ่งกับเหอผิง ตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ยึดครองเกาะเฟยเหยา ผู้นำตระกูลมีแซ่ซุน ผู้บำเพ็ญเพียรแซ่ซุนผู้นี้ ตลอดจนตระกูลซุนบนเกาะ ล้วนเป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของชือซินจื่อทั้งสิ้น
“หึหึ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด ขุมกำลังในทะเลนั้นวุ่นวาย ส่วนใหญ่ล้วนมีทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมปะปนกัน ดีชั่วคละเคล้า ยกตัวอย่างเช่นกองเรือของอาณาจักรเสินเฟิง บางครั้งก็เป็นเรือสินค้า แต่บางคราก็รับบทเป็นโจรสลัด เพียงแต่หลายปีมานี้ก็เพลาๆ ลงไปมาก ส่วนพวกสามสมาคมการค้า หรือยอดฝีมือสี่เกาะอะไรนั่น การที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวในโพ้นทะเลได้ ส่วนใหญ่ก็อาศัยวิธีการปล้นชิงมาทั้งสิ้น มันจึงไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ!”
ในขณะที่เหอผิงกำลังสนทนากับชือซินจื่ออยู่นั้น จู่ๆ ภายนอกก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น
“โจรสลัด โจรสลัดบุก!!!”
เสียงตะโกนนี้ดังมาจากบนดาดฟ้าเรือ