- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 150 ทะเลตะวันออก
บทที่ 150 ทะเลตะวันออก
บทที่ 150 ทะเลตะวันออก
ชือซินจื่อคุ้นเคยกับขุมกำลังต่างๆ ในทะเลตะวันออกเป็นอย่างดี เนื่องจากอดีตเคยใช้ชีวิตเป็นโจรสลัด เขาจึงรู้ซึ้งถึงการกระจายตัวของขุมกำลังในแถบทะเลตะวันออก และล่วงรู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของขุมกำลังเหล่านี้
“สภาพแวดล้อมของดินแดนโพ้นทะเลนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าภายในอาณาจักรต้าโหยวเสียอีก ทะเลรอบในและทะเลรอบนอกล้วนมีขุมกำลังมากมาย บริเวณใกล้ชายฝั่งก็มีอาจักรเกาะอยู่หลายแห่ง ที่มีชื่อเสียงหน่อยก็คืออาณาจักรเกาะขนาดใหญ่อย่างอาณาจักรเสินเฟิง อาณาจักรเยี่ยนหลง และอาณาจักรฝูอวี่ อาณาจักรเกาะใกล้ชายฝั่งเหล่านี้มีท่าเรือที่เจริญรุ่งเรือง อีกทั้งยังทำการค้ากับราชวงศ์ต้าโหยวจึงมั่งคั่งเป็นอย่างมาก ส่วนพื้นที่ทะเลไกลออกไปก็มีชนเผ่าที่ผู้คนขนานนามว่าเจ็ดชนเผ่าโพ้นทะเล นอกจากนี้ยังมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งอย่าง ‘สามสมาคมการค้า’ ‘ยอดฝีมือสี่เกาะ’ อยู่อีกด้วย”
ชือซินจื่อบอกเล่าถึงทัศนียภาพและวิถีชีวิตในดินแดนโพ้นทะเลอย่างละเอียด
“แม้บรรยากาศของดินแดนโพ้นทะเลจะแตกต่างจากแผ่นดินภาคกลาง แต่แท้จริงแล้วมันก็ไม่ใช่แดนสุขาวดีแต่อย่างใด ท้องทะเลนั้นกว้างใหญ่ก็จริง ทว่าขุมกำลังต่างๆ ล้วนพัวพันยุ่งเหยิง แก่งแย่งชิงดี และมีข้อพิพาทไม่หยุดหย่อน... หึหึ ต้องยอมรับเลยว่าอย่างน้อยในจุดนี้ ดินแดนโพ้นทะเลก็ไม่มีระเบียบแบบแผนเหมือนราชวงศ์ต้าโหยวจริงๆ”
“ราชสำนักต้าโหยวกดดันโลกผู้บำเพ็ญเพียรภายในอาณาจักรอย่างลับๆ มาโดยตลอด ทว่าในทะเลรอบนอกนั้น สำนักของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่อ่อนแอ รวมถึงตระกูลผู้บำเพ็ญเพียร แม้จะสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้โดยไร้ข้อผูกมัด แต่หากบังเอิญไปพบเจอศัตรูที่ร้ายกาจ หรือเผลอไปล่วงเกินคนของขุมกำลังใดเข้า ภัยพิบัติก็อาจมาเยือนจนถึงขั้นล้างตระกูลได้ในพริบตา”
“ท้ายที่สุดแล้ว โลกผู้บำเพ็ญเพียรในทะเลรอบนอกก็ไม่มีข้อจำกัดหรือข้อควรระวังมากนัก การกระทำล้วนเป็นไปอย่างอุกอาจ ทุกสิ่งล้วนดำเนินตามกฎปลาใหญ่กินปลาเล็ก อีกทั้งผู้บำเพ็ญเพียรโพ้นทะเลแม้จะมีจำนวนมาก แต่น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ล้วนฝึกฝนวิชามารนอกรีต การจับสิ่งมีชีวิตมาสังเวยด้วยโลหิตถือเป็นเรื่องปกติ การนำคนเป็นๆ มาหลอมวิชาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และยังมีขุมกำลังใหญ่บางแห่งที่เพื่อการขุดเหมือง สำรวจน่านน้ำที่ยังไม่รู้จัก หรือจับสัตว์ปีศาจ พวกเขาจะออกตระเวนจับตัวผู้บำเพ็ญเพียรมาเพื่อใช้เป็น ‘ทาสผู้บำเพ็ญเพียร’ ของตนเองโดยเฉพาะ”
ตามที่เขากล่าว ขุมกำลังผู้บำเพ็ญเพียรต่างๆ โพ้นทะเลล้วนนิยมการเลี้ยงทาส พวกเขาจะจัดตั้งกองกำลังค้าทาสขนาดใหญ่ ด้านหนึ่งเพื่อจับกุมคนธรรมดามาเพิ่มจำนวนประชากร อีกด้านหนึ่งก็เพื่อล่าตัวผู้บำเพ็ญเพียรโดยเฉพาะ
ในดินแดนโพ้นทะเล แรงงานมนุษย์ถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่ง การค้ามนุษย์เป็นไปอย่างคึกคัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บำเพ็ญเพียร ซึ่งถือเป็นทาสที่มีราคาแพงที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด
“ทาสผู้บำเพ็ญเพียร ส่วนใหญ่จะเป็นทาสที่มาจากกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ ในดินแดนโพ้นทะเล ยิ่งผู้บำเพ็ญเพียรมีความแข็งแกร่งมากเท่าใด จำนวนทาสผู้บำเพ็ญเพียรในสังกัดก็จะยิ่งมีมากเท่านั้น นี่ถือเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งของดินแดนโพ้นทะเล ทาสเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะเป็นเชลยที่ถูกจับมาเท่านั้น แต่ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่สมัครใจพึ่งพิงอยู่ข้างกายผู้บำเพ็ญเพียรผู้ยิ่งใหญ่ และยินยอมพร้อมใจที่จะเป็นทาส”
ชือซินจื่อเห็นสีหน้าของเหอผิงดูเหมือนจะไม่ค่อยใส่ใจนัก เขาจึงรีบเอ่ยเตือนขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“ศิษย์น้อง ทาสผู้บำเพ็ญเพียรเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่มีเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรที่ไม่อาจเข้าสู่วิถีเซียนได้ แต่เจ้าก็อย่าได้ดูแคลนทาสพวกนี้จนเกินไป เจ้ายังจำจ้าวอสรพิษแดงผู้นั้นได้หรือไม่? ตอนนั้นเขาเอาชนะเจ้าไม่ได้ มันจึงคิดจะสู้ตายกับเจ้า โดยฝืนบรรลุมรรคาและจุดชนวนพลังวิปริตในร่างให้ระเบิดออก ในดินแดนโพ้นทะเล ทาสผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกผู้บำเพ็ญเพียรผู้ยิ่งใหญ่ประทับตราอาคมไว้ก็เช่นกัน พวกเขาตกอยู่ภายใต้การควบคุม บ่อยครั้งที่เพียงผู้เป็นนายออกคำสั่ง พวกเขาก็จะจุดชนวนพลังวิปริตในร่างให้ระเบิดออก เลือกที่จะตายตกไปตามกัน ทาสผู้บำเพ็ญเพียรเพียงคนเดียวยังไม่เท่าไหร่ แต่หากทาสหลายสิบหรือหลายร้อยคนทำเช่นนี้พร้อมกัน ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาก็ยังต้องตกที่นั่งลำบาก!”
เหอผิงได้ยินเช่นนี้ก็ถึงกับขมวดคิ้ว แท้จริงแล้วนี่ก็คือยุทธวิธี ‘ระเบิดพลีชีพ’ แบบฉบับดั้งเดิม ทาสผู้บำเพ็ญเพียรเพียงหนึ่งหรือสองคนย่อมไม่สลักสำคัญอันใด แต่หากรวมกันเป็นจำนวนมากก็สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพได้ หากคนนับร้อย ‘ระเบิดตัวเอง’ พร้อมกันและกลายสภาพเป็นรูปลักษณ์วิปริต ต่อให้มีทักษะดั่งเทพเซียนก็ยากที่จะต้านทานไหว
จากนั้น ชือซินจื่อก็พูดคุยเรื่องราวต่างๆ ในดินแดนโพ้นทะเลต่อ เหอผิงตั้งใจฟังอย่างละเอียดและจดจำข้อมูลข่าวสารเหล่านี้เอาไว้ทั้งหมด
…
วันรุ่งขึ้น เหอผิงก็เตรียมตัวออกเดินทาง เขาอาศัยเกี้ยวกระดาษเดินทางมายังมณฑลตงหลีด้วยวิธีการอันเร้นลับ
เขาไม่ได้เสียเวลาไปกับมณฑลตงหลีมากนัก แทบจะมุ่งตรงไปยังเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในเขตมณฑลตงหลีในทันที
...
ดวงอาทิตย์แผดเผาแขวนเด่นอยู่บนท้องฟ้า สาดแสงเจิดจ้าจนแสบตา น้ำทะเลสีฟ้าจางม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นสีขาว ซัดกระหน่ำเข้าหาโขดหินสีดำ ละอองน้ำสาดกระเซ็นขึ้นสูง ก่อนจะกลืนหายไปกับเกลียวคลื่นโดยรอบอีกครั้ง
เหอผิงกำลังยืนอยู่ในท่าเรือที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวปลา บนหาดหินสีเทาอมเหลืองริมฝั่งของท่าเรือแห่งนี้ถูกดัดแปลงเป็นท่าเทียบเรือชั่วคราว เสาไม้ขนาดใหญ่ถูกตอกลงในบริเวณน้ำตื้น โดยมีสะพานไม้ยาวทอดตัวอยู่ด้านข้าง
เขามองออกไปที่เกลียวคลื่นนอกท่าเรือ ฝูงนกนางนวลกำลังบินโฉบอยู่เหนือท้องฟ้า เรือประมง เรือเดินสมุทร และเรือสินค้าขนาดต่างๆ ปรากฏขึ้นที่หน้าท่าเทียบเรือ ในแต่ละวันมีเรือมาจอดทอดสมออยู่ที่นี่นับร้อยลำ
ท่าเรือแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของชาวประมงที่หากินในละแวกใกล้เคียง รวมถึงพ่อค้าทางทะเลจากทุกสารทิศ สินค้าในตลาดของท่าเรือกองพะเนินเป็นภูเขาเลากา ผู้คนพลุกพล่านเดินขวักไขว่ไปมา ท้องถนนในย่านการค้าช่างดูคึกคักยิ่งนัก
หากสังเกตดูให้ดี จะพบว่าในหมู่ฝูงชนเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่นที่สวมเครื่องแต่งกายแบบต้าโหยว และยังมีชาวอาณาจักรต้าซีเย่ผมแดงปะปนอยู่บ้างประปราย พวกเขาล้วนจับกลุ่มกันอยู่หน้าแผงลอย ชี้ชวนกันดูสินค้า หรือไม่ก็กำลังต่อรองราคากับเจ้าของแผง
พ่อค้าผู้มั่งคั่งมักจะมีทาสคุนหลุนผิวคล้ำคอยติดตามอยู่ข้างกาย พ่อค้าทางทะเลจากสามอาณาจักรอย่าง เสินเฟิง เยี่ยนหลง และฝูอวี่ ก็เป็นที่พบเห็นได้ทั่วไป อีกทั้งพ่อค้าจากอาณาจักรหนีตูสั่วที่เดินทางล่องลงใต้ตามแนวชายฝั่งทะเลเหนือ ก็มักจะมาแสวงหาโอกาสทางธุรกิจที่นี่เช่นกัน
นกนางนวลโฉบลงสู่ผิวน้ำก่อนจะบินทะยานขึ้นมา ในจะงอยปากของมันคาบปลาเกล็ดสีเงินเป็นประกายเอาไว้ตัวหนึ่ง เหอผิงมองนกนางนวลตัวนั้นแล้วยิ้มบางๆ เขาหันหลังกลับ มือข้างหนึ่งกุมด้ามกระบี่ยาวที่เหน็บไว้ข้างเอว ส่วนแส้ปัดรังควานในมือก็ถูกตวัดพาดไว้บนบ่า
ยามนี้เขาสวมชุดนักพรตเต๋า บนศีรษะปักปิ่นเหล็ก การแต่งกายบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาดุดัน หนวดเคราขึ้นรกครึ้ม ท่วงท่าการเดินองอาจดุจพยัคฆ์มังกร ให้ความรู้สึกคล้ายจอมยุทธ์มากกว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียร
ราชวงศ์ต้าโหยวผ่านวิกฤตการกวาดล้างเต๋ามาสามครั้ง และกวาดล้างพุทธมาสี่ครั้ง อารามและศาลเจ้าเต๋าล้วนร่วงโรย ส่วนวัดวาอารามของชาวพุทธยิ่งว่างเปล่าไร้ผู้คน ทว่าเมื่อเทียบกับการกวาดล้างพุทธแล้ว ราชวงศ์ต้าโหยวยังคงเหลือพื้นที่ให้แก่สำนักเต๋าอยู่บ้าง ไม่ได้ลงมืออย่างเหี้ยมโหดจนเกินไปนัก นอกเหนือจากสามผู้อาวุโสสูงสุดแล้ว ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสามสายอย่าง เต๋าเร้นลับ เต๋าเร้นกาย และเต๋าพิศดาร ก็ยังคงมีตัวตนอยู่ภายในอาณาจักรต้าโหยว เพียงแต่พวกเขาไม่ได้เปิดเผยตัวสู่โลกภายนอก
นอกจากนี้ ยังมีสำนักเต๋าอีกแห่งหนึ่งที่เปิดเผยตัวสู่โลกภายนอก นามว่า ‘สำนักหทัยพิสุทธิ์’ การสืบทอดของผู้บำเพ็ญเพียรในสำนักนี้ค่อนข้างพิเศษ ต้นกำเนิดของพวกเขามาจากคัมภีร์ที่มีชื่อว่า ‘คัมภีร์ฉางเหมิน’ คัมภีร์เล่มนี้ไม่ใช่เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา เพียงแต่เผยแผ่หลักการปล่อยวางละทิ้งกิเลส สั่งสมบุญสร้างกุศลก็สามารถบรรลุเป็นเซียนได้ อีกทั้งยังซึมซับเอาหลักจริยธรรมของลัทธิขงจื๊อและเรื่องกฎแห่งกรรมของสำนักพุทธเข้ามาผสมผสานไม่น้อย
ผู้บำเพ็ญเพียรสำนักหทัยพิสุทธิ์แทบจะไม่ได้ฝึกฝนวิชาเต๋าเลย กลับเน้นหนักไปที่การฝึกปรือวรยุทธ์เสียมากกว่า ก่อนการสถาปนาราชวงศ์ต้าโหยว ใต้หล้าเกิดศึกสงครามบ่อยครั้ง ในบรรดากองทหารมากมายภายใต้สังกัดของปฐมองค์ฮ่องเต้ต้าโหยว ก็มีอยู่กองหนึ่งที่นำโดยเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรอาวุโสแห่งสำนักหทัยพิสุทธิ์ ซึ่งได้สร้างความดีความชอบทางทหารอันยิ่งใหญ่ให้แก่ราชวงศ์ต้าโหยว
ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงทำให้ฮ่องเต้ต้าโหยวทุกรัชสมัยล้วนโปรดปรานสำนักหทัยพิสุทธิ์เป็นพิเศษ อารามเต๋ามากมายในเมืองนครหยกขาวล้วนทรุดโทรมลงอย่างหนัก แต่กลับมีเพียงอารามของสำนักหทัยพิสุทธิ์ที่ยิ่งสร้างยิ่งใหญ่โต ในยามปกติก็มีผู้มีจิตศรัทธามาเยือนไม่ขาดสาย สำนักหทัยพิสุทธิ์ยังมีอารามอยู่ตามสถานที่ต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนเป็นราชสำนักที่ทุ่มเงินสร้างให้ และยังมีการจัดสรรงบประมาณให้ทุกปี ถือเป็นกรณีพิเศษอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุผลนี้เอง ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่เดินทางไปทั่วหล้า เก้าในสิบส่วนล้วนมาจากสำนักหทัยพิสุทธิ์ เพราะหากไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรจากอารามหทัยพิสุทธิ์ และไม่มีใบสุทธิที่ออกให้โดยทางการ ร้อยทั้งร้อยย่อมถูกมองว่าเป็นพวกมารนอกรีตที่แอบอ้างปลงผมบวชเอง หากถูกทหารทางการจับได้ ก็สามารถถูกโบยจนตายได้ในทันที
นักพรตชือหลิง เจ้าสำนักเฟยอวี๋ ซึ่งเป็นสหายที่เหอผิงคบหาในเมืองซุ่ยอัน ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มาจากสำนักหทัยพิสุทธิ์เช่นกัน
ยามนี้ เหอผิงเองก็กำลังปลอมตัวเป็นศิษย์ของสำนักหทัยพิสุทธิ์ ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรอารามหทัยพิสุทธิ์ก็มีอยู่หลายสายที่ไม่ฝึกฝนวิชาเต๋า แต่ฝึกปรือเพียงวรยุทธ์และมักจะเดินทางท่องไปในยุทธภพอยู่เสมอ ผู้ที่มีวรยุทธ์ล้ำเลิศบางคนก็ยังมีชื่อเสียงโด่งดังในวิถีแห่งความจงรักภักดีและคุณธรรมอีกด้วย
เหอผิงกำลังสวมบทบาทเป็นบุคคลเช่นนี้ เขาต้องการนั่งเรือออกทะเล จึงจำเป็นต้องมีสถานะปลอมแปลงเอาไว้
สำหรับเขาแล้ว สถานะนี้ต้องไม่สะดุดตาจนเกินไป แต่ก็ต้องไม่ดูธรรมดาจนเกินไปเช่นกัน มิฉะนั้นอาจตกเป็นเป้าสายตาของผู้ที่คิดไม่ซื่อได้ง่าย และจะนำพาความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นมาให้
การแต่งกายแบบผู้บำเพ็ญเพียรสำนักหทัยพิสุทธิ์ ที่เอวจะเหน็บกระบี่ไว้หนึ่งเล่ม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้ฝึกเพลงกระบี่ เชี่ยวชาญวรยุทธ์ และเป็นคนในยุทธภพที่มักจะเดินทางไปไหนมาไหนอยู่เสมอ อย่างน้อยๆ พวกอันธพาลปลายแถวก็ย่อมไม่กล้าเข้ามายั่วยุบุคคลประเภทนี้โดยพลการ
“ผู้คนที่เดินทางไปทำมาหากินและหาเงินในดินแดนโพ้นทะเลนั้นมีจำนวนมาก และไม่ขาดแคลนชาวยุทธจากมณฑลตงหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่านักท่องยุทธภพที่มีทั้งเงินและดาบ ส่วนใหญ่มักจะทำธุรกิจที่เอาชีวิตเข้าแลก สถานะผู้บำเพ็ญเพียรอารามหทัยพิสุทธิ์ของข้าจึงเหมาะสมพอดี โดดเด่นแต่ไม่บาดตา อย่างน้อยก็จะไม่เพิ่มเรื่องไร้สาระเข้ามาให้ปวดหัว และไม่ทำให้เกิดเรื่องแทรกซ้อน!”
เขาเดินอาดๆ ขึ้นไปบนสะพานไม้ ก่อนจะก้าวขึ้นไปบนเรือเดินสมุทรลำใหญ่ด้วยความสมัครใจ เรือลำนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ตัวเรือเป็นสีแดงชาดทั้งลำ หัวเรือและท้ายเรือมีการสร้างเรือนหลังเล็กสีดำแดงเอาไว้ มีลูกเรือและกรรมกรท่าเรือจำนวนมากกำลังขนถ่ายสินค้าขึ้นลง
เหอผิงพิจารณาดูอย่างละเอียด พบว่ารูปทรงของเรือเดินสมุทรลำนี้ใกล้เคียงกับเรือฝูเจี้ยนในยุคราชวงศ์ซ่งและหยวน รูปทรงเรือด้านบนแบนราบราวกับตาชั่ง ส่วนด้านล่างแหลมคมดุจใบมีด สามารถทนทานต่อคลื่นลมได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อเขาขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ ก็มีลูกเรือของเรือสินค้าเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น
“ท่านนักพรตท่านนี้ หรือว่าจะเป็นนักพรตโม่เหวิ่น?”
“ถูกต้อง ข้าจองที่นั่งบนเรือของพวกเจ้าเอาไว้ สินค้าของพวกเจ้ามีมากมายเพียงนี้ ข้ายังมีที่พักอีกหรือ?”
เหอผิงปรายตามองเรือเดินสมุทรลำใหญ่ รู้ดีว่านี่เป็นเรือเดินสมุทรแบบฉบับที่ใช้สำหรับทั้งบรรทุกสินค้าและผู้โดยสาร นอกจากการขนส่งสินค้าแล้ว ยังรับส่งผู้โดยสารออกทะเลอีกด้วย
“ท่านนักพรตโปรดวางใจ”
ลูกเรือบนเรือคนนั้นมีไหวพริบดียิ่งนัก
“ท่านจองล่วงหน้าไว้หลายวันแล้ว พวกเราจะกล้าละเลยแขกคนสำคัญได้อย่างไร ที่พักของท่านได้ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย พวกเรารับเงินมาแล้วจะนิ่งดูดายได้อย่างไรกัน ที่ท่านจองไว้คือห้องพักรับรองพิเศษที่ท้ายเรือ เมื่อวานนี้ก็เพิ่งทำความสะอาดไปหมาดๆ ต่อให้พวกเราต้องทิ้งสินค้าบนเรือ ก็มิกล้าเบียดบังที่พักของท่านนักพรตหรอกขอรับ”
“เช่นนั้นก็ดี!”
เหอผิงโยนเศษเงินให้เป็นรางวัลอย่างไม่ใส่ใจนัก ลูกเรือคนนั้นดีใจจนเนื้อเต้น เมื่อรู้ว่าได้พบกับแขกที่มือเติบ ท่าทีของเขาก็ยิ่งกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เขานำทางเหอผิงไปยังห้องพักห้องหนึ่งในชั้นที่สามของเรือนท้ายเรือ
เรือสินค้าลำนี้ คือเรือที่เขาจองไว้เมื่อหลายวันก่อน จากการตรวจสอบพบว่าภูมิหลังและเบื้องหลังนั้นขาวสะอาด เป็นของสมาคมการค้าเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้ชายฝั่ง นามว่า ‘เป่าชางหง’ ซึ่งถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดังในวงการเช่นกัน
สมาคมการค้าขนาดเล็กนามว่าเป่าชางหงนี้ ก่อตั้งขึ้นโดยพ่อค้าทางทะเลผู้มั่งคั่งหลายคน แน่นอนว่าไม่อาจเทียบชั้นได้กับสามสมาคมการค้าใหญ่ที่ผงาดอยู่ในทะเลรอบนอก แต่ก็ถือว่ามีขุมกำลังที่แข็งแกร่งพอตัว อีกทั้งยังมีเส้นสายกว้างขวางในแวดวงขุนนางอีกด้วย
“ต่อไปก็เป็นการนั่งเรือไปที่เกาะเฟยเหยา ชือซินจื่อมีสถานที่ซ่อนสมบัติอยู่แห่งหนึ่งบนเกาะเฟยเหยา สถานที่ซ่อนสมบัติแห่งนี้ไม่ธรรมดา ภายในนั้นมีวัตถุดิบหลักชิ้นหนึ่งที่สามารถใช้หลอมสร้างหุ่นเชิดมารลี้ลับสามซากได้ หากนำออกมาได้ก็จะสามารถหลอมสร้างศพเขียว ซึ่งเป็นหนึ่งในมารลี้ลับสามซากได้สำเร็จ”
หุ่นเชิดมารลี้ลับสามซาก เป็นหุ่นเชิดที่ร้ายกาจอย่างยิ่งในสำนักหุ่นเชิดเซียน ในยามหลอมสร้าง จำเป็นต้องรวบรวมเหตุแห่งความอาฆาตมาดร้ายในใต้หล้า เพื่อนำมาหลอมเป็นหุ่นเชิดสามตัว ได้แก่ ศพเขียว ศพขาว และศพแดง อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการหลอมสร้างนั้นยุ่งยากและซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ลำพังแค่วัตถุดิบที่ต้องการก็ต้องใช้เวลาอย่างมหาศาล ชือซินจื่อรวบรวมของวิเศษจากฟ้าดินในดินแดนโพ้นทะเลมาไม่น้อย ใช้เวลาไปหลายปี ทว่ากลับหาพบเพียงวัตถุดิบหลักในการหลอมศพเขียวเท่านั้น
“หากหลอมสร้างหุ่นเชิดสามซากสำเร็จ ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาก็ยังไม่ใช่คู่มือ ทว่าผู้ที่สามารถหลอมสร้างสามซากได้ในสำนักหุ่นเชิดเซียน พลังตบะจะต้องทะลวงผ่านขอบเขตบรรลุมรรคาไปแล้วอย่างแน่นอน ในบรรดาสามซาก ศพเขียวหลอมสร้างได้ง่ายที่สุด ศพขาวมีอัตราความสำเร็จต่ำต้อย ส่วนศพแดง หากไม่มีพลังตบะขอบเขตบรรลุมรรคาก็อย่าหวังว่าจะหลอมสร้างได้ง่ายๆ ทว่าหุ่นเชิดมารลี้ลับสามซาก แม้จะได้มาเพียงศพเขียวเพียงร่างเดียวก็ถือว่าไม่ธรรมดา หากนำมาใช้ต่อกรกับศัตรู เรียกได้ว่าลึกลับยากจะคาดเดา มีประโยชน์ใช้สอยที่พลิกแพลงได้มากมาย!”
หากเหอผิงต้องหลอมสร้างหุ่นเชิดมารลี้ลับสามซากด้วยตนเอง ลำพังแค่การรวบรวมวัตถุดิบ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานสักกี่ปี โชคดีที่มีของสะสมของชือซินจื่อ ช่วยประหยัดความเหนื่อยยากไปได้กว่าครึ่ง เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ เขาก็บังเกิดความรู้สึกขอบคุณต่อศิษย์พี่ของตนขึ้นมาอย่างหาได้ยากยิ่ง
ขณะที่เหอผิงคิดเช่นนั้น เขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงภายในห้องพักที่เรือนท้ายเรือ ยามนี้เรือยังไม่ออกเดินทาง เขาปิดประตูห้องพักแล้วหลับตาทำสมาธิ แบ่งจิตเป็นสองฝักสองฝ่าย ด้านหนึ่งครุ่นคิด อีกด้านหนึ่งโคจรพลังอย่างเงียบๆ ตัดขาดจากความว้าวุ่นทั้งปวง เข้าสู่ความสงบและเพ่งพิจารณาภายใน
และในเวลานั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงทะเลาะเบาะแว้งดังมาจากห้องพักอีกห้องหนึ่งในเรือนท้ายเรือ