- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 50 จุดเริ่มต้นการรบในเมือง
บทที่ 50 จุดเริ่มต้นการรบในเมือง
บทที่ 50 จุดเริ่มต้นการรบในเมือง
บทที่ 50 จุดเริ่มต้นการรบในเมือง
โมรินสูดลมหายใจเข้าลึกเมื่อได้ยินเสียงนกหวีด เขามองดูคนงานและทหารปืนใหญ่ที่กำลังเร่งทำงานอย่างขะมักเขม้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตะโกนบอกอันเดรและลุดวิกเสียงดัง
"ที่นี่ผมฝากพวกคุณด้วยนะ! พยายามผลิตอุปกรณ์พวกนี้ให้เยอะที่สุดแล้วส่งไปให้อัศวินเกราะที่เหลือ!"
ลุดวิกพยักหน้าอย่างหนักแน่น แล้วตบหน้าอกตัวเอง "วางใจเถอะ พวกเราจะทำให้พวกกระป๋องเหล็กของบริทาเนียได้รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจ!"
โมรินไม่รอช้า หันหลังวิ่งกลับไปยังพื้นที่รับผิดชอบของหมวดที่ 3 ของตนทันที
ระหว่างทาง เขาประหลาดใจที่พบว่า ในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมงที่เขาจากไป พื้นที่กว่าครึ่งเมืองของเซบียาได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ศักยภาพที่ระเบิดออกมาเมื่อมนุษย์ตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังนั้นช่างน่าทึ่งจริงๆ
ในระหว่างที่เขาและกลุ่มลุดวิกกำลังทดสอบ ที่เปิดกระป๋อง ทหารแซกซอน นักรบกองพลนานาชาติ และกองทัพประชาชนแห่งอารากอน ภายใต้การนำของนายทหารผู้บังคับบัญชา ได้นำทฤษฎีการรบในเมืองที่โมรินเสนอไปปฏิบัติจริงแล้ว
ถนนหลายสายที่เคยขว้างขวาง บัดนี้ถูกปิดกั้นด้วยสิ่งของสารพัด รถม้าที่ถูกจับพลิกคว่ำ เฟอร์นิเจอร์พังๆ ประตูและก้อนหินที่รื้อมาจากอาคาร ก่อตัวเป็นสิ่งกีดขวางบนถนนที่สูงต่ำไม่เท่ากัน
ส่วนบนถนนสายหลักที่มีทางแยกเชื่อมต่อกันหลายสาย ก็มีการขึงลวดหนามอย่างหนาแน่น สะท้อนแสงแดดเป็นประกายเยียบเย็น
ประชาชนจำนวนมากหอบลูกจูงหลาน อพยพไปยังพื้นที่ทางตอนใต้และชานเมืองที่ปลอดภัยกว่า ภายใต้การดูแลของนักรบกองพลนานาชาติและกองทัพประชาชนที่ดู 'เป็นมิตร' มากกว่า
ส่วนคนชราส่วนน้อยที่ไม่ยอมทิ้งบ้านเกิด ก็ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนบ้านให้ลงไปซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้ดินของตนเอง และใช้แผ่นไม้หนาปิดปากทางเข้าไว้
แม้ว่าจะฉุกละหุก ทำให้รายละเอียดหลายอย่างที่โมรินเน้นย้ำ เช่น การเจาะทะลุเชื่อมต่อภายในอาคาร หรือการอำพรางจุดยิงไขว้ยังทำได้ไม่สมบูรณ์นัก
แต่เซบียาในตอนนี้ ก็มีเค้าโครงของ 'เครื่องบดเนื้อแห่งการรบในเมือง' ขั้นพื้นฐานแล้ว
โมรินรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง ยุทธวิธีนี้ จะเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างมากสำหรับทหารที่ยังไม่เคยผ่านการทดสอบอันโหดร้ายของการรบในเมือง โดยเฉพาะฝ่ายรุก
แต่ในใจลึกๆ เขาก็ยังไม่ค่อยมั่นใจนัก แม้จะมี ทฤษฎีการรบในเมือง คอยสนับสนุน แต่ทหารเหล่านี้ก็ยังไม่เคยผ่านการฝึกฝนแบบเฉพาะเจาะจงมาก่อน และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขาต้องรบในเมือง
ดังนั้น ผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร โมรินก็ไม่อาจทราบได้
เขาเหลือบมองข้อความแจ้งเตือนหลายบรรทัดที่เขาปักหมุดไว้บนแผนที่ระบบ
[กองทัพอากาศจักรวรรดิแซกซอน เรือเหาะหุ้มเกราะชั้น 'เซปเปลิน' หมายเลข L30]
[สถานะ: กำลังมุ่งหน้าสู่จุดหมาย]
[เวลาที่คาดว่าจะถึง: 3 ชั่วโมง 48 นาที]
"เหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึงสี่ชั่วโมง พวกเราน่าจะยื้อไว้ได้ใช่ไหม?"
เมื่อโมรินวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาถึงฐานที่มั่นชั่วคราวของหมวดที่ 3 จ่าหมวดคลาอุสก็รีบเข้ามาต้อนรับทันที
"ผู้บังคับหมวด คุณกลับมาแล้ว"
น้ำเสียงของคลาอุสยังคงหนักแน่นและเยือกเย็นเช่นเคย ในช่วงที่โมรินไม่อยู่ จ่าหมวดผู้นี้ได้จัดการพื้นที่รับผิดชอบของหมวดที่ 3 ไว้ได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
"กองบัญชาการกองพันเพิ่งมีคำสั่งลงมา ให้ยุบหมวดที่สูญเสียกำลังพลไปมากของกองร้อยที่ 1 และ 2 แล้วนำทหารที่เหลือมาเสริมทัพให้กับหมวดที่มีกำลังพลค่อนข้างสมบูรณ์อย่างพวกเราครับ"
โมรินได้ยินดังนั้นก็มีกำลังใจขึ้นมา นี่เป็นข่าวดีทีเดียว เพราะหลังจากจบการรบก่อนหน้านี้ ความสูญเสียของหมวดที่ 3 ก็ถือว่าไม่น้อยเลย
"พวกเราได้คนมาเพิ่มเท่าไหร่?"
คลาอุส "ไม่น้อยเลยครับ กำลังพลที่เราขาดไปไม่เพียงแต่ถูกเติมเต็มจนครบ แต่ยังมีทหารราบเพิ่มมาอีกสองหมู่! แถมกองร้อยปืนกลหนักของกรม ยังส่งชุดปืนกลหนัก MG08 มาให้เราอีกหนึ่งชุดด้วยครับ!"
โมรินดีใจมากในใจ นี่มันช่างตรงกับความต้องการของเขาพอดี
เขารีบกางแผนที่ออก ชี้ไปยังพื้นที่ที่หมวดที่ 3 รับผิดชอบ แล้วเริ่มออกคำสั่งทันที
อาจเป็นเพราะพันตรีโทมัสและผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองพลน้อยให้ความสำคัญกับศักยภาพการรบของโมรินและหมวดของเขาเป็นพิเศษ พื้นที่ที่พวกเขาได้รับมอบหมาย จึงเป็นหนึ่งในถนนไม่กี่สายทางตอนเหนือของเซบียาที่ยังค่อนข้างกว้างขวาง
ถนนสายนี้ชื่อว่า ถนนสายตะวัน ซึ่งเป็นทิศทางที่ศัตรูมีโอกาสเลือกใช้เป็นเส้นทางบุกหลักมากที่สุดเมื่อเข้ามาในเมือง
ในตอนนี้ มีการขึงลวดหนามเป็นช่วงๆ บนถนนสายนี้แล้ว และที่ปลายถนนก็มีการนำกระสอบทรายกับอิฐหินมาก่อเป็นสิ่งกีดขวางหลักสามจุด
ตรอกซอกซอยทั้งหมดที่เชื่อมต่อไปยังสองข้างทาง ก็ถูกปิดกั้นด้วยสิ่งของสารพัดจนแน่นหนา เหลือเพียงช่องทางแคบๆ ไม่กี่ช่องสำหรับให้คนฝ่ายตนเองสัญจรไปมาได้
ด้วยเหตุนี้ ทิศทางการบุกของศัตรูจึงกลายเป็นเส้นทางเดียว คือต้องบุกเข้ามาทางด้านหน้าของถนนสายนี้เท่านั้น
"คลาอุส คุณกับสิบโทอีกสองสามคน นำทหารสักหมู่สองหมู่ไปรอที่พื้นที่สแตนด์บายก่อน รอจนกว่าทหารราบศัตรูจะบุกขึ้นมา แล้วค่อยเข้าไปประจำการที่ชั้นสองและชั้นสามของอาคารที่ผมวงไว้ เพื่อสร้างจุดยิงไขว้ใส่ถนนสายนี้...จำไว้ว่า ให้ปิดตายหน้าต่างและประตูชั้นหนึ่งให้หมด แล้วพวกคุณค่อยเข้าทางด้านหลัง"
"รับทราบครับ ผู้บังคับหมวด!"
"สำหรับทหารสองหมู่ที่เพิ่งมาเสริม ให้รอรับคำสั่งที่พื้นที่สแตนด์บายในฐานะกองหนุน ระวังตัวให้ดี อย่าเปิดเผยตำแหน่งพร่ำเพรื่อ"
สักพักหนึ่ง ข่าวดีก็ถูกส่งมาอีก ปืนใหญ่สนามขนาด 77 มม. หนึ่งกระบอก และปืนใหญ่ฮาวอิตเซอร์ขนาด 105 มม. หนึ่งกระบอก ถูกนำมาจัดสรรในพื้นที่นี้เช่นกัน
โมรินจึงนำพวกมันไปซ่อนไว้หลังที่ตั้งปืนกลหนักทันที โดยเตรียมกระสุนลูกปรายและกระสุนระเบิดแรงสูงไว้พร้อมสรรพ
หลังจากจัดวางกำลังพลหลักเสร็จสิ้น โมรินก็เก็บทหารไว้สิบคน รวมทั้งทหารส่งสารอีกสองคน ให้อยู่ข้างกายเขา
ในยุคที่ยังไม่มีวิทยุสื่อสารส่วนบุคคล พวกเขาเหล่านี้จะต้องทำหน้าที่นำคำสั่งของเขาไปส่งให้ทั่วถึงทุกมุมในสมรภูมิที่วุ่นวายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แห่งนี้
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วเปิดแผนที่ระบบขึ้นมา
บนแผนที่ จุดสีแดงที่แทนตัวศัตรูปรากฏขึ้นอย่างหนาแน่นที่รอบนอกเมือง และกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาล้อมเซบียาอย่างช้าๆ
จากข้อมูลที่แสดงบนจุดเหล่านั้น ศัตรูได้รับการเสริมทัพอย่างน้อยสองกรมจริงๆ และกรมปืนไฟนอร์ธัมเบอร์แลนด์ของชาวบริทาเนีย ก็ยังมีกองพันใหม่เอี่ยมโผล่มาเพิ่มอีกด้วย
ยามลาดตระเวนที่วางกำลังไว้นอกเมืองของฝ่ายตนเอง กำลังถอยร่นกลับมาอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ที่พวกเขามองเห็นก็ค่อยๆ ลดน้อยลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังมีไอคอนของกองกำลังหนึ่งที่โดดเด่นสะดุดตา นั่นคือกรมทหารม้าที่ 52 ที่เคยทำการชาร์จจากด้านหลังอันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญบนที่สูงก่อนหน้านี้
ข้อมูลบนจุดของพวกเขาแสดงให้เห็นว่า กองกำลังที่กำลังเคลื่อนที่อยู่วงนอกนี้ เหลือกำลังพลเพียง 64% เท่านั้น
แต่กรมทหารม้าก็ไม่ได้ถอยหนี กลับทำตัวราวกับฝูงหมาป่าที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยังคงวนเวียนอยู่รอบนอก พยายามมองหาเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงอย่างกองบัญชาการศัตรู หรือที่ตั้งปืนใหญ่
‘ระวังตัวด้วยนะเพื่อน’ โมรินภาวนาให้พวกเขาอยู่ในใจ
ไม่กี่นาทีต่อมา จุดสีแดงที่อยู่ขอบนอกสุดของแผนที่ ก็เริ่มสัมผัสกับขอบเมืองเซบียา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะที่ตั้งปืนใหญ่มาจิกไรต์ได้รับความเสียหายอย่างหนักหรือเปล่า การบุกระลอกนี้ของกองทัพฝ่ายกษัตริย์ จึงไม่มีการยิงปืนใหญ่เตรียมการใดๆ เลย
หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพแนวหน้าของกองทัพฝ่ายกษัตริย์และพวกบริทาเนีย ก็เริ่มย่างกรายเข้าสู่เมืองที่กำลังจะถูกชำระล้างด้วยไฟสงครามแห่งนี้อย่างระมัดระวัง
พันตรีจอห์น นายทหารชาวบริทาเนียผู้รับผิดชอบการสังเกตการณ์แนวหน้า เต็มไปด้วยความสงสัยอยู่ในใจ
"เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงไม่มีการต่อต้านเลย?" เขาถามนายทหารประสานงานของกองทัพฝ่ายกษัตริย์ที่อยู่ข้างๆ
ในมุมมองของเขา ในเมื่อพวกแซกซอนเลือกที่จะปักหลักตั้งรับ ก็ควรจะรวบรวมกำลังพลทั้งหมดไว้ที่ชานเมือง อาศัยป้อมค่ายแล้วเปิดศึกตัดสินกับพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาสิ
นั่นสิถึงจะสมกับวิถีของทหารจักรวรรดิแซกซอน อย่างน้อยในความขัดแย้งที่อาณานิคมโพ้นทะเลก่อนหน้านี้ ก็เป็นเช่นนั้นมาตลอด
แต่ตอนนี้ ที่ชานเมืองกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน เงียบสงัดจนน่าขนลุก
"หรือว่า...พวกเขายอมแพ้ที่จะรักษาเมืองแล้ว?" นายทหารประสานงานของกองทัพฝ่ายกษัตริย์เองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก "ยกเมืองให้พวกเราดื้อๆ เลยเนี่ยนะ?"
ความคิดนี้ฟังดูยั่วยวนใจ แต่ก็ผิดปกติวิสัยเกินไป
พันตรีจอห์นขมวดคิ้ว แล้วโบกมือ
"ให้คนของกองทัพฝ่ายกษัตริย์เข้าไปก่อน พวกเราตามไปข้างหลัง ระวังตัวด้วย!"
ทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์กลุ่มแรก จึงทำใจดีสู้เสือ เดินเข้าไปตามท้องถนนของเซบียา
พวกเขาเดินอย่างเชื่องช้า ระมัดระวัง ปากกระบอกปืนเล็งไปที่ทุกซอกทุกมุมที่อาจมีคนซ่อนอยู่อย่างหวาดระแวง
ทว่า หลังจากเดินไปได้หลายสิบเมตร ถนนรอบนอกนอกจากข้าวของที่กระจัดกระจายแล้ว ก็ไม่มีอะไรเลย
ความกล้าของพวกเขาเริ่มเพิ่มมากขึ้น เหล่านายทหารก็ออกมาเดินประกบด้านข้างเพื่อจัดระเบียบแถวที่เริ่มหย่อนยาน
จนกระทั่งพวกเขาเดินมาถึงใจกลางถนนสายหลักสายหนึ่งตามแผนที่ ถึงได้พบว่าถนนข้างหน้าถูกปิดตายด้วยสิ่งกีดขวางสารพัดและลวดหนามจนไม่มีแม้แต่ที่ให้เหยียบ
"บ้าเอ๊ย พวกแซกซอนนี่มันเล่นตุกติกอะไรวะ?" นายทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์คนหนึ่งตะโกนด่าทอ "ส่งคนขึ้นไปไม่กี่คน ไปตัดลวดหนามพวกนั้นทิ้งซะ!"
ทหารหลายคนรับคำสั่ง ถือคีมตัดขนาดใหญ่ วิ่งตรงไปยังลวดหนาม
พวกเขาเพิ่งจะวิ่งไปถึงหน้าลวดหนามแล้วย่อตัวลง
"ปัง!"
เสียงปืนดังกังวานทำลายความเงียบงันลง
ทหารที่ถือคีมตัดคนหนึ่ง หัวระเบิดเป็นละอองเลือด ก่อนจะล้มตึงลงไปนอนกองกับพื้น
หลังจากนั้น ราวกับเป็นสัญญาณ
"ปัง! ปัง! ปังๆๆ!"
"ปึงๆๆๆๆๆ!"
ทั่วทั้งเซบียา ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว