- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 36 ศึกสายเลือดอัศวินเกราะ
บทที่ 36 ศึกสายเลือดอัศวินเกราะ
บทที่ 36 ศึกสายเลือดอัศวินเกราะ
บทที่ 36 ศึกสายเลือดอัศวินเกราะ
ความเงียบสงัดอันพิลึกพิลั่นปรากฏขึ้นบนสนามรบ
ควันปืนยังคงลอยคลุ้ง กลิ่นคาวเลือดเตะจมูก ทว่าเสียงปืนและเสียงโห่ร้องฆ่าฟันกลับหยุดชะงักลง
บนที่สูง ทหารราบแซกซอนและเหล่านักรบกองพลนานาชาติต่างกำอาวุธในมือแน่นด้วยความตื่นเต้น จ้องมองการปะทะกันของเหล็กกล้าที่กำลังจะปะทุขึ้นใต้เนินเขา
อีกด้านหนึ่ง กองทัพฝ่ายกษัตริย์และทหารราบบริทาเนียที่พ่ายแพ้ถอยร่นก็หยุดฝีเท้าลง หันกลับไปมองไพ่ตายของพวกตน
ลานเครื่องบดเนื้อที่เพิ่งจะเป็นของทหารราบเมื่อครู่นี้ บัดนี้ได้กลายเป็นเวทีประลองเฉพาะของเหล่าอัศวินเกราะไปเสียแล้ว
อัศวินเกราะเครื่องที่เป็นผู้นำของอัศวินการ์เตอร์ ดูเหมือนจะไม่ได้กังวลเรื่องที่พวกตนถูกล้อมเลยแม้แต่น้อย กลับก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
มันยกมือขวาขึ้น ใช้ดาบทหารอันหรูหราในมือ ตบกระแทกเข้ากับโล่ทรงว่าวที่แขนซ้ายอย่างแรง
"เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!"
เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานใส สะท้อนก้องไปทั่วท้องฟ้าเหนือสนามรบ ราวกับสาส์นท้ารบก่อนการประลองในยุคโบราณ และยิ่งดูเหมือนการยั่วยุอย่างไม่ปิดบัง
"ทำซะดูมีพิธีรีตองเชียวนะ..."
โมรินที่ใช้กล้องสองตามองดูฉากนี้อยู่บนที่สูงอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบออกมา
เพียงแต่วินาทีต่อมา สิ่งที่อัศวินเกราะสีขาวเครื่องนี้ต้องเผชิญ ก็คือ 'การตอบรับ' อันเรียบง่ายและป่าเถื่อนของอัศวินทิวโทนิก
"ตูม!"
ลุดวิกเปิดฉากยิงใส่อัศวินเกราะบริทาเนียจอม 'ขี้เก๊ก' เครื่องนี้ก่อนใคร โดยไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย
นอกเหนือจากเขาแล้ว อัศวินเกราะของอัศวินทิวโทนิกอีกสิบเอ็ดเครื่องที่รวมพลกันอยู่ เมื่อเห็นเขาเปิดฉากยิง ก็หัน 'ปืนใหญ่เหล็กจิ๋ว' ในมือเล็งไปที่ศัตรูตรงกลางพร้อมกัน
ตูม ตูม ตูม ตูม!
ปืนใหญ่แบบเล็งตรงทั้งสิบเอ็ดกระบอกเปิดฉากยิงแทบจะพร้อมกัน กระสุนปืนใหญ่ส่งเสียงแหลมแหวกอากาศ เข้ากวาดล้างพื้นที่ที่อัศวินการ์เตอร์ยืนอยู่โดยพลัน
เสียงระเบิดรุนแรงดังสนั่นต่อเนื่อง แผ่นดินสั่นสะเทือน ฝุ่นและควันพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลืนกินร่างสีขาวทั้งสี่เครื่องนั้นไปจนมิด
ทว่า เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา อัศวินเกราะสีขาวทั้งสี่เครื่องก็พุ่งพรวดออกมาจากม่านควัน
พวกมันจัดกระบวนทัพรูปข้าวหลามตัดอย่างแน่นหนา เมินเฉยต่อกระสุนปืนใหญ่ที่ระดมยิงใส่พวกมันอย่างต่อเนื่อง แล้วเปิดฉากพุ่งชาร์จตรงดิ่งไปยังทิศทางที่ลุดวิกและวิลเฮล์มอยู่
โมรินที่ล็อกสายตาจับจ้องไปที่พวกมันอย่างไม่วางตา สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า บนพื้นผิวของอัศวินเกราะสีขาวทุกเครื่อง ล้วนถูกปกคลุมด้วยชั้นโล่พลังงานที่กำลังเกิดระลอกคลื่นกระเพื่อมอย่างต่อเนื่อง
เมื่อกระสุนปืนใหญ่ของอัศวินทิวโทนิกกระทบเข้ากับโล่พลังงาน ก็จะระเบิดออกเป็นระลอกคลื่นสีฟ้าวงแล้ววงเล่า
เห็นได้ชัดว่า นั่นคือเวทมนตร์ป้องกันบางอย่างที่กำลังแสดงผลอยู่
แต่การป้องกันแบบนี้ก็ใช่ว่าจะไร้เทียมทาน มันมีขีดจำกัดพลังป้องกันอยู่ระดับหนึ่ง
ภายใต้การระดมยิงอย่างต่อเนื่องของปืนใหญ่แบบถือสิบสองกระบอก อัศวินเกราะของอัศวินการ์เตอร์เครื่องที่พุ่งนำอยู่หน้าสุด ก็เกิดระลอกคลื่นรอบตัวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สีของโล่พลังงานก็เริ่มหมองหม่นลงทุกที
ในที่สุด หลังจากโดนกระสุนปืนใหญ่เข้าไปอีกนัด โล่พลังงานชั้นนั้นก็แตกสลายไปอย่างไร้สุ้มเสียงราวกับเศษแก้วที่แตกละเอียด
กระสุนปืนใหญ่นัดต่อๆ มากระแทกเข้ากับเกราะสีขาวของมันอย่างปราศจากสิ่งกีดขวาง ระเบิดจนเกิดเป็นหลุมรอยไหม้สีดำเกรียม รุนแรงจนทำให้แรงส่งในการพุ่งชาร์จของมันถึงกับชะงักงัน
แต่อำนาจทำลายล้างจากการโจมตีระยะไกล ก็ทำได้เพียงแค่ 'เจาะเกราะพลังงาน' เท่านั้น
เมื่อระยะห่างของทั้งสองฝ่ายร่นเข้ามาเหลือเพียงร้อยเมตร ลุดวิกก็เป็นฝ่ายโยนปืนใหญ่แบบถือทิ้งไปก่อน
อัศวินเกราะสังกัดอัศวินทิวโทนิกอีกสิบเอ็ดเครื่อง ก็พร้อมใจกันทิ้งอาวุธระยะไกลอันหนักอึ้งในมือตามๆ กันไป แล้วชักอาวุธระยะประชิดสารพัดรูปแบบออกมาจากด้านหลังหรือที่เอว
มีทั้งดาบใหญ่แบบดั้งเดิม มีขวานศึกสองมือขนาดมหึมา มีลูกตุ้มโซ่หน้าตาดุดัน...
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นกระบองหัวหนามแบบหนักที่ออกแบบมาเพื่อใช้เจาะเกราะโดยเฉพาะ
อัศวินเกราะสีทาตราไม้กางเขนขาวดำ ส่งเสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำๆ พวกเขาแกว่งไกวอาวุธสุดเถื่อนเหล่านี้ พุ่งเข้าปะทะกับอัศวินการ์เตอร์อย่างไม่ลดละ
ในขณะเดียวกัน ผู้ติดตามอัศวินของทั้งสองฝ่ายก็โอบล้อมจากปีกทั้งสองข้าง เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด
ตูม!
วินาทีที่เหล็กกล้าปะทะเข้ากับเหล็กกล้าตรงๆ ทำเอาผู้ชมรอบข้างทุกคนรู้สึกราวกับหัวใจของตัวเองหยุดเต้นไปจังหวะหนึ่ง
ภาพตรงหน้านั้น มันช่างน่าตื่นตะลึงจนเกินไป
สิ่งประดิษฐ์โลหะขนาดยักษ์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีเวทมนตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กลับใช้รูปแบบดั้งเดิมและป่าเถื่อนที่สุดในการพุ่งชนและฟันเข้าใส่กัน
ทุกครั้งที่ปะทะกันก็สาดประกายไฟแสบตา ทุกครั้งที่เหวี่ยงอาวุธก็พกเอาเสียงหวีดร้องแหวกอากาศมาด้วย
ไม่นาน โมรินก็มองเห็นความแตกต่างของทั้งสองฝ่าย
อัศวินเกราะของอัศวินการ์เตอร์ มีรูปลักษณ์เกราะภายนอกที่โค้งมนและประณีต ท่วงท่าการเคลื่อนไหวก็ทั้งสง่างามและรวดเร็ว
ด้านหลังก็ไม่มีอุปกรณ์ที่คล้ายกับท่อไอเสียพ่นควันใดๆ ออกมา เห็นได้ชัดว่าเป็นผลผลิตจากเทคโนโลยีเวทมนตร์ล้วนๆ
ส่วนฝั่งอัศวินทิวโทนิกนั้น ด้านหลังของอัศวินเกราะทุกเครื่อง ล้วนมีท่อไอเสียสองท่อที่พ่นควันดำโขมงตั้งตระหง่านอยู่
ขณะเดียวกัน ท่าทางการเคลื่อนไหวของพวก 'กระป๋องเหล็ก' เหล่านี้ก็ดูแข็งกระด้างราวกับเครื่องจักร ท่วงท่ากว้างขวางรุนแรง เต็มไปด้วยสุนทรียศาสตร์แห่งความรุนแรงของอุตสาหกรรมหนัก
นี่มันก็เหมือนกับหุ่นคัสตอมทำพิเศษ กำลังถูกฝูงหุ่นแมสโปรดักชั่นสุดถึกทนรุมกินโต๊ะ ถือซะว่าเป็นศึกเทคโนโลยีเวทมนตร์ VS ไฮบริดเวทมนตร์+เครื่องยนต์สันดาปภายในละกัน
เครื่องยนต์สันดาปภายในที่เคยเป็นผู้ท้าชิงในโลกก่อนที่โมรินจะข้ามมิติมา กลับกลายเป็น 'พลังงานทางเลือกใหม่' ในความหมายบางอย่างของโลกใบนี้...
แถมเครื่องยนต์สันดาปภายในของโลกนี้ อาจจะเพราะเชื้อเพลิงที่แตกต่างกัน จึงมีกำลังขับเคลื่อนสูงกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในยุคแรกที่โมรินรู้จักอย่างเห็นได้ชัด ถึงได้สามารถขับเคลื่อนเจ้า 'กระป๋องเหล็ก' ร่างยักษ์เหล่านี้ได้
เมื่อมองดูการต่อสู้อันดุเดือดของทั้งสองฝ่าย โมรินก็เข้าใจอย่างรวดเร็วว่า ทำไมอัศวินทิวโทนิกถึงต้องใช้ความได้เปรียบด้านจำนวนที่มากกว่าถึงสามเท่าตัวในการสู้ศึกครั้งนี้
ประสิทธิภาพของอัศวินเกราะทั้งสองฝ่าย มีความห่างชั้นกันแบบเห็นๆ ด้วยตาเปล่าจริงๆ
หากไม่ได้อาศัยจำนวนคนและอาวุธที่เตรียมมาแก้ทางโดยเฉพาะล่ะก็ รูปแบบการต่อสู้ในครั้งนี้คงไม่ออกมาเป็นอย่างที่เห็นในตอนนี้แน่นอน
นับตั้งแต่อัศวินเกราะของทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกัน การต่อสู้ก็เข้าสู่จุดเดือดขั้นสุด
เหล่าอัศวินทิวโทนิกละทิ้งท่วงท่าส่วนเกินทั้งหมด ทำเพียงแค่คลุ้มคลั่งฟาดอาวุธเย็นเจาะเกราะในมือเข้าใส่เกราะของคู่ต่อสู้เท่านั้น
ส่วนอัศวินแห่งอัศวินการ์เตอร์ แม้จะอาศัยยุทโธปกรณ์ที่ล้ำเลิศกว่าและความคล่องตัวที่ยืดหยุ่นกว่า ซัดอัศวินทิวโทนิกคว่ำไปได้สองเครื่องในการปะทะช่วงแรกๆ
แต่ดาบทหารที่ค่อนข้างเป็นแบบดั้งเดิมในมือของพวกเขา เห็นได้ชัดว่าทำได้แค่โจมตีจุดตายบางจุด ดูๆ ไปแล้วเหมาะเอาไว้ใช้เปิดโหมดมุโซกลางดงทหารราบซะมากกว่า
ในศึกดวลอัศวินเกราะ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอาวุธอย่างกระบองหัวหนามที่เกิดมาเพื่อเจาะเกราะล้วนๆ ดาบทหารก็เห็นได้ชัดว่าเริ่มจะตึงมือเสียแล้ว
บ่อยครั้งที่คมดาบฟาดฟันลงบนเกราะหนาหนักของอัศวินเกราะ ก็ทิ้งไว้เพียงรอยขีดข่วนสีขาว ทว่ากระบองหัวหนามของอีกฝ่าย กลับสามารถทุบทำลายแผ่นเกราะภายนอกของพวกเขาให้แหลกเละ ทิ้งรอยโบ๋สุดสยองเอาไว้ได้จริงๆ
ตาชั่งแห่งสนามรบ เริ่มเอียงเอนลงอย่างช้าๆ ท่ามกลางการสูญเสียอันน่าสลดใจ
อัศวินเกราะของอัศวินการ์เตอร์เครื่องหนึ่ง หลังจากยกโล่ขึ้นบล็อกการโจมตีได้หลายครั้งติด โล่ที่แขนซ้ายก็ถูกขวานศึกเล่มหนึ่งสับจนหลุดกระเด็นไป
วินาทีต่อมา กระบองหัวหนามสองอันก็ฟาดเข้าที่เกราะอกของมันจากทั้งซ้ายและขวาพร้อมๆ กัน
พร้อมกับเสียงโลหะบิดเบี้ยวที่ชวนให้เสียวฟัน แผ่นเกราะอกที่สลักตราสัญลักษณ์อันวิจิตรบรรจงนั้น ก็ถูกทุบจนเป็นรูกลวงโบ๋สองรูอย่างดิบเถื่อน
อัศวินสีขาวเครื่องนี้ซวนเซถอยหลัง ท่าทางการเคลื่อนไหวช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
ลุดวิกคว้าโอกาสนี้ไว้ เขาบังคับหุ่นของตัวเองพุ่งชนคู่ต่อสู้ตรงหน้าจนกระเด็นออกไป ชูกระบองหัวหนามในมือขึ้นสูง เล็งตรงไปยังห้องนักบินของอัศวินการ์เตอร์ที่ได้รับบาดเจ็บเครื่องนั้น แล้วฟาดลงไปอย่างสุดแรง
พร้อมกับเสียงดังสนั่นอันหนักหน่วง กระบองหัวหนามของลุดวิก ก็ทุบทำลายห้องนักบินของอัศวินการ์เตอร์เครื่องนั้นจนบิดเบี้ยวผิดรูปไปโดยสมบูรณ์
ยามที่เขาดึงกระบองหัวหนามกลับออกมา กระทั่งสามารถมองเห็นเศษเนื้อและหยดเลือดที่ติดอยู่บนนั้นได้
ส่วนอัศวินเกราะสีขาวผู้งดงามตรงหน้าเขา ดิ้นรนโซเซไปมาสองครั้ง ท้ายที่สุดก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างไร้เรี่ยวแรง และสิ้นเสียงตอบสนองไปโดยสมบูรณ์