เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 ปะทะกรมปืนไฟนอร์ธัมเบอร์แลนด์

บทที่ 32 ปะทะกรมปืนไฟนอร์ธัมเบอร์แลนด์

บทที่ 32 ปะทะกรมปืนไฟนอร์ธัมเบอร์แลนด์


บทที่ 32 ปะทะกรมปืนไฟนอร์ธัมเบอร์แลนด์

การโจมตีจากด้านข้างด้วยปืนกลหนัก คือหายนะอันใหญ่หลวงสำหรับกองทหารราบที่จับกลุ่มกันอย่างหนาแน่น

พวกเขาเปิดเผยตัวอยู่ภายใต้แนวยิงของปืนกลอย่างสมบูรณ์แบบ เดินหน้าก็ตาย ถอยหลังก็ตาย หมอบอยู่กับที่ก็ตายเหมือนกัน

เนินลาดชันบริเวณด้านหน้าของที่สูง ได้แปรสภาพกลายเป็นโรงฆ่าสัตว์อย่างแท้จริง

บนใบหน้าของจ่าหมวดคลาอุสและสิบตรีโยนา เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นตะลึงและบ้าคลั่ง

พวกเขาดึงลูกเลื่อน เล็ง แล้วก็ยิงราวกับเครื่องจักร ส่งกระสุนเจาะทะลุร่างของศัตรูไปทีละนัดๆ

พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า การรบมันจะสามารถทำแบบนี้ได้ด้วย

การตัดสินใจของท่านผู้บังคับหมวดโมรินในครั้งนี้ สำหรับพวกเขาแล้วมันคือความคิดของอัจฉริยะชัดๆ!

เพราะไม่เคยมีใครที่ไหนจะแบกปืนกลที่ทั้งเทอะทะและหนักอึ้งมาทำการโจนทะยานทางยุทธวิธีแบบนี้ ในใจของทหารบกแซกซอนกว่า 99% ปืนกลเป็นเพียงอาวุธสำหรับการตั้งรับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีทางนำมาใช้เพื่อการบุกโจมตีได้หรอก...

การพุ่งชาร์จครั้งแรกของกองทัพฝ่ายกษัตริย์ หลังจากที่ทหารสามแถวหน้าตายคาที่ไปมากกว่า 70% ก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป

ส่วนแถวตอนลึกของทหารอีกกองร้อยที่ตามหลังทหารสามแถวนี้มา ถึงกับยังกล้าที่จะเปิดฉากพุ่งชาร์จใส่พวกโมรินอีกรอบ

เพียงแต่รูปแบบขบวนที่หนาแน่นยิ่งขึ้นของพวกมัน กลับทำให้พลปืนกลยิงได้ง่ายกว่าเดิม บางครั้งกระสุน .303 เพียงแค่นัดเดียวก็สามารถทะลวงร่างศัตรูได้ถึงสองคนติดกัน

แถวตอนลึกที่อัดแน่นทั้งหมด พอแนวปืนกลหันกระบอกปืนเข้าใส่เพียงไม่กี่วินาที ก็แตกพ่ายกระเจิงไปอย่างสมบูรณ์

โมรินถึงกับเห็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ค่อยๆ เผยออกมาบนใบหน้าของพลปืนกลที่ก่อนจะเริ่มยิงยังดูตื่นเต้นและอ่อนหัดอยู่เลย

นั่นคือรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของการสาดกระสุนยิงข่ม

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการยิงข่มอย่างไม่บันยะบันยังของปืนกล ทหารฝ่ายกษัตริย์ที่รอดชีวิตก็สติแตกโดยสมบูรณ์

พวกเขาร้องห่มร้องไห้ พากันทิ้งอาวุธ แล้ววิ่งหนีหัวซุกหัวซุนกลับไปด้านหลัง ขวัญกำลังใจพังทลายไม่เหลือชิ้นดี

มีนายทหารอยู่ไม่กี่คนที่ยังอยากจะยืนหยัดต่อ พวกเขายกดาบทหารขึ้นสูง พยายามที่จะหยุดยั้งการล่าถอยครั้งนี้  ใช่แล้ว นายทหารทุกระดับชั้นของกองทัพฝ่ายกษัตริย์ ยังคงรักษาธรรมเนียมการพกพาดาบทหารติดตัวเอาไว้

แต่การกระทำที่ทำตัวเป็นเป้าล่อสายตาแบบนี้ในสนามรบ ไม่นานก็ถูกการยิงอย่างแม่นยำของจ่าคลาอุสและคนอื่นๆ สอยร่วงลงไป

ทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์ที่ทะลักเข้ามาเหมือนเกลียวคลื่น ก็ม้วนตัวถอยกลับลงจากที่สูงไปประหนึ่งน้ำลด

เมื่อเห็นภาพนั้นโมรินก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็ห้ามพลปืนกลไม่ให้ยิงต่อ

"พอแล้วๆ ประหยัดกระสุนหน่อย! เดี๋ยวต้องมีให้ยิงอีกแน่!"

เมื่อพูดจบ เขาก็มองสำรวจคนอื่นๆ รอบตัวอีกครั้ง

"ทุกคนตรวจดูว่ามีใครบาดเจ็บหรือเปล่า แล้วก็เช็กสถานะกระสุนด้วย!"

ไม่นานทุกคนก็ตรวจสอบเสร็จสิ้น ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ... หรือจะพูดให้ถูกก็คือ กองทัพฝ่ายกษัตริย์ไม่สามารถทำการตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยต่างหาก

ทว่าทุกคนก็ผลาญกระสุนไปเกือบจะหนึ่งในหกของที่มีอยู่ ปืนกล Vickers ยิ่งไม่ต้องพูดถึง สายกระสุนเส้นแรกแทบจะถูกยิงจนหมดเกลี้ยง

"กองร้อยปืนกลประจำกรมควรจะถูกส่งมาที่แนวหน้าสิวะ เดิมทีจำนวนก็มีน้อยอยู่แล้ว นี่ยังไม่เอาออกมาใช้อีก..."

โมรินทิ้งตัวนอนราบลงกับพื้น ปล่อยให้ร่างกายที่ตึงเครียดได้ผ่อนคลายลงสักนิด พร้อมกับอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา

"ท่านผู้บังคับหมวด ต่อไปเราจะเอายังไงกันดีครับ?"

จ่าคลาอุสขยับเข้ามาใกล้โมรินแล้วถามด้วยแววตาเป็นประกาย

"เตรียมตัวย้ายที่ตั้งเถอะ เมื่อกี้พวกเราเปิดเผยจุดยิงไปแล้ว การบุกรอบหน้าของศัตรูอาจจะพุ่งเป้ามาที่พวกเรา..."

โมรินลุกขึ้นมาจากพื้น จากนั้นก็เพ่งความสนใจไปที่ 'แผนที่ระบบ' เตรียมจะมองหาที่ตั้งปืนกลชั่วคราวแห่งใหม่

แล้วเขาก็หาเจอตำแหน่งที่เหมาะสมกว่าจริงๆ

ตรงนั้นอยู่ห่างจากยอดของที่สูงออกมาอีกหน่อย แต่มีต้นไม้ใหญ่หลายต้นที่ถูกแรงระเบิดจากปืนใหญ่โค่นล้มระเนระนาดอยู่ ซึ่งสามารถใช้เป็นที่กำบังตามธรรมชาติได้พอดิบพอดี

เขารีบส่งทหารนายหนึ่งให้ลอบกลับไปยังยอดของที่สูง เพื่อไปยืนยันสถานการณ์ของคนอื่นๆ ในกองพัน พร้อมกับฝากบอกแผนการของตัวเองให้ร้อยเอกเฮาเซอร์ทราบด้วย

หลังจากจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จ โมรินถึงพาคนที่เหลือ ช่วยกันแบกปืนกล Vickers ที่หนักอึ้ง แล้วเริ่มการเคลื่อนย้ายอย่างเงียบเชียบ

พวกทหารกองทัพฝ่ายกษัตริย์ที่แตกพ่ายกำลังวิ่งหนีแตกกระเจิงอยู่ตีนเขา ไม่มีใครสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของกองกำลังเล็กๆ ของพวกเขาสักคน ขั้นตอนการเคลื่อนย้ายทั้งหมดเป็นไปอย่างราบรื่นจนผิดหูผิดตา

เมื่อกลุ่มคนเดินทางมาถึงที่ตั้งชั่วคราวแห่งใหม่ โมรินก็สั่งให้ทุกคนกระจายกำลังออกไปทันที ต่างคนต่างหาที่กำบังให้ดี แล้วทำการตรวจสอบอาวุธในมือเป็นครั้งสุดท้าย

"ดื่มน้ำกันสักหน่อย รีบพักหายใจให้เต็มปอด เดี๋ยวคงมีศึกหนักรออยู่อีกแน่"

โมรินเองก็เปิดฝากระติกน้ำแล้วยกดื่มอึกใหญ่ จากนั้นก็อาศัยช่วงเวลาว่างอันหาได้ยากนี้ ดึงความสนใจทั้งหมดดำดิ่งลงไปที่แผนที่ระบบตรงมุมซ้ายบนของลานสายตา

เมื่อกองทัพฝ่ายเดียวกันรุกคืบเข้าไปตลอดแนวรบ ม่านหมอกสงครามที่เคยปกคลุมอยู่รอบๆ เซบียาก็ถูกปัดเป่าออกไปเป็นบริเวณกว้าง สถานการณ์ทั่วทั้งแนวรบเผยให้เห็นอย่างชัดเจน

ป้ายทหารสีแดงแต่ละอันที่เป็นตัวแทนของหน่วยทหารฝ่ายกษัตริย์ กำลังกะพริบและหายไปอย่างต่อเนื่อง

กำลังรบหลักที่เป็นแกนนำในการบุกโจมตีอย่างกองพลน้อยทหารราบที่ 16 ได้ยึดครองที่สูงที่เปิดโล่งทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเซบียาไว้ได้ทั้งหมดแล้ว

พื้นที่สูงเปิดโล่งเหล่านั้น ส่วนใหญ่ในตอนนี้ได้เปลี่ยนมือผู้ถือครองไปแล้ว

ป้ายทหารของกองพันปืนใหญ่สนาม 77 มม. ทั้งสองกองพัน ก็กำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า เตรียมที่จะเข้ายึดพื้นที่ตั้งยิงใหม่ เพื่อคอยสนับสนุนการยิงระยะใกล้ให้กับการบุกโจมตีในรอบต่อไป

ส่วนกองร้อยปืนใหญ่ฮาวอิตเซอร์ 105 มม. สามกองร้อยที่ไม่ค่อยสะดวกต่อการเคลื่อนพลสักเท่าไหร่ ก็ยังคงปักหลักโจมตีอยู่ที่เดิม

สถานการณ์การรบโดยรวมดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้สวย

หากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินต่อไปในทิศทางนี้ การที่ชาวแซกซอนจะเจาะแนวป้องกันรอบนอกของเซบียาจนแตกพ่าย ก็คงเป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น

ทว่าภายในใจของโมริน ความรู้สึกไม่สบายใจกลับเริ่มก่อตัวหนาแน่นยิ่งขึ้น

เขาจำได้อย่างชัดเจนว่า ในข้อมูลข่าวกรองที่เขานำกลับมานั้น ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงหน่วยรบชั้นยอดของศัตรูอยู่หลายหน่วย  นักเวทย์ไฮแลนด์, อัศวินการ์เตอร์ และกรมปืนไฟนอร์ธัมเบอร์แลนด์

ศัตรูที่จับตัวเขาไปเป็นเชลยตอนที่เขาข้ามมิติมา ก็มาจากกองพันที่ 4 แห่งกรมปืนไฟนอร์ธัมเบอร์แลนด์เหมือนกัน

แต่จนถึงตอนนี้ หน่วยรบชั้นยอดของชาวบริทาเนียเหล่านี้ ยังไม่มีหน่วยไหนปรากฏขึ้นบนแผนที่เลยสักหน่วย

หรือว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะทิ้งที่มั่นรอบนอก แล้วเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปเดิมพันกับการรบในเมืองจริงๆ?

ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวของโมริน แต่แล้วเขาก็ปฏิเสธมันด้วยตัวเองในทันที

มันช่างสวนทางกับแนวคิดทางการทหารที่เป็นกระแสหลักในยุคนี้อย่างสิ้นเชิง การอาศัยแนวป้องกันเมืองที่แข็งแกร่งเพื่อทำสงครามในเมือง มันต้องเสียเปรียบขนาดไหนถึงจะยอมเลือกทำแบบนั้นได้

ทว่ายังไม่ทันที่โมรินจะได้คิดให้ถี่ถ้วน สถานการณ์ใหม่ก็ปรากฏขึ้น

"ท่านผู้บังคับหมวด! พวกมันขึ้นมากันอีกแล้ว!"

จ่าหมวดคลาอุสที่รับหน้าที่เฝ้าระวังอยู่หลังท่อนไม้ที่โค่นล้ม กดเสียงต่ำแล้วเอ่ยขึ้นว่า

"พวกทหารที่แตกพ่ายถูกนายทหารของมันขวางเอาไว้แล้ว ตอนนี้กำลังจัดกระบวนทัพกันใหม่!"

แทบจะในเวลาเดียวกันกับที่คลาอุสรายงาน ที่ด้านล่างของที่สูง กองกำลังหน่วยใหม่เอี่ยมอีกหน่วยก็ปรากฏขึ้นในลานสายตาของโมริน

ชุดเครื่องแบบของพวกมันเป็นสีเหลืองดิน แตกต่างจากเครื่องแบบสีดำของกองทัพฝ่ายกษัตริย์อย่างเห็นได้ชัด

เสียงแตรเดี่ยวที่เบาสบายและมีจังหวะจะโคน สลับกับจังหวะการตีกลองทหาร ดังแว่วมาจากตีนเขาแต่ไกล

ทำนองนั้นโมรินคุ้นเคยเป็นอย่างดี  เพลงมาร์ชพลขว้างระเบิด

ใจเขากระตุกวูบ รีบพุ่งตัวไปหาคลาอุสเพียงไม่กี่ก้าว แล้วยกกล้องสองตาขึ้นส่อง

ในเลนส์กล้อง กองกำลังทหารบริทาเนียที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นมา แทบจะเหมือนกับทหารอังกฤษในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในความทรงจำของเขาไม่ผิดเพี้ยน

ชุดทหารสีกากี บนหัวสวม 'หมวกเหล็กทรงจานบิน' อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้กำกับหนังฮ่องกง

สิ่งเดียวที่แตกต่างออกไปก็คือ ที่ด้านหน้าสุดของแถวพวกมัน มีทหารที่สวมเกราะหนักเป็นชั้นๆ ยืนตระหง่านอยู่

บ้างก็ถือดาบสองมือขนาดใหญ่ บ้างก็มือหนึ่งถือโล่ทรงว่าว อีกมือถือดาบมือเดียว ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยรังสีอำมหิตที่ทำให้คนไม่กล้าเข้าใกล้

บนแผนที่ระบบ ข้อมูลรายละเอียดของกองกำลังหน่วยนี้ก็เด้งขึ้นมาตามกัน

[จักรวรรดิบริทาเนียอันศักดิ์สิทธิ์ กรมปืนไฟนอร์ธัมเบอร์แลนด์ กองพันที่ 4]

[นายทหาร: 30 นาย]

[พลทหารและนายทหารชั้นประทวน: 997 นาย]

จบบทที่ บทที่ 32 ปะทะกรมปืนไฟนอร์ธัมเบอร์แลนด์

คัดลอกลิงก์แล้ว