- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 19 อัจฉริยะด้านภาษา?
บทที่ 19 อัจฉริยะด้านภาษา?
บทที่ 19 อัจฉริยะด้านภาษา?
บทที่ 19 อัจฉริยะด้านภาษา?
โมรินกับพรรคพวกทั้งหกคนปั่นจักรยานออกไป และในไม่ช้าก็หลุดพ้นจากอาณาเขตของหมู่บ้านซานอิซิดโร
รสชาติของเครื่องดื่มชูกำลังแก้วนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในปาก ความขมปร่าเจือกลิ่นไหม้เกรียมทำให้เขาอยากจะแลบลิ้นออกมาเป็นระยะๆ
เขาไม่เคยดื่มกาแฟที่รสชาติห่วยแตกขนาดนี้มาก่อนเลยจริงๆ...
ถนนชนบทขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ล้อจักรยานบดทับเศษหินและก้อนดินจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ โมรินปั่นจักรยานไปพลาง แบ่งสมาธิส่วนหนึ่งไปจดจ่ออยู่กับมินิแมปที่มุมซ้ายบนของสายตา
อาจเป็นเพราะได้เห็นข้อมูลจากแผนที่ทหารของกองบัญชาการกองพัน แผนที่ระบบ ของโมรินเองจึงได้รับการอัปเดตข้อมูลแผนที่ด้วยเช่นกัน
พื้นที่เบื้องหน้าทอดยาวไปจนถึงเซบียาตอนนี้สามารถมองเห็นรายละเอียดได้แล้ว เพียงแต่ยังถูกปกคลุมด้วย 'หมอกแห่งสงคราม' กึ่งโปร่งใสเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง
เมื่อพวกเขามุ่งหน้าไป หมอกแห่งสงครามเบื้องหน้าที่เป็นตัวแทนของเส้นทางที่ยังไม่ถูกสำรวจ ก็ค่อยๆ จางหายออกไปรอบทิศทางโดยมีพวกเขาเป็นศูนย์กลาง เผยให้เห็นรายละเอียดภูมิประเทศที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ความรู้สึกนี้มันแปลกประหลาดมาก เหมือนกับกำลังเล่นเกมวางแผนการรบแบบเรียลไทม์ แล้วได้ควบคุมยูนิตสอดแนมไปเปิดหมอกสำรวจแผนที่ด้วยตัวเองยังไงยังงั้น
"อย่าเอาแต่ก้มหน้าก้มตาปั่น!" โมรินกดเสียงต่ำเตือนคนที่อยู่ด้านหลัง "มองดูป่าสองข้างทางกับที่สูงๆ เอาไว้ด้วย ถ้ามีอะไรผิดปกติให้รีบรายงานทันที!"
"ครับผม ท่านร้อยตรี!" สิบโทบาวมันน์ตอบรับทันที
คนอื่นๆ ต่างก็เงยหน้าขึ้นและกวาดสายตามองสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความระแวดระวัง
พวกเขาคิดแค่ว่านี่เป็นคำสั่งตามปกติของผู้บังคับหมวดที่เกิดจากความรอบคอบ แต่กลับไม่รู้เลยว่าสายตาของพวกเขาทุกคนกำลังมอบข้อมูลอันมีค่าให้กับโมริน เพื่อรีเฟรชเนื้อหาบนมินิแมป
ในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ โมรินค้นพบวิธีการอัปเดตข้อมูลของ 'แผนที่ระบบ' คร่าวๆ แล้ว
นั่นคือยูนิตทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในระยะการมองเห็นของฝ่ายเดียวกัน จะถูกแสดงขึ้นมาบนแผนที่ ไม่ว่าฝ่ายเดียวกันจะสังเกตเห็นหรือไม่ หรือจะรู้จักมันหรือเปล่าก็ตาม
เห็นไหมล่ะ ในแง่ของการเป็นโปรเจกต์โกงแผนที่ระบบถือว่าทำผลงานได้ค่อนข้างถึงใจเลยทีเดียว...
และเป้าหมายแรกของการเดินทางครั้งนี้ของพวกโมริน ก็คือหมู่บ้านแห่งต่อไปที่ระบุไว้บนแผนที่ ซึ่งมีชื่อว่า อัลโกเลีย
แผนของโมรินคือการเข้าไปสอดแนมรอบนอกหมู่บ้านก่อน หากปลอดภัยก็จะเข้าไปดูลาดเลาข้างใน และถือโอกาสให้หน่วยสอดแนมเฉพาะกิจทีมนี้ได้ละลายพฤติกรรมเพื่อทำงานร่วมกันไปในตัว
จากนั้นค่อยประเมินสถานการณ์อีกที ว่าจะมุ่งหน้าไปสอดแนมทางฝั่งเซบียาต่อหรือไม่
อาจจะเป็นเพราะโชคดี ตลอดทางที่ผ่านมาจึงเงียบสงบไร้เหตุร้าย แม้แต่เงาผีสักตัวก็ยังไม่เจอ
เมื่อห่างจากหมู่บ้านอัลโกเลียราวๆ สองร้อยกว่าเมตร โมรินก็ยกมือขึ้นทำสัญญาณ ทุกคนต่างรู้ใจและค่อยๆ ชะลอความเร็วเพื่อหยุดรถทันที
"ลงจากรถ เข็นไป หาที่ซ่อน"
พวกเขาเข็นจักรยานเลี้ยวเข้าไปในป่าทึบข้างทาง ค่อยๆ วางรถลงหลังพุ่มไม้ด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะใช้กิ่งไม้และใบไม้แห้งมาพรางตาแบบลวกๆ
"จำตำแหน่งนี้ไว้ให้ดี" โมรินชี้ไปที่ต้นไม้แห้งตายต้นหนึ่งที่ไม่ไกลนัก ซึ่งดูเหมือนจะถูกฟ้าผ่าจนหักโค่น "เดี๋ยวเราต้องถอนกำลังกลับมาที่นี่!"
เขาบิดฝากระติกน้ำแล้วดื่มอึกหนึ่ง ก่อนจะส่งสัญญาณให้คนอื่นๆ รีบเติมน้ำเข้าลำไส้โดยด่วน
หลังจากพักเหนื่อยชั่วครู่ ทั้งหกคนก็ประทับปืนเล็กยาว จัดรูปขบวนแถวตอนหลวมๆ แล้วเริ่มค่อยๆ ลอบเข้าไปทางหมู่บ้าน
โมรินเดินนำอยู่หน้าสุด สายตาของเขากวาดมองสลับไปมาระหว่างทางเข้าหมู่บ้านและบ้านเรือนรอบๆ ส่วนนิ้วมือก็ทาบไว้ที่โกร่งไกปืนตามความเคยชิน
เขาหันขวับกลับไปมอง แล้วก็พบว่าสิบโทบาวมันน์กับทหารอีกสองสามคน กำลังเอานิ้วชี้แตะไว้ที่ไกปืน ทำท่าเหมือนพร้อมจะสาดกระสุนได้ทุกเมื่อ
หัวใจเขาหล่นวูบ รีบทำสัญญาณมือให้ทุกคนหยุดเดินทันที
"เอานิ้วออกจากไกปืนแล้ววางไว้บนโกร่งไก! จำใส่สมองเอาไว้ด้วย!"
เขากระซิบเสียงลอดไรฟันอย่างเฉียบขาด "ฉันไม่อยากให้ปืนลั่นใส่ตูดฉันแค่เพราะมีไอ้งั่งคนไหนสะดุดขาตัวเองล้มหรอกนะ! หรือไม่ก็พาพวกเราซวยโดนจับได้กันหมดนี่แหละ!"
เมื่อได้ยินคำพูดของโมริน แม้ทหารเหล่านั้นจะไม่ค่อยชินนัก แต่ก็รีบทำตามทันที
ทุกคนแนบตัวไปกับเงามืดของกำแพงดิน แล้วลอบเร้นเข้าไปในหมู่บ้านอย่างระมัดระวัง
ผิดคาด ภายในหมู่บ้านกลับสงบสุขอย่างเหลือเชื่อ
เด็กสองสามคนกำลังวิ่งไล่จับกันบนถนนดิน ไม่ไกลนักตรงริมบ่อน้ำ มีพวกผู้หญิงกำลังซักผ้าพร้อมกับจับกลุ่มคุยกัน ซ้ำยังเห็นคนแก่สองสามคนนั่งอยู่หน้าประตูบ้านตัวเอง อาบแดดอย่างเกียจคร้าน
ที่นี่สัมผัสไม่ได้ถึงเงามืดของสงครามเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าพวกเขาหลงเข้ามาในดินแดนลับแลที่ตัดขาดจากโลกภายนอก
ความสงบที่ผิดปกตินี้ ทำให้ความระแวดระวังในใจของโมรินพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด
เขาตัดสินใจว่าจะหาชาวบ้านสักคนเพื่อถามไถ่สถานการณ์ ซึ่งนี่ก็ถือเป็นหนึ่งในหัวข้อการสอดแนมที่เรียกว่า 'การลาดตระเวนพลเรือน' เช่นกัน
โมรินส่งซิกให้สิบโทบาวมันน์ อีกฝ่ายเข้าใจความหมาย จึงก้าวเข้าไปขวางชายชราชาวนาที่กำลังแบกจอบเดินผ่านมา
แต่ที่เหนือความคาดหมายก็คือ เมื่อชาวนาชราเห็นพวกเขาสวมชุดทหารพร้อมอาวุธปืนครบมือ นอกเหนือจากความประหลาดใจเล็กน้อยแล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกเลย
สิบโทบาวมันน์ชี้ไปทางฝั่งเซบียา ทำไม้ทำมือเป็นภาษากายอยู่สองสามที แล้วพ่นคำศัพท์ที่ไม่ได้มาจากภาษาแซกซอนออกมาสองสามคำ
ชาวนาชรามองทหารต่างชาติร่างโย่งคนนี้ด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงงและสับสน ปากก็พึมพำอะไรบางอย่างด้วยภาษาอื่น พร้อมกับโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
"ท่านร้อยตรี ภาษาอารากอนที่ผมพูด แกฟังไม่รู้เรื่องเลยครับ..." สิบโทบาวมันน์หันขวับกลับมาอย่างจนปัญญา
"นายแน่ใจนะว่าที่นายพูดน่ะคือภาษาอารากอน?"
"..."
โมรินขมวดคิ้ว ก่อนจะหันไปมองคนอื่นๆ
ทุกคนต่างส่ายหน้าเป็นพัลวัน บ่งบอกว่านอกจากนายทหารในหมวดสองสามคนที่จะพอพูดประโยคง่ายๆ ได้บ้างแล้ว ทหารเลวอย่างพวกเขาก็ไม่มีใครพูดภาษาอารากอนได้เลย
ซวยล่ะสิทีนี้
จังหวะที่โมรินเตรียมจะถอดใจ และกะว่าจะเดินวนในหมู่บ้านสักรอบเพื่อดูว่ามีเบาะแสอื่นอีกไหม ชาวนาชราคนนั้นก็หันมาพูดรัวใส่เขาเป็นชุด
แล้วเรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น
คราวนี้ พยางค์ที่เร่งรีบและแปลกหูจากปากของชายชรา วินาทีที่มันลอยเข้าหูของโมริน มันก็ราวกับถูกแปลภาษาแบบออโต้ เขากลับเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายจะสื่อได้ทะลุปรุโปร่ง
"ถ้าพวกแกกำลังตามหาพวกทหารชุดดำล่ะก็ พวกมันออกไปได้สักพักใหญ่แล้ว..."
โมรินยืนอึ้งแดก
เขาอ้าปากโดยสัญชาตญาณ แล้วภาษาอารากอนที่คล่องแคล่วราวกับเจ้าของภาษาก็หลุดออกมาจากปากเขา
"ลุงครับ ลุงหมายความว่าก่อนหน้านี้มีทหารชุดดำอยู่ในหมู่บ้านงั้นเหรอครับ?"
ทันทีที่พูดจบ ไม่เพียงแต่ชายชราฝั่งตรงข้ามที่ยืนอึ้ง แม้แต่ตัวโมรินเองก็ยังงงสนิท ขนาดสิบโทบาวมันน์กับคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังยังตาเหลือก
"อ้าว ท่านร้อยตรี ท่านก็พูดภาษาอารากอนได้นี่ครับ..."
วินาทีต่อมา เศษเสี้ยวความทรงจำอันซับซ้อนก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเขา
ภาพนั้นคือที่เดรสเดิน เมืองหลวงของจักรวรรดิแซกซอน ภายในห้องจัดเลี้ยงที่สว่างไสว เจ้าของร่างเดิมกำลังถือแก้วไวน์ ใช้ภาษาอารากอนอย่างฉะฉานเกี้ยวพาราสีลูกสาวขุนนางชาวอารากอนที่มาเรียนต่อที่แซกซอน
ในงานแสดงศิลปะที่ไหนสักแห่ง เขากำลังใช้ภาษาโกลถกเถียงเรื่องภาพวาดชิ้นใหม่ล่าสุดกับภรรยาของจิตรกรคนหนึ่ง
หรือแม้กระทั่งในช่วงวันหยุดพักผ่อนที่เวียนนา เขาก็ใช้ภาษาท้องถิ่นแบบงูๆ ปลาๆ แต่ก็เพียงพอที่จะจีบสาวใช้ได้
ที่แท้ เจ้าของร่างเดิมคนนี้ ไอ้หมอนั่นที่ถูกท่านนายพลมาเคนเซนวิจารณ์ว่า 'ไอ้พวกกระดูกอ่อนยวบที่โดนแอลกอฮอล์กัดกิน'
เพื่อที่จะได้ออกล่าแต้มตามงานเลี้ยงสังสรรค์ของแวดวงสังคมชั้นสูงในประเทศต่างๆ ช่วงเวลาสงบสุข ถึงกับยอมทุ่มเทเรียนภาษาต่างประเทศซะเยอะแยะขนาดนี้เลยเชียว
สำหรับเพลย์บอยคนนั้น ภาษาไม่ใช่ความรู้ แต่มันคือกุญแจที่ไขไปสู่สรวงสวรรค์หลากสไตล์ต่างหาก
‘เชี่ยเอ๊ย นี่มันระดับหัวกะทิชัดๆ…’
โมรินแอบกดไลก์ให้กับเจ้าของร่างเดิมอยู่เงียบๆ ในใจ
แม้แรงจูงใจมันจะดูบัดซบไปหน่อย แต่สกิลนี้ในตอนนี้ มันโคตรจะเป็นสกิลระดับพระเจ้าเลยว่ะ
"แกพูดภาษาพวกฉันได้ด้วยเรอะ?"
ชายชราชาวนาเองก็ดูประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินภาษาอารากอนที่ลื่นไหลแบบนี้
"พอได้นิดหน่อยครับ"
โมรินรวบรวมสติ แล้วถามต่อด้วยภาษาอารากอน
"สรุปว่าลุงพอจะรู้ไหมครับ ว่าพวกทหารชุดดำนั่นมีกันประมาณกี่คน แล้วมุ่งหน้าไปทางไหน?"
"ก็สักชั่วโมงก่อนเห็นจะได้ น่าจะมีกันเป็นร้อยๆ คนเลยแหละ ผ่านไปทางท้ายหมู่บ้านฝั่งตะวันออก เอะอะโวยวายกันลั่น แถมยังขโมยไก่ในหมู่บ้านไปตั้งหลายตัว!"
ชายชรายกมือที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นขึ้น ชี้ไปทางฝั่งเซบียา "ก็ไปทางนู้นแหละ"
เมื่อได้ข้อมูลสำคัญมาแล้ว โมรินก็ถามคำถามเกี่ยวกับหมู่บ้านและภูมิประเทศโดยรอบด้วยท่าทีเป็นมิตรอีกสองสามข้อ
ชายชราก็ตอบทุกข้อสงสัยอย่างละเอียด
สุดท้าย โมรินก็สั่งให้สิบโทบาวมันน์เอาขนมปังดำที่ยังกินไม่หมดออกมา แล้วยัดใส่มือชายชรา
"รบกวนเวลาลุงแค่นี้แหละครับ"
พูดจบ เขาก็พากำลังพลถอนตัวออกจากหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
เมื่อกลับมาถึงจุดซ่อนจักรยานในป่า สิบโทบาวมันน์ก็ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหวอีกต่อไป แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องขนมปังหรอกนะ...
เขาขยับเข้ามาใกล้ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
"ท่านร้อยตรี ท่านพูดภาษาอารากอนได้ด้วยเหรอครับเนี่ย? พระเจ้าช่วย ท่านไปเรียนมาจากไหนครับ?"
โมรินคงจะบอกความจริงไม่ได้ว่าเรียนเอาไว้หม้อหญิง ก็เลยได้แต่กระแอมไอ แล้วทำหน้าตาให้ดูนิ่งขรึมและคาดเดายาก
"ก็พอถูไถน่ะ มันเป็นแค่วิชาบังคับในโรงเรียนนายร้อยเฉยๆ"
เขาแถไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องทันทีพร้อมกับปรับสีหน้าให้จริงจัง
"สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว มีกองทหารฝ่ายกษัตริย์ประมาณหลายร้อยนายเพิ่งจะออกจากที่นี่ไปเมื่อชั่วโมงก่อน มุ่งหน้าไปทางเซบียา"
โมรินกางแผนที่ฉบับร่างออก แล้วชี้ไปที่จุดๆ หนึ่งบนนั้น
"แต่ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าพวกมันกลับเซบียาไปเลย หรือตั้งใจจะซุ่มโจมตีอยู่รอบนอก เพราะงั้นเรายังต้องเดินหน้าไปสอดแนมต่ออีกสักระยะ"