- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 6 ฝ่าบาท นี่มันตบหน้าพระองค์ชัดๆ!
บทที่ 6 ฝ่าบาท นี่มันตบหน้าพระองค์ชัดๆ!
บทที่ 6 ฝ่าบาท นี่มันตบหน้าพระองค์ชัดๆ!
บทที่ 6 ฝ่าบาท นี่มันตบหน้าพระองค์ชัดๆ!
จักรวรรดิแซกซอน, พอทสดัม, พระราชวังซันซูซี
พระราชวังสไตล์รอกโกโกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น 'แวร์ซายแห่งแซกซอน' แห่งนี้ ดูเงียบสงบและสง่างามภายใต้ผืนฟ้ากางกั้นยามราตรี
ทว่าความเงียบสงบนี้ก็ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบ
โทรเลขเข้ารหัสฉบับหนึ่งจากแนวหน้าราชอาณาจักรอารากอน หลังจากผ่านการส่งต่อและถอดรหัสมา 2 ชั่วโมง ในที่สุดก็ถูกส่งมาถึงห้องทรงอักษรของอัลเบิร์ตที่สอง จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิแซกซอน
ผู้ที่มาถึงพร้อมกับโทรเลขก็คือ เฮลมุท ลุดวิก ฟอน มอลต์เคอ เสนาธิการทหารสูงสุดแห่งจักรวรรดิ และเทโอบัลเดิน ฟอน เบทมัน ฮอลล์เวก อัครมหาเสนาบดีแห่งจักรวรรดิที่มาด้วยความเร่งรีบ
และอาของมอลต์เคอผู้หลาน ก็คือมอลต์เคอผู้ลุง เทพแห่งสงครามแห่งยุคของจักรวรรดิแซกซอนนั่นเอง
ถึงแม้นิสัยของมอลต์เคอผู้หลานจะค่อนข้างอ่อนแอ แต่ตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์ของอัลเบิร์ตที่สอง เขาก็เอาชนะคนที่มีความสามารถมากกว่าเขาหลายคนมาได้ในทุกๆ ด้าน และสุดท้ายก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเสนาธิการทหารสูงสุดแห่งกองทัพบกจักรวรรดิแซกซอน
ภายในห้องทรงอักษร เปลวไฟในเตาผิงลุกโชนอย่างเงียบเชียบ สาดแสงสะท้อนใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าเล็กน้อยขององค์จักรพรรดิ
อัลเบิร์ตที่สองรับโทรเลขที่มหาดเล็กส่งให้ แล้วกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว
เมื่อสายตาของพระองค์กวาดผ่านครึ่งแรกของโทรเลข สีหน้าของผู้ปกครองสูงสุดแห่งจักรวรรดิก็บิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ในพริบตา นิ้วที่จับกระดาษโทรเลขซีดขาวเล็กน้อยจากการออกแรงบีบ
แต่เมื่อพระองค์อ่านต่อไปเรื่อยๆ เส้นสายบนใบหน้าที่ตึงเครียดก็ค่อยๆ คลายลง มหาดเล็กคนสนิทที่ยืนคอยรับใช้อยู่ข้างๆ ถึงกับได้ยินเสียงพึมพำอย่างโล่งอกขององค์จักรพรรดิ
"ช่วยกลับมาได้ก็ดีแล้ว ช่วยกลับมาได้ก็ดีแล้ว..."
อัลเบิร์ตที่สองวางกระดาษโทรเลขลงบนโต๊ะ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แล้วถอนหายใจยาว
พลโทแห่งกองทัพบกจักรวรรดิท่านหนึ่ง ถูกกองกำลังศัตรูจับเป็นเชลยในต่างแดน
นี่ไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ทางทหารเท่านั้น แต่มันยังจะเป็นหายนะทางการทูตและพายุแห่งความคิดเห็นสาธารณะที่น่ากลัวอีกด้วย
โชคดีที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุดไม่ได้เกิดขึ้น
"ฝ่าบาท การกระทำของพวกบริทาเนียในครั้งนี้ เป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของจักรวรรดิอย่างเปิดเผยพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงของมอลต์เคอผู้หลานทำลายความเงียบชั่วขณะในห้องทรงอักษร แม้รูปร่างของเขาจะไม่สูงใหญ่นัก แต่ชุดทหารสีเทาที่รีดจนเรียบกริบก็ยังขับเน้นให้เขาดูมีกลิ่นอายที่น่าเกรงขาม
"การซุ่มโจมตีคณะผู้สังเกตการณ์ทางทหารของประเทศเราโดยที่ยังไม่ได้ประกาศสงคราม นี่ไม่ใช่แค่การหยามเกียรติกองทัพแซกซอน แต่ยังเป็นการท้าทายอำนาจของพระองค์ในฐานะจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิด้วย!"
มอลต์เคอผู้หลานก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว น้ำเสียงแฝงความโกรธเกรี้ยวที่ไม่ได้ปิดบังเอาไว้เลย
"เราต้องให้พวกมันชดใช้! ราชอาณาจักรอารากอนคือกุญแจสำคัญในการขยายอิทธิพลลงใต้ของเรา จะยอมให้ตกไปอยู่ในมือของพวกบริทาเนียไม่ได้เด็ดขาด! หาก 'กองทัพฝ่ายกษัตริย์' ที่พวกมันสนับสนุนเป็นฝ่ายชนะ เขตอิทธิพลของพวกบริทาเนียก็จะถูกดันมาจนถึงหน้าประตูบ้านของจักรวรรดิทันที!"
ฮอลล์เวก อัครมหาเสนาบดีแห่งจักรวรรดิที่เงียบมาตลอดก็เอ่ยปากขึ้นในเวลาที่เหมาะสม น้ำเสียงของเขาราบเรียบกว่ามอลต์เคอผู้หลาน แต่น้ำหนักของคำพูดกลับไม่เบาเลยแม้แต่น้อย
"ฝ่าบาท ท่านเสนาธิการทหารสูงสุดกล่าวได้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ... ในมุมมองทางการเมือง มกุฎราชกุมารอัลฟองโซเคยเสด็จมาศึกษาต่อในจักรวรรดิ พระองค์ทรงสนับสนุนให้เรียนรู้รูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมของจักรวรรดิ พระองค์ทรงเป็นพันธมิตรในอุดมคติที่สุดของเราอยู่แล้ว และที่สำคัญไปกว่านั้น..."
ฮอลล์เวกหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยข่าวใหญ่ที่เหมือนระเบิดลง
"รายงานการสำรวจล่าสุดระบุว่า ที่เขตภูเขาทางตอนใต้ของราชอาณาจักรอารากอน มีการค้นพบสายแร่ลูมิไนต์ที่อาจจะเป็นแหล่งที่มีปริมาณสำรองมากที่สุดในทวีปยุโรป... ดังนั้น ธรรมชาติของสงครามกลางเมืองในราชอาณาจักรอารากอนครั้งนี้ แท้จริงแล้วได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
แร่ลูมิไนต์!
สายตาของอัลเบิร์ตที่สองคมกริบขึ้นมาในพริบตา แน่นอนว่าพระองค์ทรงทราบดีว่าสิ่งนี้หมายถึงอะไร
เส้นทางเทคโนโลยีลูมิไนต์ที่จักรวรรดิแซกซอนใช้เพื่อต่อกรกับบริทาเนียและโกล มีสายเลือดใหญ่คือแร่ชนิดนี้นี่เอง
สายแร่ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปสายหนึ่ง มีมากพอที่จะพลิกสมดุลอำนาจของทั้งทวีปได้อย่างสิ้นเชิง
และพระองค์ก็ทรงทราบดีเช่นกัน ว่าเป็นเพราะการปรากฏขึ้นของสายแร่นี้ พวกบริทาเนียถึงได้เข้ามาแทรกแซงสงครามกลางเมืองของราชอาณาจักรอารากอน...
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้พวกโกลกำลังยุ่งอยู่กับการปราบปรามการลุกฮือครั้งใหญ่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในอาณานิคมของตน ประเทศที่มีพรมแดนติดกับราชอาณาจักรอารากอนเช่นกันประเทศนี้ ก็คงจะลงสนามมาเล่นด้วยอย่างแน่นอน!
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมสองประเทศที่เดินตามเส้นทางเทคโนโลยีเวทมนตร์ ถึงได้หันมาละโมบอยากได้แร่ลูมิไนต์ขึ้นมากะทันหันน่ะหรือ?
เหตุผลนั้นก็แสนจะเรียบง่าย
แร่ถูกขุด ก็ย่อมมีวันหมด...
ในฐานะที่เป็นอุกกาบาตจากนอกโลกที่ตกลงมายังดาวดวงนี้ แร่ผลึกเวทมนตร์จึงยิ่งเป็นเช่นนั้น
ปริมาณสำรองของมันเมื่อเทียบกับแร่ธาตุพื้นเมืองบนดาวดวงนี้แล้ว ไม่รู้ว่าน้อยกว่ากันตั้งเท่าไหร่
หลังจากถูกพวกบริทาเนียและโกลขุดเจาะอย่างไม่จำกัดมาเป็นเวลาหลายปี ปริมาณสำรองของแร่ผลึกเวทมนตร์ก็ลดลงมาจนใกล้เส้นตายมานานแล้ว
ดังนั้น ประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีเวทมนตร์ทั้งสองประเทศนี้ จริงๆ แล้วก็อยากจะปรับเปลี่ยนเส้นทางการพัฒนาเทคโนโลยีมาตั้งนานแล้ว และแหล่งแร่ที่ค้นพบในราชอาณาจักรอารากอนแห่งนี้ สำหรับพวกเขาแล้วมันก็เหมือนหมอนที่ยื่นมาให้ตอนกำลังง่วงนอนพอดี...
อัลเบิร์ตที่สองขมวดคิ้ว แล้วดึงความคิดเหล่านี้กลับมาเก็บไว้ชั่วคราว ก่อนจะหันสายตาไปทางเสนาธิการทหารสูงสุดของพระองค์
"เฮลมุท หากข้าปล่อยให้เจ้าลงมือทำอย่างเต็มที่ เจ้ามั่นใจกี่ส่วน? แล้วก็อีกอย่าง... สมมติว่าเราเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน จะถือว่าเป็นการประกาศสงครามกับบริทาเนียหรือไม่?"
เมื่อได้ยินคำถามของอัลเบิร์ตที่สอง มอลต์เคอผู้หลานก็ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบอย่างจริงจังว่า
"ฝ่าบาท โปรดเชื่อมั่นในการฝึกฝน ความกล้าหาญ และวินัยของทหารแห่งจักรวรรดิเถิดพ่ะย่ะค่ะ! ส่วนเรื่องการประกาศสงคราม... ในเมื่อพวกบริทาเนียเลือกที่จะโจมตีโดยไม่ประกาศสงคราม แล้วเหตุใดเราต้องไปยึดติดกับรูปแบบจอมปลอมพรรค์นั้นด้วยเล่าพ่ะย่ะค่ะ?"
สำหรับเรื่องนี้ อัลเบิร์ตที่สองก็ไม่ได้มีข้อโต้แย้งอะไรมากมาย
หลายปีมานี้ ในดินแดนอาณานิคมบนทวีปแอฟริกาของจักรวรรดิ ความขัดแย้งกับบริทาเนียและโกลเพื่อแย่งชิงทรัพยากรและดินแดนไม่เคยหยุดหย่อน... การปะทะกันด้วยกำลังอาวุธจนเลือดตกยางออกกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ขืนต้องมาประกาศสงครามกันทุกครั้ง เกรงว่าทั่วทั้งยุโรปคงจะรบกันเละเป็นโจ๊กไปตั้งนานแล้ว
"พูดต่อสิ"
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท... หากเราทำการโจมตีจริงๆ กองกำลังที่ถูกส่งเข้าไปในอาณาเขตของราชอาณาจักรอารากอน ก็จะเปิดฉากปฏิบัติการรบโดยประสานงานร่วมกับกองทัพประชาชนและ 'กองพลนานาชาติ' พ่ะย่ะค่ะ!"
ตอนที่พูดถึง 'กองพลนานาชาติ' มุมปากของมอลต์เคอผู้หลานก็กระตุกขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
"กองพลนานาชาติ..."
อัลเบิร์ตที่สองเมื่อทรงพูดถึงกองกำลังนี้ ในดวงตาก็ฉายแววซับซ้อนสายหนึ่งเช่นกัน
"ข้าจำได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ พวกเจ้าเพิ่งบอกข้าว่า อาสาสมัครของกองพลนานาชาติชุดที่สิบเอ็ด หลังจากรวมพลเสร็จสิ้น ก็ได้เดินทางเข้าไปในราชอาณาจักรอารากอนทางบกแล้วงั้นรึ?"
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ปัจจุบันกำลังพลของกองพลนานาชาติในราชอาณาจักรอารากอน มีขนาดถึงเจ็ดกองพลน้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ..."
มอลต์เคอผู้หลานพยักหน้า อันที่จริงในใจเขาตอนนี้ก็รู้สึกซับซ้อนไม่ต่างจากอัลเบิร์ตที่สอง
อาสาสมัครจากทั่วโลกที่มาเข้าร่วมตามเสียงร้องเรียกของสโลแกน 'ทำลายการผูกขาดของอำนาจมืด แบ่งปันความก้าวหน้าแห่งอารยธรรม' เหล่านี้ ถึงแม้จะไม่ใช่ทหารอาชีพ แต่เจตจำนงในการต่อสู้และจิตวิญญาณอันไม่เกรงกลัวต่อความตายของพวกเขา ก็ยังคงได้รับความเคารพและความหวาดหวั่นลึกๆ จากมอลต์เคอผู้หลาน
แม้จะกล่าวว่า 'กองพลนานาชาติ' กองนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยจักรวรรดิแซกซอน และทางจักรวรรดิก็เหมาจ่ายทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์พื้นฐาน เสบียงอาหาร และการขนส่งให้แทบทั้งหมด
ในแง่หนึ่ง ทั้งสองฝ่ายคือ 'พันธมิตร' ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน
แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ตั้งหลายครั้งว่า ในวันหนึ่งข้างหน้า พวกคนงาน ชาวนา ครูบาอาจารย์ และบรรดา 'ปัญญาชนหัวก้าวหน้า' เหล่านี้ จะหันปลายกระบอกปืนมาที่จักรวรรดิแซกซอนด้วยเหตุผลบางอย่างหรือไม่?
ฮอลล์เวก อัครมหาเสนาบดีแห่งจักรวรรดิก็ก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าวในเวลานี้
"ฝ่าบาท ช่วงนี้เพราะหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่พากันประโคมข่าวโปรโมตกองพลนานาชาติ ทำให้พรรคสังคมประชาธิปไตยที่เป็นโต้โผเรื่องนี้ เริ่มจะทำตัวเอิกเกริกมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นจัดขบวนประท้วงขนาดใหญ่ติดต่อกันหลายครั้งในบางเมือง! กระหม่อมจำเป็นต้องเตือนพระองค์ว่า พวกฝ่ายซ้ายเหล่านี้ยังคงเป็นระเบิดเวลาสำหรับจักรวรรดิเสมอพ่ะย่ะค่ะ"
"เรื่องนั้นข้าย่อมรู้ดี แต่เป้าหมายเฉพาะหน้าคือเรายังต้องการ 'อาสาสมัครนานาชาติ' เหล่านี้ เพื่อรักษาสถานการณ์ในราชอาณาจักรอารากอนเอาไว้"
อัลเบิร์ตที่สองถอนลมหายใจออก ในฐานะผู้สืบทอดราชวงศ์แซกซอน-เวทติน พระองค์ตระหนักถึงภัยคุกคามจากกองกำลังฝ่ายซ้ายภายในประเทศเป็นอย่างดี
"พวกพรรคสังคมประชาธิปไตย... ปล่อยให้พวกมันกระโดดโลดเต้นต่อไปอีกสักพักเถอะ เราต้องทุ่มเทสมาธิให้กับสถานการณ์รบในราชอาณาจักรอารากอนเป็นอันดับแรก"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ในที่สุดอัลเบิร์ตที่สองก็ตัดสินใจเด็ดขาด พระองค์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เสด็จไปเบื้องหน้าแผนที่ยุโรปแผ่นยักษ์ สายดวงตาจับจ้องไปยังตำแหน่งที่พรมแดนของราชอาณาจักรอารากอนและจักรวรรดิแซกซอนบรรจบกัน
"ข้าขออนุมัติให้กองกำลังที่เข้าไปในราชอาณาจักรอารากอนแล้ว ประสานงานกับพันธมิตรของเรา เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารที่จำเป็น! สั่งสอนพวกบริทาเนียให้รู้สำนึกซะบ้าง!"
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!" มอลต์เคอผู้หลานยืนตรงแน่ว ในดวงตาเปล่งประกายแห่งความตื่นเต้น
"แต่ทว่า..."
อัลเบิร์ตที่สองทรงเปลี่ยนเรื่อง ปลายนิ้วเคาะเบาๆ ลงบนเมืองเซบียาในแผนที่
"ข้าเสียใจที่ให้ท่านนายพลมาเคนเซนไปบัญชาการรบที่ราชอาณาจักรอารากอน... จงใช้ชื่อของข้าและกรมเสนาธิการทหารสูงสุด ร่วมกันร่างคำสั่งโยกย้ายฉบับหนึ่ง เรียกให้เขากลับมาพักฟื้นที่ประเทศ"
มอลต์เคอผู้หลานได้ยินก็ถึงกับอึ้งไป เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจักรพรรดิถึงทรงอยากจะเรียกมาเคนเซนที่เก่งกาจเรื่องการศึกกลับมาในเวลานี้
เพราะยังไงการเปลี่ยนตัวแม่ทัพกลางศึก ก็ถือเป็นข้อห้ามร้ายแรงในกองทัพอยู่แล้ว
และยังไม่ทันที่มอลต์เคอผู้หลานจะเอ่ยปากถามเหตุผล ก็ได้ยินอัลเบิร์ตที่สองพูดต่อไปว่า
"พลโทมาเคนเซนไม่ได้เป็นแค่นายพลของจักรวรรดิเท่านั้น แต่เขายังเป็น 'ฟอสซิลมีชีวิต' ที่ล้ำค่าที่สุดของจักรวรรดิอีกด้วย! เขาควรจะถูกนำไปใช้ในสงครามเต็มรูปแบบของจริง ไม่ใช่ในสงครามระดับภูมิภาคแบบนี้..."
สุรเสียงขององค์จักรพรรดิสงบนิ่งและชัดเจน
"ยิ่งไปกว่านั้น เราไม่อาจแบกรับความสูญเสียนายพลเช่นนี้ในราชอาณาจักรอารากอนได้ ในฐานะที่เป็นเพียงสงครามระดับภูมิภาคขนาดเล็ก... ที่นั่นไม่ต้องการการบุกโจมตีอย่างบ้าคลั่ง แต่ต้องการคนที่สุขุมรอบคอบกว่ามาทำให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายลงไปกว่านี้ต่างหาก!"
อัลเบิร์ตที่สองหันตัวกลับมา ทอดดวงตามอลต์เคอผู้หลาน "เสนาธิการทหารสูงสุดของข้า สำหรับผู้บัญชาการคนใหม่ของกองกำลังรบนอกประเทศในราชอาณาจักรอารากอน เจ้ามีใครจะเสนอแนะหรือไม่?"
มอลต์เคอผู้หลานครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วให้คำตอบอย่างรวดเร็ว "ท่านนายพลมักซิมีเลียน ฟอน พริทวิทซ์ พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท"
"เจ้าแน่ใจรึว่าเขาจะรับหน้าที่นี้ไหว?"
"พ่ะย่ะค่ะ แม้เขาจะไม่โดดเด่นเท่าท่านนายพลมาเคนเซน แต่สไตล์การบัญชาการของเขานั้นสุขุมรอบคอบ ถนัดการตั้งรับและสวนกลับ ให้เขารับผิดชอบการศึกที่อารากอน น่าจะปลอดภัยไร้กังวลพ่ะย่ะค่ะ!"
"พริทวิทซ์..."
อัลเบิร์ตที่สองพึมพำชื่อนี้ซ้ำๆ ในที่สุดก็พยักหนัา
"เอาเป็นเขาแหละ ออกคำสั่งแต่งตั้งให้เขาเดี๋ยวนี้ ให้เขาออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังแนวหน้าราชอาณาจักรอารากอนทันที เพื่อรับตำแหน่งแทนท่านนายพลมาเคนเซน!"