- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 3 เมื่อกี้คุณบอกว่าพวกคุณชื่อกองพลอะไรนะ?
บทที่ 3 เมื่อกี้คุณบอกว่าพวกคุณชื่อกองพลอะไรนะ?
บทที่ 3 เมื่อกี้คุณบอกว่าพวกคุณชื่อกองพลอะไรนะ?
บทที่ 3 เมื่อกี้คุณบอกว่าพวกคุณชื่อกองพลอะไรนะ?
กองกำลังติดอาวุธที่บุกเข้ามาในห้องใต้ดินไม่ได้มีแค่คนเดียว ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องที่ว่าจะต้องช่วยใครก่อน
แต่บางครั้งการแสดงท่าทีที่ 'ถูกต้องเหมาะสม' ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก
โมรินพูดยังไม่ทันขาดคำ มีดสั้นที่คมกริบก็ตวัดตัดเชือกที่มัดมือเขาทั้งสองข้างออก
ทหาร 'กระป๋องเหล็ก' นายหนึ่งไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง หิ้วปีกเขาขึ้นมาจากพื้นโดยตรง
อีกด้านหนึ่ง พลโทมาเคนเซนที่โดนซัดซะน่วมเพราะปากแจ๋ว ก็ถูกทหารกระป๋องเหล็กอีกคนจับแบกขึ้นบ่าอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดกว่า
ดูจากสภาพอ่อนปวกเปียกของเขา เห็นได้ชัดว่าบาดเจ็บไม่เบา ตอนนี้เกรงว่าคงจะเดินเองไม่ไหวแล้ว
โมรินถูกหิ้วปีกให้เดินโซเซไปสองก้าว เขาต้องกลั้นใจทนรับความเจ็บปวดที่เหมือนร่างจะแหลกเป็นเสี่ยงๆ เพื่อยืนให้มั่น
เขามองไปรอบๆ สายตากวาดผ่านศพนายทหารบริทาเนียทั้งสี่บนพื้น ความคิดหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นมาในหัว
"รบกวนรอผมแป๊บนึง"
เขาสลัดตัวออกจากการพยุงของทหาร กัดฟันทนความเจ็บปวดตามร่างกายพลางสูดปาก แล้วย่อตัวลง
เขาเริ่มคลำหาของจากตัวพันตรีที่พูดจาข่มขู่คนนั้นก่อน และไม่นานก็เจอบัตรประจำตัวนายทหารของอีกฝ่าย
จากนั้นเขาก็ค้นเอาบัตรประจำตัวของอีกสามคนที่เหลือออกมาทีละคน
สุดท้ายก็หยิบกระเป๋าเอกสารของนายทหารหนุ่มที่ตกอยู่บนพื้นมาสะพายพาดบ่า
ในเมื่อหลังจากที่เขาได้รับข้อมูลสำคัญ แล้วมันทำให้ไอ้ 'ระดับการรวบรวมข้อมูล' อะไรนั่นเพิ่มขึ้นได้ ไม่แน่ว่าเอกสารหรือแผนที่ในกระเป๋าใบนี้อาจจะมีประโยชน์ก็ได้
หลังจากทำเรื่องพวกนี้เสร็จ เขาก็กลับไปอยู่ข้างๆ ทหารกระป๋องเหล็กคนนั้น แล้วส่งสัญญาณว่าตัวเองพร้อมแล้ว
นายทหารคนนั้นไม่ได้ถามอะไรมาก แค่ใช้ท่อนแขนที่หุ้มด้วยเกราะเหล็กหิ้วปีกเขาขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้โมรินสังเกตเห็นว่าบนชุดเกราะและโล่กลมของทหารนายนี้ เหมือนจะมีแสงสีฟ้าจางๆ ไหลเวียนอยู่ซึ่งมองเห็นได้ยากมาก
โมรินยังไม่ทันได้ถามอะไร ทหารนายนี้ที่มีพละกำลังเหนือมนุษย์อย่างเห็นได้ชัด ก็พาเขาออกไปจากห้องใต้ดินเสียแล้ว
และภาพเหตุการณ์ตรงนี้ ก็ดูเละเทะและน่าสยดสยองยิ่งกว่าในห้องใต้ดินเสียอีก
ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นโถงชั้นล่างของบ้านคน แต่แรงระเบิดรุนแรงก่อนหน้านี้ได้เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็นเศษซาก
ซากเฟอร์นิเจอร์และเศษซากอาคารปะปนกันมั่วไปหมด ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นดินปืนและฝุ่นควัน
บนพื้นมีศพและเศษซากชิ้นส่วนร่างกายของทหารบริทัน... ทหารแห่งจักรวรรดิบริทาเนียอันศักดิ์สิทธิ์นอนตายเกลื่อนกลาดนับสิบศพ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนแทบจะอุดจมูกอุดปาก
โมรินกลั้นความรู้สึกคลื่นไส้ที่ตีตื้นขึ้นมาตรงลำคอ ก้าวตามหลังหน่วยกู้ภัยออกไปนอกอาคารอย่างกระชั้นชิด
ข้างนอกเป็นเวลากลางคืน แต่ไฟถนนไม่ได้เปิด มีเพียงแสงจันทร์เย็นเยียบและแสงไฟจากการเผาไหม้ในระยะไกลที่คอยให้ความสว่างเพียงเล็กน้อย
อาศัยแสงสลัวๆ นี้ โมรินก็มองเห็นสถานการณ์ภายนอกได้อย่างชัดเจน
นอกจากทหารกระป๋องเหล็กที่บุกเข้าไปในห้องใต้ดินแล้ว ในเงามืดของถนนด้านนอก ยังมีทหารหุ้มเกราะหนักแบบเดียวกันอีกครึ่งหมู่กำลังถือปืนเฝ้าระวังอยู่
พละกำลังและความแข็งแกร่งของทหารกระป๋องเหล็กเหล่านี้ แตกต่างจากทหารธรรมดาทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
ในสภาพที่สวมชุดเกราะหนักเต็มยศแบบนั้น กลับยังสะพายดาบกับโล่ แถมยังถือปืนไรเฟิลขนาดลำกล้องใหญ่กว่าปกติอีก
หนึ่งในนั้นถึงกับแบกปืนกลที่หน้าตาคล้ายๆ กับ MG08/15 ขึ้นบ่าเลยด้วยซ้ำ...
ส่วนทหารแซกซอนที่กำลังเฝ้าระวังอยู่รอบๆ ซึ่งสวมชุดทหารสีเทาทุ่งแบบเดียวกับเขา ดูมีภาพลักษณ์ที่ปกติกว่าเยอะ
มีจำนวนประมาณสามสิบกว่าคน อาวุธส่วนใหญ่เป็นปืนไรเฟิลลูกเลื่อน ตอนนี้กำลังอาศัยสิ่งปลูกสร้างสองข้างทางสร้างเป็นแนวป้องกันชั่วคราว
นอกจากนี้ ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง
การแต่งกายของพวกเขามีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งเครื่องแบบทหารเก่าๆ ชุดคนงาน หรือแม้แต่บางคนที่ใส่เสื้อเชิ้ตทับด้วยเสื้อกั๊ก อาวุธในมือก็มีสารพัดชนิด
โมรินนึกถึงรายงานของนายทหารหนุ่มก่อนหน้านี้ขึ้นมาทันที "กองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายอีกกลุ่มหนึ่ง"
ดูเหมือนว่าจะเป็นพวกเขานี่แหละ
และในตอนนั้นเอง ทหารแซกซอนคนหนึ่งก็วิ่งค้อมตัวอย่างรวดเร็วมาจากสุดถนน
เขาพุ่งตรงไปหานายทหารที่ดูเหมือนจะเป็นผู้บัญชาการ แล้วลดเสียงลงรายงานว่า
"ผู้กองครับ พวกบริทาเนียไหวตัวทันแล้ว! พวกมันเมินการโจมตีหลอกที่ปีกข้าง แล้วกำลังเรียกระดมกำลังหลักทั้งหมดมาทางเรา! หน่วยสกัดกั้นของทหารฝ่ายเรากำลังจะถูกประกบติดแล้วครับ!"
สิ้นเสียงรายงาน บนถนนสายไกลๆ ก็มีเสียงปืนดังระงม เสียงกระสุนปืนที่พุ่งแหวกอากาศยามค่ำคืนดัง "ฟิ้วๆ" ให้ได้ยินอย่างชัดเจน
ทหารแซกซอนในบริเวณนั้นหันกระบอกปืนไปทางต้นเสียงทันที บรรยากาศตึงเครียดขึ้นถึงขีดสุดในชั่วพริบตา
"เข้าใจแล้ว"
ผู้บัญชาการที่ถูกเรียกว่าผู้กองดูใจเย็นมาก
"ให้หน่วยสกัดกั้นยืนหยัดไว้อีกหน่อย รอพวกเราถอนกำลังจากตรงนี้ไปได้เมื่อไหร่ ให้ถอนตัวจากการปะทะตามเส้นทางเดิมทันที! ถ้าพวกบริทาเนียมุ่งแต่จะมาเสริมกำลังทางนี้ พวกมันก็จะไม่สนใจหน่วยนั้นหรอก!"
ไม่นานนัก โมรินก็ถูกหิ้วปีกแบบนั้น เดินตามกองกำลังหลักลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอย่างรวดเร็ว เพื่อถอยร่นไปทางนอกเมือง
ระหว่างทาง เขายังเห็นนายทหารหลายคนที่สวมชุดทหารสีเทาทุ่งเหมือนกันถูกหามด้วยเปลพยาบาล ตามอยู่ตรงกลางขบวน
ดูเหมือนว่าพวกเขาก็น่าจะเป็นผู้รอดชีวิตจากคณะผู้สังเกตการณ์ทางทหารเหมือนกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ถูกขังไว้ที่ไหน
ทุกคนพากันวิ่งตะบึงมาตลอดทาง จนห่างออกมาประมาณสองบล็อกถนน ทันใดนั้น โมรินก็ได้ยินเสียงแหลมหวีดหวิวชวนให้ใจสั่นดังมาจากเหนือหัว
"ฟิ้ว"
"ตูม!"
เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว จากเมืองด้านหลังที่เพิ่งหนีออกมา ก็มีเสียงระเบิดกึกก้องของกระสุนปืนใหญ่ตกกระทบพื้น
พอทุกคนวิ่งห่างออกมาได้อีกระยะหนึ่ง เสียงระเบิดครั้งที่สองก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
โมรินหาจังหวะหันกลับไปมอง แสงไฟจากการระเบิดครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าใกล้กับบล็อกถนนที่เขาเพิ่งจากมามากขึ้น
‘ยิงปรับแก้ระยะเหรอ? ดูเหมือนจะมีผู้สังเกตการณ์คอยชี้เป้า... แต่ไปสังเกตการณ์อยู่ที่ไหนกันล่ะ?’
"ตูม!"
เมื่อเสียงระเบิดครั้งที่สามดังขึ้น โมรินก็หันหน้ากลับไปมองทิศทางที่เพิ่งจากมาก่อนแล้ว และจุดตกของกระสุนครั้งนี้ก็ดูเหมือนจะอยู่ใกล้กับตำแหน่งของบ้านหลังนั้นมาก
‘จะยิงปรับแก้ระยะต่อไหม? หรือว่า…’
โมรินเกิดข้อสงสัยนี้ขึ้นในใจ แต่ก็ไม่ต้องรอนาน คำถามนี้ก็ได้รับคำตอบ
"ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว"
เสียงหวีดแหลมบาดหูดังผ่านเหนือหัวไปเป็นชุด หลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าร้องต่อเนื่องกันไม่หยุด การระดมยิงของกลุ่มปืนใหญ่แบบนี้ถูกสาดกระหน่ำถึงห้าระลอกเต็มๆ
แม้จะวิ่งห่างออกมาไกลมากแล้ว โมรินก็ยังรู้สึกได้ว่าพื้นดินใต้ฝ่าเท้ากำลังสั่นสะเทือนเบาๆ
เขาหันขวับกลับไปมองตามสัญชาตญาณ เห็นเพียงแสงไฟที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ในใจรู้สึกหวาดผวาตามหลัง
ร้อยเอกคนนั้นยกมือขึ้น อาศัยแสงไฟดูนาฬิกาพก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแผ่วเบาว่า
"พวกหน่วยปืนใหญ่นี่ ตอนนี้ดันมาตรงเวลาซะได้"
ประโยคเดียว ทำเอาโมรินขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เขาเข้าใจแผนการของทหารแซกซอนพวกนี้ได้ในทันที
ถ้าปฏิบัติการช่วยเหลือเมื่อกี้ล้มเหลว หรือช้าไปสักหนึ่งหรือสองนาที ตัวเขา พลโทมาเคนเซน และเพื่อนร่วมงานที่ถูกจับเป็นเชลย...
หรืออาจจะรวมถึงหน่วยกู้ภัยพวกนี้ด้วย คงจะถูกปืนใหญ่ที่มา 'ตรงเวลา' นี้ ลบหายไปจากโลกใบนี้พร้อมกับพวกศัตรูแน่ๆ
'โหดเกินไปแล้ว พลโทของกองทัพบกทั้งคน นึกจะทิ้งก็ทิ้งกันดื้อๆ เลยเหรอ' โมรินแอบถอนหายใจในใจ
ขบวนไม่ได้หยุดพักเพราะการระดมยิงปืนใหญ่นี้ ยังคงรักษารูปขบวนตอนลึกเดินทัพอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าถอยร่นไปยังเขตปลอดภัย
ตอนนี้เอง ร้อยเอกก็เดินแกมวิ่งไปหาผู้มีอาวุธที่แต่งตัวหลากหลายกลุ่มนั้น และตามหาชายวัยกลางคนไว้หนวดเคราเฟิ้มที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า
"ขอบคุณมากสำหรับการสนับสนุนของพวกคุณ สหาย"
น้ำเสียงของร้อยเอกแฝงไปด้วยความขอบคุณอย่างจริงใจ
"แต่พวกเรายังต้องการเวลาอีกสักหน่อย หวังว่าพวกคุณจะช่วยคุ้มกันให้อีกสักพัก เราต้องรับประกันว่าท่านนายพลมาเคนเซนจะไปถึงแนวหลังอย่างปลอดภัย"
โมรินเงี่ยหูฟัง ความอยากรู้อยากเห็นในใจที่มีต่อกองกำลังติดอาวุธลึกลับนี้พุ่งขึ้นถึงขีดสุด
ได้ยินเพียงผู้บัญชาการคนนั้นพูดต่อว่า "หลังจากนี้ รบกวนฝากไปบอกกองบัญชาการของพวกคุณด้วยว่า กองทัพแซกซอนจะจดจำความช่วยเหลืออันล้ำค่าที่ 'กองพลนานาชาติ' มอบให้ในคืนนี้"
เดี๋ยวนะ เมื่อกี้คุณบอกว่ากองพลอะไรนะ?
เมื่อคำว่า 'กองพลนานาชาติ' ทะลวงเข้าหูโมริน เขารู้สึกเหมือนสมองตัวเองถูกปืนใหญ่หนัก 150 มม. จ่อจังๆ แล้วยิงอัดเข้าแสกหน้า
เกิดเสียงวิ้งในหัว สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ
ถ้าความรู้ประวัติศาสตร์อันน้อยนิดของเขาไม่ผิดพลาดล่ะก็ จักรวรรดิแซกซอนที่เขาอยู่ตอนนี้ ดูยังไงก็เหมือนกับจักรวรรดิเยอรมันที่สองฉบับก๊อปปี้... ประเทศสมาพันธรัฐราชาธิปไตยคู่
แล้ว...
ทำไมถึงมาร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ในคูน้ำเดียวกันกับ 'กองพลนานาชาติ' ที่เป็นขุมกำลังฝ่ายซ้ายอย่างชัดเจนได้ล่ะ?!
สรุปนี่มันสงครามโลกครั้งที่หนึ่งหรือครั้งที่สองกันแน่วะ?
ทิศทางของโลกใบนี้มันจะหลุดโลกไปถึงไหนแล้วเนี่ย?!