เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (7)

บทที่ 49 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (7)

บทที่ 49 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (7)


เฉียนเหอซื่อสั่งให้คนพังประตูบ้านตระกูลไป๋ แล้วบุกเข้าไปรื้อค้นทุกซอกทุกมุม แต่กลับพบเพียงเครื่องครัวไร้ค่าและเครื่องมือทำไร่ไม่กี่ชิ้น ส่วนของมีค่าอื่นๆไม่เหลือรอยนิ้วมือไว้ให้ดูต่างหน้าเลย

นางโกรธจนคิ้วตั้งชัน ยืนเท้าสะเอวด่าทอกลางลานบ้านเสียงดังลั่น

"พวกนี้มันคนประเภทไหนกันเนี่ย เรื่องระยำพรรค์นี้ยังทำลงไปได้? คนแซ่ไป๋พวกแกนี่มันชั่วช้าสามานย์จริงๆ..."

เสียงด่าทอของเฉียนเหอซื่อดึงให้ชาวบ้านหมู่บ้านไป๋สือโกวพากันออกมามุงดู

แม้จะไม่มีใครกล้าปะทะกับนางตรงๆ แต่ในใจทุกคนต่างก็มีบัญชีหนังหมาจดจดความประพฤติของนางไว้แทบทั้งสิ้น

เกือบทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเฉียนเหอซื่อคนนี้ไม่ใช่คนดี และตระกูลเฉียนก็ทำตัวใช้ไม่ได้เลยจริงๆ

ชาวบ้านบางคนเริ่มตั้งข้อสงสัยในใจว่า ทำไมไป๋อันหนิงถึงไม่ยอมยกโทษให้เฉียนตูกันนะ?

ต้องรู้ก่อนว่าเฉียนตูเป็นถึงจิ้นซื่อ วันหน้าจะได้เป็นขุนนางใหญ่โต การตามเขาไปย่อมมีวาสนาเสวยสุขไม่จบสิ้น แต่ตระกูลไป๋กลับยอมทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดหนีไป ดีกว่าจะกลับไปคืนดีกับเฉียนตู นั่นแสดงว่าสันดานของเฉียนตูต้องย่ำแย่เข้าขั้น หรือไม่ตอนที่ไป๋อันหนิงอยู่บ้านตระกูลเฉียนคงจะถูกดุด่าตบตีสารพัดแน่ๆ

ยิ่งเห็นท่าทางอันธพาลของเฉียนเหอซื่อ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยิ่งปักใจเชื่อว่าตระกูลเฉียนไม่ได้ปฏิบัติกับไป๋อันหนิงอย่างเป็นธรรม หรือไม่เธอก็อาจจะถูกทารุณกรรมจนเกือบตาย พอเห็นเฉียนตูกลับมาด้วยความหวาดกลัวจึงได้รีบหนีไปเช่นนี้

เมื่อชาวบ้านมีความคิดเช่นนี้อยู่ในหัว พอกลับไปถึงบ้านก็อดไม่ได้ที่จะซุบซิบขยายความต่อ

เพียงไม่กี่วัน ข่าวลือเรื่องตระกูลเฉียนทารุณกรรมไป๋อันหนิงก็แพร่สะพัดไปทั่วตำบลและหมู่บ้านใกล้เคียง

ทว่าเฉียนตูที่มัวแต่วุ่นวายกับการพลอดรักกับเหอเยว่เหนียง กลับไม่มีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้เลย

ช่วงนี้เหอเยว่เหนียงพักอยู่ที่บ้านตระกูลเฉียนตลอดเวลา

พ่อแม่ของนางเองก็สนับสนุนให้ลูกสาวใกล้ชิดกับเฉียนตู หวังจะให้นางมัดใจเขาไว้ให้ได้เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัว

เหอเยว่เหนียงเองก็อยากอาศัยบารมีของเฉียนตูหนีไปจากหมู่บ้านแห่งนี้ นางไม่อยากเป็นเพียงสาวชาวนา หรือแต่งงานกับคนบ้านนอก นางอยากเป็นฮูหยินขุนนาง อยากมีชีวิตที่สุขสบาย แต่ครั้นจะไปหาลู่ทางที่ไหนก็ไม่มี คนเดียวที่นางเข้าหาได้คือเฉียนตู เพื่อชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า นางจึงต้องเกาะเฉียนตูไว้ให้แน่น

วันหนึ่ง เหอเยว่เหนียงเข้าครัวทำขนมแล้วยกเข้าไปให้เฉียนตูในห้องหนังสือ

ในห้องนั้น เฉียนตูกำลังนั่งหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโมโห

เหอเยว่เหนียงรู้ดีว่าเขาคงจะหงุดหงิดเรื่องไป๋อันหนิง จึงเดินเข้าไปด้วยรอยยิ้ม "ท่านพี่ กินอะไรสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"

เฉียนตูพยักหน้า "วางไว้เถอะ"

เหอเยว่เหนียงเดินไปด้านหลังเฉียนตู ใช้มือนุ่มนิ่มนวดเฟ้นที่หัวไหล่ให้เขา: "ท่านพี่อย่าได้วู่วามไปเลยเจ้าค่ะ นังแพศยาตระกูลไป๋นั่นเป็นคนไร้วาสนาเอง แถมยังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียด้วย"

เฉียนตูยังคงกังวล "หากไม่มีนาง แล้วข้าจะ... ได้รับการจัดสรรตำแหน่งขุนนางได้อย่างไร? พวกเราไม่มีเส้นสาย เงินทองในบ้านก็ไม่มี จะคบค้าสมาคมกับสหายขุนนางยังลำบาก แล้วจะหวังไปเป็นขุนนางในพื้นที่มั่งคั่งได้อย่างไรกัน"

เหอเยว่เหนียงไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้นัก

นางรู้เพียงว่าเฉียนตูเป็นจิ้นซื่อผู้สูงส่ง อย่าว่าแต่อันหนิงเลย ต่อให้เป็นองค์หญิงในวังหลวงก็นับว่าคู่ควรกับเขาแล้ว

นางยิ้มตอบ "ในใต้หล้านี้ไม่ได้มีแค่นางไป๋คนเดียวที่มีวาสนา คนดวงดีมีถมเถไป คนที่เกื้อหนุนสามีได้ก็ไม่ได้มีแค่คนสองคนหรอกเจ้าค่ะ อีกอย่าง นางไป๋หนีไปก็ดีแล้ว ท่านพี่อาจจะได้แต่งกับลูกสาวขุนนางใหญ่แทน ถึงตอนนั้นได้รับการสนับสนุนจากบ้านเดิมของภรรยา ย่อมดีกว่านังนั่นตั้งหลายเท่า"

คำพูดของเหอเยว่เหนียงทำให้เฉียนตูตาสว่างขึ้นมาทันที เขารู้สึกว่าที่ผ่านมาเขาเองที่มัวแต่ยึดติด

นักพรตคนนั้นบอกว่าไป๋อันหนิงดวงเกื้อหนุนสามี เขาก็เลยคิดไปเองว่ามีแค่นางคนเดียวที่ส่งเสริมเขาได้

แต่พอมาคิดดูอีกที ในใต้หล้านี้คนดวงดีมีนับไม่ถ้วน ต่อให้ดวงไม่ดี แต่ถ้าฐานะทางบ้านดี ช่วยผลักดันเขาได้ก็นับว่าใช้ได้แล้ว เหตุใดต้องไปยึดติดกับยัยอัปลักษณ์นั่นด้วย

เหอเยว่เหนียงเห็นเฉียนตูเริ่มคล้อยตามก็ยิ้มพลางกล่าวต่อ "ท่านพี่ตัดขาดกับนางน่ะเป็นเรื่องดีเจ้าค่ะ ต่อไปท่านพี่จะได้แต่งกับลูกสาวตระกูลผู้ดี ส่วนนางไป๋เล่า หนีไปแล้วจะทำอะไรได้ ใครจะมีน้ำใจยอมแต่งงานกับนางกันล่ะ ไม่แน่นางอาจจะต้องไปแต่งกับไอ้พวกคนป่าเถื่อนยากจนข้นแค้นที่หาเมียไม่ได้ หรือไม่ก็อาจจะต้องบวชชีอยู่กับแสงตะเกียงน้ำมันไปตลอดชีวิต"

เมื่อเฉียนตูจินตนาการภาพไป๋อันหนิงที่ไม่มีใครเอา ต้องไปแต่งงานกับคนหยาบช้าที่ยากจนและไม่รู้หนังสือ แม้แต่ข้าวปลาอาหารก็ไม่มีจะกิน ในใจเขาก็พลันรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก

นั่นสิ... ด้วยหนังหน้าอย่างเธอ นอกจากเขาแล้ว จะมีใครเอาอีก?

"พอเลิกกับข้าไป ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่อย่างลำบากยากแค้นขนาดไหน"

"วันหน้า... นางจะต้องเสียใจแน่!"

พอเฉียนตูคิดได้แบบนี้ ความกังวลใจทั้งหลายก็มลายหายไปสิ้น

เขากลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้งพลางหันไปกุมมือของเหอเยว่เหนียง "เยว่เหนียง เจ้าพูดได้มีเหตุผลมาก พี่คิดไปคิดมาแล้ว ทางที่ดีควรรีบกลับเมืองหลวงให้เร็วที่สุด ไปที่นั่นเผื่อจะหาโอกาสใช้เส้นสายวิ่งเต้นหาตำแหน่งได้"

เหอเยว่เหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าสะอื้นไห้ "ท่านพี่ไปครานี้... เกรงว่าชาตินี้เราคงยากจะได้พบกันอีก"

"เกิดอะไรขึ้น?" เฉียนตูขมวดคิ้ว

เหอเยว่เหนียงสะอื้นเบาๆ "ท่านพ่อท่านแม่บอกว่า... บอกว่าข้าอายุมากแล้ว สมควรแก่การออกเรือน ช่วงนี้ที่บ้านก็ลำบากนัก จึง... จึงได้มองหาบ้านอื่นไว้ให้ข้าแล้ว ได้ยินว่าคนผู้นั้นชอบตบตีเมียเป็นที่สุด"

คำพูดของเหอเยว่เหนียงทำให้เฉียนตูรู้สึกเจ็บแปลบในอก

เขาจ้องมองเหอเยว่เหนียงเนิ่นนานก่อนจะเอ่ยว่า "ลำบากเจ้าแล้ว วางใจเถอะ พี่จะไปคุยกับท่านน้าให้รู้ความ การเข้าเมืองหลวงครานี้ เจ้ากับท่านแม่ไปกับพี่ด้วยเถิด แม้วันหน้าพี่อาจจะให้ตำแหน่งฮูหยินเอกแก่เจ้าไม่ได้ แต่... พี่จะทำให้เจ้าสุขสบายไปทั้งชาติ"

เหอเยว่เหนียงมองเฉียนตูด้วยสายตาเปี่ยมรัก "ข้า... ข้าไม่ต้องการยศถาบรรดาศักดิ์อะไรทั้งนั้น ขอเพียงได้อยู่กับท่านพี่ ต่อให้ต้องทำอะไรข้าก็เต็มใจเจ้าค่ะ"

ความอ่อนหวานและเสน่หาของเหอเยว่เหนียงทำให้เฉียนตูพึงพอใจอย่างยิ่ง เขาจมดิ่งลงในวังวนแห่งความรักจนหลงลืมเรื่องของไป๋อันหนิงไปจนหมดสิ้น

ฝ่ายครอบครัวของอันหนิงนั่งรถเทียมวัวเดินทางไปเรื่อยๆ หยุดพักบ้างเดินทางบ้าง จนกระทั่งผ่านไปครึ่งเดือนเศษจึงได้พบสถานที่สำหรับตั้งรกรากใหม่

ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก ตัวเมืองรุ่งเรืองและระบบรักษาความปลอดภัยค่อนข้างดี อันหนิงถูกใจที่นี่เพราะใกล้เมืองหลวงจึงอยากจะปักหลัก แต่ไป๋เต๋อเซิ่งกับจางเย่วเหมยดูจะไม่ค่อยเต็มใจนัก

สุดท้ายเมื่ออันหนิงยืนกรานเด็ดขาด ไป๋เต๋อเซิ่งที่ขัดใจลูกสาวไม่ได้จึงต้องยอมตกลง

จะว่าไปแล้ว ทรัพย์สินของตระกูลไป๋นั้นมีไม่น้อยเลยจริงๆ

ตอนที่ไป๋อันหนิงแต่งให้กับเฉียนตู นางก็นำสินเดิมติดตัวไปเยอะพอสมควร

ไป๋อันหนิงคนเดิมนั้นมีความฉลาดแกมโกงอยู่บ้าง ตอนที่เฉียนตูหย่านาง นางได้แอบนำตั๋วเงินและของมีค่าติดตัวกลับมาบ้านด้วย เรียกได้ว่าสินเดิมที่ทิ้งไว้ที่บ้านตระกูลเฉียนนั้นล้วนเป็นของไร้ค่าทั้งสิ้น

และในตอนนี้ เมื่อครอบครัวจะตั้งรกรากใหม่ ย่อมต้องซื้อบ้านซื้อที่ดิน

อันหนิงเตรียมจะนำเงินส่วนนั้นออกมา แต่ไป๋เต๋อเซิ่งกลับไม่ยอมใช้เงินของเธอ

ไป๋เต๋อเซิ่งและจางเย่วเหมยหยิบกล่องใบหนึ่งออกมา ภายในอัดแน่นไปด้วยตั๋วเงิน นอกจากนั้นยังมีไข่มุก หยก และของมีค่าอื่นๆ อีกมากมาย

อันหนิงเหลือบไปเห็นไข่มุกบูรพาขนาดเท่าปลายนิ้วหัวแม่มือ มุกชมพูทักษิณที่มีขนาดไล่เลี่ยกันทุกเม็ด รวมถึงหยกสีสันต่างๆที่ใสกระจ่าง ของเหล่านี้แม้จะเรียกไม่ได้ว่ามีค่าควรเมือง แต่มูลค่าของมันก็นับว่ามหาศาลนัก

เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้ อันหนิงยิ่งมั่นใจว่าฐานะของไป๋อันหนิงไม่ธรรมดาแน่นอน

ไป๋อันหนิงคนเดิมนั้นไม่มีประสบการณ์จึงมองไม่ออกว่าไป๋เต๋อเซิ่งนั้นแท้จริงแล้วคือขันที แต่อันหนิงมองออกทะลุปรุโปร่ง!

รวมถึงจางเย่วเหมยด้วย ชัดเจนว่านางเคยเป็นนางกำนัลมาก่อน

อันหนิงเคยข้ามผ่านกาลเวลามานับไม่ถ้วน การรับมือกับขันทีและนางกำนัลไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเธอ คนที่ออกมาจากวังหลวงย่อมมีระเบียบแบบแผนในการทำสิ่งต่างๆ ซึ่งกิริยาท่าทางของจางเย่วเหมยนั้นแทบไม่ต่างจากนางกำนัลเหล่านั้นเลย

เมื่ออันหนิงมองออกถึงขนาดนี้ เธอจึงปักใจเชื่ออย่างแน่นอนว่า ไป๋อันหนิงจะต้องเป็นเหยื่อของการแก่งแย่งชิงดีในวังหลังอย่างไม่ต้องสงสัย

ยิ่งไป๋เต๋อเซิ่งหยิบของมีค่าเหล่านี้ออกมา อันหนิงก็ยิ่งมั่นใจว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่สลับซับซ้อนแน่นอน

จบบทที่ บทที่ 49 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (7)

คัดลอกลิงก์แล้ว