- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 48 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (6)
บทที่ 48 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (6)
บทที่ 48 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (6)
ด้วยความช่วยเหลือจากอันซิน อันหนิงจึงได้สมุนไพรมาไม่น้อย แถมตอนลงจากเขายังล่าไก่ป่าติดมือมาได้ตัวหนึ่งด้วย
เธอกลับบ้านพร้อมของเต็มตะกร้า ตกเย็นก็ให้จางเย่วเหมยจัดการทำเมนูไก่ป่าตุ๋นเห็ดหอม กลิ่นหอมฟุ้ง กินจนมันแววไปทั้งปาก
วันต่อมาอันหนิงตั้งใจจะขึ้นเขาไปหาสมุนไพรต่อ แต่ยังไม่ทันจะได้ออกเดินทางนายอำเภอหลิวก็เดินทางมาถึงหน้าประตูบ้านเสียก่อน
การที่นายอำเภอระดับอำเภอเดินทางมาเยือนบ้านชาวนาธรรมดาอย่างตระกูลไป๋ ถือเป็นเรื่องที่หาดูได้ยากยิ่ง
นายอำเภอหลิวประทับยืนอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลไป๋ พลางมองดูบ้านหลังเตี้ยๆ แล้วอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว แววตาฉายความรังเกียจออกมาวูบหนึ่ง
ไป๋เต๋อเซิ่งรีบออกไปต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "กราบคารวะท่านใต้เท้าขอรับ"
นายอำเภอหลิวโบกมือส่งๆ "ไม่ต้องมากพิธี"
ไป๋เต๋อเซิ่งเชิญนายอำเภอหลิวเข้าบ้าน พอเขานั่งลงก็เริ่มวางมาดทันที "ที่ข้ามาในวันนี้ ก็เพื่อเรื่องของท่านจิ้นซื่อเฉียน ท่านจิ้นซื่อพลั้งเผลอหย่าขาดบุตรสาวของเจ้าไปด้วยความวู่วาม บัดนี้เขารู้สึกเสียใจภายหลังเป็นอย่างยิ่ง จึงได้เชิญให้ข้ามาเป็นคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยให้พวกเจ้าทั้งสองฝ่ายกลับมาดีกัน"
ไป๋เต๋อเซิ่งยืนอยู่ด้านข้างโดยไม่ปริปากตอบ
นายอำเภอหลิวแสร้งกระแอมไอ "ตามความเห็นของข้า อะไรที่อโหสิให้กันได้ก็ควรจะทำเสีย เรื่องนี้แม้ท่านจิ้นซื่อจะมีส่วนผิด แต่การรู้ผิดแล้วแก้ไขก็นับว่าเป็นเรื่องประเสริฐที่สุด ในเมื่อเขายอมรับผิดแล้ว ก็อย่าได้ผูกใจเจ็บอยู่อีกเลย อีกอย่าง หากบุตรสาวของเจ้ายอมให้อภัยท่านจิ้นซื่อ ต่อไปสามีภรรยารักใคร่กลมเกลียวกัน ไม่นับว่าเป็นเรื่องมงคลหรอกหรือ"
นายอำเภอหลิวพูดเช่นนี้ เพราะเขาเชื่อเช่นนั้นจริงๆ
เขาไม่ได้มองว่าเฉียนตูทำอะไรผิดเลยสักนิด ในทางกลับกัน เขามองว่าตระกูลไป๋กำลังเล่นตัวเสียด้วยซ้ำ ท่าทีดูแคลนของเขาทำให้ไป๋เต๋อเซิ่งไม่พอใจอย่างมาก ในใจนั้นทั้งโกรธทั้งแค้น แต่ต่อหน้าขุนนางเช่นนี้เขาก็ไม่กล้าแสดงอาการออกมา
ไป๋เต๋อเซิ่งประสานมือ "เรียนท่านใต้เท้า ตามตรงเลยนะขอรับ ลูกสาวของข้าตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับท่านใต้เท้าเฉียนอีก แม้แต่ข้าเอง..."
ยังไม่ทันที่ไป๋เต๋อเซิ่งจะพูดจบ อันหนิงก็เดินออกมา
เธอมีสีหน้าเรียบเฉย ฝีเท้าเชื่องช้าแต่ทว่ามั่นคง เดินตรงเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้านายอำเภอหลิว "เรียนท่านใต้เท้าให้ทราบ มิใช่ว่าท่านใต้เท้าเฉียนมีความผิดอันใดหรอกเจ้าค่ะ ทั้งหมดเป็นเพราะข้าน้อยตระหนักดีว่ารูปลักษณ์อัปลักษณ์ ไม่คู่ควรกับท่านใต้เท้าเฉียน และรู้ดีว่าท่านใต้เท้าเฉียนเป็นคนหนักแน่นในรักและกตัญญู จึงได้ยอมมาอ้อนวอนเพราะเห็นแก่เยื่อใยเก่าๆ แต่ข้าน้อยใจคอไม่สงบ เกรงว่าวันข้างหน้าจะทำให้ท่านใต้เท้าเฉียนต้องอับอายเพราะรูปลักษณ์ของข้า จึงได้ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่กลับไปคืนดีเจ้าค่ะ"
เมื่ออันหนิงเดินเข้ามาใกล้ นายอำเภอหลิวถึงได้เห็นใบหน้าของเธอชัดๆ
เพียงแค่เห็น เขาก็ถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
หากมองไกลๆ อันหนิงดูเป็นสาวงามผู้หนึ่ง รูปร่างอรชร ทรวดทรงด้านข้างก็ดูงดงามไร้ที่ติ แต่พอเธอเดินเข้ามาใกล้จนเห็นใบหน้าทั้งหมด เขาก็ต้องตะลึงกับปานแดงที่ลามไปครึ่งซีกหน้านั่น
ปานสีดำแดงดูน่าสะอิดสะเอียนปกคลุมใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง ใครเห็นเข้าก็ต้องรู้สึกไม่สบายตา หากจ้องนานๆก็แทบจะอยากอาเจียนออกมา
นายอำเภอหลิวเป็นคนรักสะอาดและจู้จี้จุกจิกเป็นทุนเดิม พอเห็นสภาพของอันหนิงในระยะประชิด ในใจเขาก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาทันที
แต่อันหนิงยังคงเดินเข้าใกล้อีกนิดเพื่อย่อกายคารวะ "ท่านใต้เท้ามีเมตตา ข้าน้อยขอรับไว้ด้วยใจเจ้าค่ะ แต่ความตั้งใจของข้าน้อยนั้นแน่วแน่แล้ว ต่อให้ใครมาพูดก็ไร้ผล ขอท่านใต้เท้าโปรดอย่า..."
นายอำเภอหลิวดีดตัวลุกพรวดขึ้นทันที "ในเมื่อเป็นเช่นนี้... ข้า... ข้าก็จะไปบอกท่านจิ้นซื่อเฉียนให้ตามนั้น ข้าขอตัว!"
อันหนิงตั้งท่าจะไปส่ง แต่นายอำเภอหลิวกลับเดินเร็วขึ้นกว่าเดิม แทบจะเรียกได้ว่าวิ่งหนีออกไปเลยทีเดียว
จนกระทั่งพ้นเขตหมู่บ้านไป๋สือโกว นายอำเภอหลิวถึงได้ลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เขานั่งอยู่ในเกี้ยวแล้วรำพึงเบาๆ "ท่านจิ้นซื่อเฉียนช่างเป็นคนมีน้ำใจและกตัญญูโดยแท้ ผู้หญิงอัปลักษณ์หน้าตาอย่างกับโฉมงามหน้าผีในตำนานขนาดนั้นยังจะมาขอคืนดีอีก ถ้าเป็นข้าน่ะรึ จะไล่ให้ไปไกลๆสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว"
ผ่านไปครู่หนึ่ง นายอำเภอหลิวก็คิดว่าเฉียนตูตอนนี้เป็นถึงจิ้นซื่อแล้ว จะหาเมียหน้าตาแบบไหนก็ได้ เหตุใดต้องไปฝังใจอยู่กับหญิงอัปลักษณ์คนเดียว นายอำเภอจึงตั้งใจว่าจะลองเกลี้ยกล่อมให้เฉียนตูเลิกยึดติดเสียที
ทางด้านตระกูลไป๋ หลังจากนายอำเภอหลิวจากไป อันหนิงก็ลากเก้าอี้มานั่งลง
เธอก้มหน้าลง ในดวงตาฉายแววลึกลับบางอย่าง
ไป๋เต๋อเซิ่งและจางเย่วเหมยในตอนนี้รู้สึกเศร้าโศกเสียใจเป็นที่สุด เมื่อเห็นอันหนิงดูเงียบขรึมและแผ่รังสีหดหู่ออกมา ทั้งสองก็ตกใจจนตัวลีบไม่กล้าเอ่ยปาก
ผ่านไปครู่ใหญ่ อันหนิงถึงได้ทอดถอนใจออกมาเบาๆ "ช่างเถอะ ในเมื่อเกิดมามีค่าดั่งต้นหญ้าตามริมทาง เหตุใดต้องไปใส่ใจกับชื่อเสียงลาภยศภายนอกพวกนั้นด้วยเล่า"
เพียงประโยคเดียวของเธอ ทำเอาไป๋เต๋อเซิ่งและจางเย่วเหมยถึงกับบ่อน้ำตาแตก
โดยเฉพาะจางเย่วเหมย เธอโผเข้ากอดอันหนิงพลางร้องไห้อย่างน่าเวทนา "ลูกแม่... เป็นความผิดของแม่เองที่ทำให้เจ้าต้องลำบากเช่นนี้"
ไป๋เต๋อเซิ่งก้มหน้าเช็ดน้ำตา "ลูกรัก อดทนไปอีกสักสองสามปีเถิดนะ อีกไม่กี่ปี พ่อสัญญาว่าจะทำให้เจ้าสมปรารถนาในทุกเรื่องให้ได้"
อันหนิงสะอื้นไห้ "หากการยอมอ่อนข้อจะทำให้ครอบครัวเราอยู่อย่างสงบสุขได้ อดทนสักนิดจะเป็นไรไป ข้ากลัวเพียงแต่ว่ายิ่งเราอดทน คนอื่นก็จะยิ่งได้ใจเข้ามารังแกเราถึงในบ้านน่ะสิเจ้าคะ"
คำพูดนี้ยิ่งทำให้ไป๋เต๋อเซิ่งรู้สึกปวดใจหนักกว่าเดิม
"ถ้ามันไม่ไหวจริงๆพ่อจะพาพวกเจ้าหนีไปจากหมู่บ้านไป๋สือโกว พวกเราไปอยู่ที่อื่นกัน ไปในที่ที่เฉียนตูหาเราไม่พบ"
อันหนิงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า "วิธีนี้ก็น่าจะใช้ได้เจ้าค่ะ เพียงแต่... ทรัพย์สินสมบัติของเราล่ะ แล้วยังมี..."
จางเย่วเหมยลูบศีรษะอันหนิงเบาๆ "ลูกแม่ ขอเพียงเจ้าอยู่อย่างปลอดภัย ต่อให้ต้องทิ้งทรัพย์สินมากมายเพียงใด แม่ก็ไม่เสียดายหรอก"
ไป๋เต๋อเซิ่งยิ้มขมขื่น "ที่ดินพวกนี้คงต้องยอมขายในราคาถูกไปเสียแล้ว"
แววตาของอันหนิงวูบไหวไปมา เธอเริ่มมั่นใจในสมมติฐานเรื่องชาติกำเนิดของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
ไป๋เต๋อเซิ่งเป็นคนเด็ดขาดและว่องไว เมื่อเขาตัดสินใจจะย้ายหนี ย่อมไม่รีรอให้เสียเวลา
วันนั้นเองเขาจึงแอบไปหาคนมาซื้อที่ดินและขายออกไปทันที พอตกบ่าย ไป๋เต๋อเซิ่งและจางเย่วเหมยก็จัดการเก็บข้าวของมีค่าและพาอันหนิงออกเดินทางหนีไปในทันที
ขณะนั่งอยู่บนรถเทียมวัว อันหนิงเคี้ยวขนมพลางเอ่ยถามไป๋เต๋อเซิ่ง "ท่านพ่อ พวกเราจะไปที่ไหนกันเจ้าคะ? เราเดินทางไปไกลขนาดนี้ แล้วเรื่องใบเบิกทางกับเอกสารยืนยันตัวตนจะไปหามาจากไหนกันล่ะ?"
ไป๋เต๋อเซิ่งยิ้มพลางหยิบใบเบิกทางและเอกสารชุดหนึ่งออกมาส่งให้อันหนิง "ดูนี่สิ พ่อเตรียมการไว้หมดแล้ว สิ่งพวกนี้พ่อเคยยอมเสียเงินจ้างคนจัดการไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้ว บัดนี้ก็ได้นำมาใช้เสียที"
อันหนิงกวาดสายตามองเอกสารเหล่านั้นพลางซ่อนความสงสัยไว้ในดวงตา
เธอเริ่มเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆว่าฐานะที่แท้จริงของ "ไป๋อันหนิง" คงไม่ธรรมดาแน่ๆ
เป็นไปได้สูงว่าไป๋อันหนิงอาจจะเป็นคนในราชวงศ์ ส่วนสาเหตุที่ไป๋เต๋อเซิ่งและจางเย่วเหมยพาหนีออกมา ก็น่าจะเป็นเพราะการแก่งแย่งชิงดีในวังหลัง
ทว่าไป๋อันหนิงเป็นสตรี ตามหลักแล้วต่อให้เป็นการชิงอำนาจในวังหลัง ก็ไม่น่าจะลามมาถึงตัวเธอได้ แล้วทำไมถึงต้อง...
อันหนิงเริ่มรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับราชวงศ์ที่เธอแอบสืบมาในช่วงหลายวันก่อน จนเริ่มมองเห็นภาพบางอย่างในใจ
รถวัวโยกเยกไปตามทาง ครอบครัวตระกูลไป๋เดินทางห่างไกลจากหมู่บ้านไป๋สือโกวออกไปทุกที
ทว่าหลังจากที่ครอบครัวอันหนิงจากไปได้ไม่นาน เฉียนเหอซื่อก็พาคนบุกมาถึงหน้าบ้าน
เดิมทีเฉียนตูคิดว่านายอำเภอหลิวจะช่วยเกลี้ยกล่อมให้อันหนิงเปลี่ยนใจได้ แต่ผิดคาด นายอำเภอหลิวกลับเข้าข้างอันหนิงและมาเตือนให้เฉียนตูตัดใจเสียเถอะ
เรื่องนี้ทำเอาเฉียนตูไม่พอใจอย่างมาก
ถ้าเป็นไปได้ เขาก็ไม่อยากจะข้องเกี่ยวกับหญิงอัปลักษณ์อย่างอันหนิงหรอก
แต่ใครจะไปรู้ว่ายัยหน้าผีนี่มีดวงเกื้อหนุนสามีกันล่ะ!
แน่นอนว่าเรื่องนี้เฉียนตูไม่มีทางบอกนายอำเภอหลิวเด็ดขาด
ในเมื่อนายอำเภอช่วยไม่ได้ เฉียนตูจึงต้องหาทางอื่น
คิดไปคิดมา เฉียนตูจึงตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้เฉียนเหอซื่อฟัง
พอเฉียนเหอซื่อได้ฟังก็ควันออกหู เธอคิดว่าอันหนิงช่างบังอาจคิดจะแข็งข้อ เฉียนตูยอมคุกเข่าให้ขนาดนั้นแล้วยังไม่ไว้หน้ากันอีก ผู้หญิงแบบนี้ต้องโดนสั่งสอนให้เข็ด
ดังนั้น เฉียนเหอซื่อจึงรวบรวมสมัครพรรคพวกบุกไปยังบ้านตระกูลไป๋ด้วยท่าทีข่มขวัญ
เธอตั้งใจจะใช้ฐานะแม่สามีเข้ากดดัน หากอันหนิงไม่ยอมตามมาดีๆก็จะสั่งให้คนมัดตัวอุ้มกลับไปเสียเลย
ลำพังคนตระกูลไป๋ไม่กี่คน ต่อให้สู้กันจริงๆก็ไม่มีทางสู้พวกนักเลงหัวไม้ที่เฉียนเหอซื่อพามาด้วยได้หรอก
ยิ่งไปกว่านั้น เฉียนตูตอนนี้เป็นถึงจิ้นซื่อ ต่อให้ชาวหมู่บ้านไป๋สือโกวจะไม่ช่วยตระกูลเฉียน แต่ก็คงไม่มีใครกล้าเอาตัวเข้าแลกยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเพื่อช่วยตระกูลไป๋สู้กับตระกูลเฉียนแน่ๆ
เฉียนเหอซื่อมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เธอบุกไปที่นั่นด้วยความฮึกเหิมราวกับพายุ
แต่เธอคิดไม่ถึงว่าคนตระกูลไป๋จะหนีหายไปหมดแล้ว ตอนที่เธอไปถึง สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงบ้านว่างเปล่าหลังหนึ่งเท่านั้น!
*แอบกระซิบว่าพระเอกจะอยู่ในโลกนี้ด้วยนะ