- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 45 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (3)
บทที่ 45 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (3)
บทที่ 45 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (3)
ไป๋อันหนิงนึกถึงช่วงเวลาสิบกว่าปีที่อยู่อย่างตายทั้งเป็น นึกถึงพ่อแม่ที่ต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร วิญญาณของเธอก็ถูกย้อมจนดำมืดด้วยความแค้น
เธอเกลียดชังจนอยากจะฆ่าเฉียนตูให้ตาย อยากจะเลาะกระดูกถลกหนังมันออกมาเสียให้เข็ด แต่ทว่าเธอก็เป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนที่ไม่อาจเข้าใกล้ตัวมันได้เลย
เวลาผ่านไปหลายปี จนกระทั่งเฉียนตูตายไปแล้ว วิญญาณของไป๋อันหนิงยังคงล่องลอยอยู่ในโลกมนุษย์ เธอได้ยินหญิงชาวบ้านมากมายพูดถึงเธอว่า "ช่างเป็นคนมีบุญวาสนานัก เป็นหญิงอัปลักษณ์แต่ได้แต่งกับขุนนางใหญ่ แถมยังได้ครองตำแหน่งฮูหยินเอกไปตลอดชีวิตโดยไม่โดนรังเกียจ นับว่ามีวาสนาล้นเหลือจริงๆ"
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น วิญญาณของไป๋อันหนิงยิ่งโกรธแค้นจนวิญญาณแทบจะระเบิดออก
บุญวาสนา? ไอ้ชีวิตที่อยู่เหมือนตายนั่นน่ะหรือคือบุญวาสนา? บุญวาสนาแบบนี้เธอไม่ต้องการ ใครอยากได้ก็เอาไปเถอะ!
เมื่อไป๋อันหนิงได้พบกับอันหนิง เธอจึงยื่นข้อเสนอและความปรารถนาของเธอ
เธอจะไม่ขอข้องเกี่ยวกับเฉียนตูอีกต่อไป ตำแหน่งฮูหยินเอกของเขาน่ะใครอยากจะเป็นก็เชิญ เธอไม่เอาบุญวาสนาพรรค์นั้นเด็ดขาด
อีกอย่าง เธอต้องการให้พ่อแม่มีชีวิตที่ดี ไม่ต้องมาตายจากไปเร็วเหมือนชาติก่อน
และความปรารถนาสุดท้ายคือ ไป๋อันหนิงอยากตามหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด อยากรู้ว่าชาติกำเนิดที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร
ไป๋อันหนิงเป็นเด็กที่รู้ความไวมาก เธอจำความได้ตั้งแต่เล็กๆ และเคยได้ยินไป๋เต๋อเซิ่งกับจางเย่วเหมยพูดคุยกันเป็นนัยว่าเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆของพวกเขา แต่ทั้งสองไม่เคยบอกว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอคือใคร ไม่เคยเอ่ยถึงที่มาของเธอเลย ทั้งคู่รักเธอมากกว่าลูกในไส้เสียอีก ไป๋อันหนิงไม่อยากให้พวกเขาทุกข์ใจจึงไม่เคยเอ่ยปากถาม
แต่หลังจากผ่านความเป็นความตายมาแล้ว ในใจเธอก็ยังวางไม่ลง เธออยากรู้ความจริงว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดคือใคร ชาติกำเนิดของเธอเป็นอย่างไรกันแน่
อันหนิงที่นอนอยู่บนเตียง เอื้อมมือขึ้นลูบคลำแก้มซีกที่มีปานปกคลุมอยู่ เธอเผยรอยยิ้มออกมาอย่างช้าๆ "วางใจเถอะ ความแค้นความพยาบาทของเจ้า ข้าจะสะสางคืนให้ครบถ้วน พ่อแม่ของเจ้าข้าจะกตัญญูแทนเอง ส่วนชาติกำเนิดของเจ้า ข้าก็จะสืบให้กระจ่าง"
ทันทีที่พูดจบ อันหนิงก็รู้สึกเบาสบายไปทั้งตัว เธอรู้ดีว่าวิญญาณของเจ้าของร่างเดิมได้จากไปแล้ว
อันหนิงพักฟื้นพละกำลังอยู่ครู่หนึ่งก็ลุกลงจากเตียง เธอเดินหาจนทั่วห้องแต่กลับไม่พบกระจกแม้แต่บานเดียว เธอเข้าใจทันทีว่า ไป๋อันหนิงคงจะอับอายในรูปลักษณ์ของตนเองมากจนไม่เคยส่องกระจกเลย
อันหนิงเดินออกนอกห้อง ไปหยุดลงที่ข้างถังน้ำ อาศัยผิวน้ำดูใบหน้าของร่างนี้ชัดๆ
พอเห็นแล้ว อันหนิงก็หลุดยิ้มออกมา
จะว่าไปแล้ว ร่างนี้รูปร่างดีมากจริงๆ เธอสูงโปร่ง อกเป็นอก เอวเป็นเอว ถ้าอยู่ในยุคปัจจุบันก็คือไม้แขวนเสื้อเดินได้ชัดๆ แถมรูปหน้ายังสวย ผมดำขลับหนานุ่มราวกับผ้าไหม เครื่องหน้าแต่ละส่วนก็งดงามหมดจด ถ้าไม่มีปานแดงนี้ ร่างเดิมคงได้ชื่อว่าเป็นโฉมงามล่มเมืองไปแล้ว
น่าเสียดายที่ปานแดงขนาดใหญ่บนใบหน้าซีกหนึ่งบดบังความงามนั้นไว้ จนเปลี่ยนจากสาวงามล่มเมืองกลายเป็นหญิงอัปลักษณ์ในสายตาคนอื่น
ไป๋อันหนิงแคร์เรื่องนี้มาก แต่อันหนิงกลับไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
ก็แค่ปานแดง อยากจะเก็บไว้ก็เก็บไว้ ไม่อยากเก็บไว้ก็แค่หาวิธีลบมันทิ้งก็สิ้นเรื่อง
เมื่อสำรวจรูปลักษณ์จนพอใจแล้ว เธอก็กลับเข้าห้องเพื่อพักผ่อนต่อ หลายวันต่อมาอันหนิงใช้เวลาไปกับการบำรุงร่างกาย นอกจากการขุนร่างกายที่ซูบผอมให้แข็งแรงขึ้นแล้ว เธอยังเริ่มฝึกฝนกำลังภายในอีกด้วย
โลกใบนี้ดูภายนอกเหมือนจะสงบสุข แต่อันหนิงรู้ผ่านกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ว่ามันคือโลกวรยุทธ์ระดับต่ำ ที่ยังมีพวกจอมยุทธ์เร่ร่อนอยู่ทั่วไป ดังนั้นเธอจึงสามารถฝึกวิชาการต่อสู้ได้
เธอฝึกวรยุทธ์เพื่อป้องกันตัว และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อเตรียมรับมือกับเฉียนตู เธอเดาว่าในอนาคตไอ้สารเลวนั่นอาจจะจนตรอกจนลุกขึ้นมาคิดร้ายกับครอบครัวของเธอก็ได้
อันหนิงเคยเป็นถึงระดับปรมาจารย์ยุทธมาแล้วในหลายภพหลายชาติ วิชาในสมองของเธอนั้นมีนับไม่ถ้วน เมื่อคิดจะรื้อฟื้นวรยุทธ์ขึ้นมาใหม่ เธอจึงเลือกวิชาที่เหมาะสมกับร่างกายนี้ที่สุดมาฝึกฝน
เนื่องจากคุ้นเคยกับเคล็ดวิชาเหล่านี้เป็นอย่างดี การกลับมาฝึกใหม่จึงเป็นเรื่องที่ง่ายดายราวกับคุ้นชินเส้นทาง เพียงแค่สามถึงห้าวันเธอก็สามารถสร้างกำลังภายในขึ้นมาได้แล้ว
หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้หักโหมฝึกจนเคร่งเครียด แต่เลือกที่จะโคจรพลังในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะกินข้าว เดินเหิน หรือนั่งนอน ก็ล้วนเป็นการฝึกปรือกำลังภายในไปในตัว
นอกจากฝึกวิชาแล้ว อันหนิงยังช่วยไป๋เต๋อเซิ่งดูแลไร่แตงด้วย
ในไร่ของตระกูลไป๋ปลูกแตงโมไว้ไม่น้อย แล้วยังมีพวกเมลอน และอีกสารพัด อย่าง อันหนิงลองเด็ดมาชิมดู รสชาติก็ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้าเทียบกับแตงในยุคปัจจุบันที่ผ่านการพัฒนาสายพันธุ์มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ยังถือว่าห่างชั้นกันอยู่มาก
อันหนิงจึงตัดสินใจจะช่วยไป๋เต๋อเซิ่งปลูกแตงให้ดีขึ้น นอกจากนี้เธอยังคิดจะรื้อฟื้นความรู้ด้านเกษตรกรรมจากชาติที่เป็นหลินอันหนิงขึ้นมาด้วย
เพราะในยุคโบราณปากท้องคือเรื่องใหญ่ ถ้าเธอสามารถพัฒนาพืชที่ให้ผลผลิตสูงในโลกนี้ได้ นั่นย่อมเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่แก่ปวงประชา
หากเธอปลูกธัญญาหารที่ให้ผลผลิตสูงได้จริง ต่อให้ภายหลังเฉียนตูจะไต่เต้าไปเป็นขุนนางใหญ่โตแค่ไหน ก็คงทำอะไรเธอไม่ได้แล้ว
เมื่อคิดได้ดังนี้ อันหนิงก็ขลุกตัวอยู่แต่ในไร่
โชคดีที่ที่ดินของตระกูลไป๋มีไม่น้อย ส่วนหนึ่งปลูกแตง ส่วนหนึ่งปลูกธัญญาหาร อันหนิงแบ่งที่ดินส่วนหนึ่งมาทำเป็นแปลงทดลอง เริ่มจากการพัฒนาข้าวลูกผสม และเธอยังอยากจะพัฒนาข้าวสาลีที่ให้ผลผลิตสูงอีกด้วย
อันหนิงตั้งใจทำงานจนลืมเรื่องเฉียนตูไปเสียสนิท
ไป๋เต๋อเซิ่งและจางเย่วเหมยต่างพากันสงสารที่ลูกสาวต้องตรากตรำในไร่ แต่ก็กลัวว่าถ้าให้เธอกลับไปพักที่บ้านแล้วจะฟุ้งซ่านคิดมาก จึงปล่อยให้เธอเล่นสนุกในสิ่งที่เรียกว่าแปลงทดลองนั่นไป
เวลาผ่านไปเพียงพริบตาเดียวก็ครบหนึ่งเดือนเศษ
ประจวบเหมาะกับฤดูกาลที่แตงโมของตระกูลไป๋สุกงอม พ่อค้าแม่ขายเริ่มสัญจรไปมาระหว่างไร่แตงตระกูลไป๋กับตัวตำบลและตัวอำเภอ
สามคนพ่อแม่ลูกบ้านไป๋จึงเริ่มวุ่นวายกันถ้วนหน้า
วันหนึ่ง ขณะที่อันหนิงกำลังยุ่งกับการเก็บแตงกับไป๋เต๋อเซิ่ง ก็เห็นเด็กน้อยในหมู่บ้านไป๋สือโกวหลายคนวิ่งพรวดพราดเข้ามา
พอเห็นไป๋เต๋อเซิ่งกับอันหนิง พวกเด็กๆก็รีบละล่ำละลักบอก "ปู่เต๋อเซิ่ง อาหนิง กลางหมู่บ้านมีคนมาเพียบเลยจ้ะ มีคนขี่ม้าตัวสูงโย่งมาด้วย ดูท่าทางจะเป็นขุนนางใหญ่..."
สีหน้าของอันหนิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอรู้ทันทีว่าเฉียนตูมาถึงแล้ว
ไป๋เต๋อเซิ่งที่กำลังเก็บแตงอยู่ถึงกับชะงักงันด้วยความตกใจ
ขณะที่เขากำลังจะถามให้รู้เรื่อง ก็เห็นชาวบ้านอีกหลายคนพากันวิ่งมาหา
"อาเต๋อเซิ่ง ลูกเขยบ้านอาสอบติดแล้วนะเนี่ย นี่คงกลับมารับลูกสาวอาแล้วล่ะ บ้านอาช่างมีวาสนาฟ้าประทานจริงๆ"
ไป๋เต๋อเซิ่งได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็ปรากฏร่องรอยของความโกรธแค้นและตกใจ
ส่วนอันหนิงเช็ดมือพลางเดินไปยังขอบไร่ "ลูกเขยอะไรกัน? เมื่อสองเดือนก่อนข้าถูกเฉียนตูหย่าขาดไปแล้ว เฉียนตูจะเป็นขุนนางอะไรก็ไม่เกี่ยวกับข้าทั้งนั้น"
"ว่าไงนะ?"
ชาวบ้านต่างพากันตกตะลึงหน้าเหวอ
"หย่าเหรอ? ทำไม... ทำไมอาศัยเรื่องอะไรมาหย่าล่ะ?"
อันหนิงลูบหน้าตัวเองพลางแค่นยิ้มขมขื่น "จะเรื่องอะไรอีกล่ะ ก็แค่รังเกียจที่ข้าอัปลักษณ์น่ะสิ พอสอบติดจิ้นซื่อเข้าหน่อย ก็คงคิดว่าเมียชาวนาหน้าผีอย่างข้ามันไม่คู่ควรกับเขาแล้วน่ะสิ"
"นี่มันเกินไปจริงๆ..."
ชาวบ้านหมู่บ้านไป๋สือโกวนั้นมีนิสัยซื่อตรง พอได้ฟังที่อันหนิงพูดก็รู้สึกว่าเฉียนตูทำเรื่องไร้คุณธรรมเกินไป
เมื่อก่อนบ้านตระกูลเฉียนยากจนจนไม่มีแม้แต่ค่าเดินทางไปสอบระดับมณฑล ก็ได้อันหนิงที่แต่งเข้าบ้านไปแล้วใช้สินเดิมของตัวเองส่งเสียให้เฉียนตูได้ไปสอบมณฑล แถมยังส่งไปสอบถึงเมืองหลวงจนสอบติดจิ้นซื่อ
แต่ผลที่ได้คือตระกูลเฉียนไม่รู้จักบุญคุณ พอสอบติดก็รังเกียจอันหนิงทันที นี่มันคนเนรคุณชัดๆ มันคือคนอกตัญญูขนานแท้
อันหนิงได้ยินเสียงชาวบ้านพากันด่าทอว่าเฉียนตูไร้สัจจะ ไร้มนุษยธรรม เธอก็ลอบหัวเราะเย็นในใจ
ในความทรงจำของไป๋อันหนิง หลังจากถูกหย่ากลับมาบ้านเธอก็รู้สึกอับอายจนไม่กล้าออกไปไหน และไม่เคยเล่าเรื่องที่ถูกเฉียนตูสะบัดรักอย่างเลือดเย็นให้คนในหมู่บ้านฟังเลย