เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (2)

บทที่ 44 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (2)

บทที่ 44 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (2)


จะว่าไปแล้ว ไป๋อันหนิงนั้นมีดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวเท่านั้น...

เธอทั้งอ่อนโยน จิตใจดี เฉลียวฉลาด แถมยังหยิบจับงานคล่องแคล่ว งานในบ้านนอกบ้านจัดการได้เรียบร้อยไม่มีที่ติ

ทว่าโชคร้ายที่เธอเกิดมาพร้อมกับปานแดงขนาดใหญ่บนใบหน้า เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ปานนั้นกลับไม่จางหายไป แต่กลับขยายกว้างขึ้นจนปกคลุมใบหน้าไปเกือบครึ่งซีก ดูแล้วน่าหวาดกลัวยิ่งนัก

ด้วยเหตุนี้ ต่อให้ไป๋อันหนิงจะมีข้อดีเป็นพันอย่าง มีฝีมือยอดเยี่ยมเป็นหมื่นประการ ก็ยังไม่มีชายใดปรารถนาจะแต่งงานกับเธอ

เธอครองตัวเป็นโสดจนกระทั่งอายุ 18 ปี ถึงได้มีคนมาสู่ขอ

คนที่มาสู่ขอก็คือ "เฉียนซิ่วไฉ" จากหมู่บ้านอวี๋เฉียนที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านไป๋สือโกวนัก

เฉียนซิ่วไฉคนนี้มีชื่อว่าเฉียนตู เขาเสียพ่อไปตั้งแต่ยังเล็ก และถูกเลี้ยงดูมาอย่างยากลำบากโดยแม่ม่ายผู้เป็นมารดา

เฉียนตูเป็นคนหัวดีเฉลียวฉลาดมาแต่เด็ก อายุ 16 ปีก็สอบติดซิ่วไฉ ถือเป็นคนหนุ่มที่มีอนาคตไกล

ทว่าบ้านตระกูลเฉียนนั้นยากจนข้นแค้นเหลือเกิน หลังจากเขาสอบติดซิ่วไฉแล้ว หากต้องการก้าวหน้าต่อไป เขาต้องไปสอบเซียงซื่อที่เมืองหลวงของมณฑลแถมจำเป็นต้องใช้เงินก้อนโต นอกจากนี้มารดาของเขาก็แก่ชราลงทุกวัน งานการทั้งในและนอกบ้านก็ต้องการคนคอยดูแล

ตระกูลเฉียนต้องการทั้งเงินก้อนใหญ่ และต้องการนายหญิงที่ขยันขันแข็งมาดูแลบ้าน

แต่ในละแวกสิบหกหมู่บ้านนี้ไม่มีเศรษฐีอยู่สักกี่เจ้า ต่อให้มี พวกเขาก็ไม่ยินดีจะส่งลูกสาวไปลำบากที่บ้านตระกูลเฉียน

เมื่อไร้ทางเลือก แม่ของเฉียนตูจึงบีบบังคับให้เขามาสู่ขอไป๋อันหนิง

เพราะตระกูลไป๋พอจะมีฐานะ อีกทั้งไป๋เต๋อเซิ่งก็มีฝีมือการปลูกแตงที่ยอดเยี่ยม เงินทองที่สะสมไว้หลายปีนั้นมีไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลไป๋มีไป๋อันหนิงเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว หากเฉียนตูแต่งกับเธอ ทรัพย์สมบัติของตระกูลไป๋จะไม่ตกเป็นของตระกูลเฉียนหมดหรอกหรือ?

ทีแรกเฉียนตูไม่เต็มใจ แต่เมื่อถูกแม่บีบคั้นหนักเข้าจึงยอมมาสู่ขอ

ไป๋เต๋อเซิ่งที่กำลังกลัดกลุ้มเรื่องงานแต่งของลูกสาวอยู่พอดี เมื่อเห็นเฉียนตูมาสู่ขอก็ได้ทำการตรวจสอบดูแล้วเห็นว่าเขามีความสามารถ จึงตกลงหมั้นหมาย เพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น อันหนิงก็หอบสินเดิมจำนวนมหาศาลแต่งเข้าบ้านตระกูลเฉียน

จากนั้น เฉียนตูก็มีเงินไปเข้าสอบระดับมณฑล

ครั้งนี้เขาโชคดีสอบติดในอันดับที่ 10 กลายเป็น "จวี่เหริน" บัณฑิตระดับมณฑล

หลังจากนั้น เฉียนตูก็ฉวยโอกาสตอนน้ำขึ้นรีบตัก ขอเงินจากอันหนิงเพื่อเดินทางไปสอบระดับประเทศ ที่เมืองหลวง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะดวงดีหรืออย่างไร เขาก็สอบติดอีกครั้ง จนได้กลายเป็นจิ้นซื่อ

พอสอบติดจิ้นซื่อ ความคิดของเฉียนตูก็เริ่มเปลี่ยนไป

เขาเริ่มรังเกียจที่อันหนิงมีชาติกำเนิดเป็นเพียงชาวนา รังเกียจที่หน้าตาของเธออัปลักษณ์ เขาจึงตัดสินใจเขียนหนังสือหย่า ขับไล่ไป๋อันหนิงกลับบ้านเดิมทันที

และตอนที่อันหนิงทะลุมิติมานั้น ก็คือช่วงเวลาที่ไป๋อันหนิงเพิ่งถูกไอ้สารเลวเนรคุณหย่าขาด จนโกรธแค้นเสียใจจนล้มหมอนนอนเสื่ออยู่นั่นเอง

การที่ไป๋อันหนิงถูกชายโฉดลืมบุญคุณทอดทิ้ง ทำให้ไป๋เต๋อเซิ่งและจางเย่วเหมยโกรธจนแทบคลั่ง

พวกเขาทั้งโกรธทั้งเสียใจ โกรธที่เฉียนตูไร้สัจจะ และเสียใจที่ตอนนั้นมองคนผิดไป พลาดพลั้งยกลูกสาวให้คนพรรค์นั้นง่ายๆ

คนทั้งสองนั่งอยู่ในห้องของอันหนิง เฝ้ามองลูกสาวที่กำลังพักฟื้นอยู่บนเตียงพลางถอนหายใจยาว เดี๋ยวก็ก่นด่าเฉียนตู เดี๋ยวก็ตัดพ้อด้วยความเสียใจ

จางเย่วเหมยดึงเสื้อของไป๋เต๋อเซิ่ง "ตาเฒ่าไป๋ เจ้าไปเชิญหมอมาอีกสักคนเถิด หนิงหนิงของพวกเราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้นะ"

ไป๋เต๋อเซิ่งทอดถอนใจ "ได้ ข้าจะไปเชิญท่านปู่อวี๋จากโรงหมอหุยชุนมาดูอาการหนิงหนิงหน่อย"

ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้น อันหนิงก็ตื่นขึ้นพอดี

"ท่านพ่อ... ไม่... ไม่ต้องไปเชิญหมอแล้วเจ้าค่ะ ข้าไม่เป็นไร"

เธอพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง จางเย่วเหมยรีบเข้าไปพยุงทันที "ระวังหน่อยลูก เจ้านอนอยู่หลายวันแล้ว ร่างกายยังไม่มีแรง อย่าเพิ่งฝืนเลย"

อันหนิงยิ้มออกมาบางๆ "ข้าไม่เป็นไรจริงๆเจ้าค่ะ เพียงแต่... เพียงแต่ก่อนหน้านี้ทำใจไม่ได้ เลยเอาแต่คิดมากจนหาทางออกไม่เจอเอง"

อันหนิงกุมมือของจางเย่วเหมยไว้ "ท่านแม่ ท่านวางใจเถอะเจ้าค่ะ ต่อไปข้าจะใช้ชีวิตให้ดี"

ไป๋เต๋อเซิ่งนั่งลงข้างๆ เขาพินิจมองอันหนิงอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าสีหน้าของลูกสาวดีขึ้นมากจริงๆ ไม่มีท่าทางอมทุกข์เหมือนเมื่อหลายวันก่อน ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก "คิดได้ก็ดีแล้ว คิดได้ก็ดีแล้ว! ก็แค่ผู้ชายคนเดียว เขาไม่ต้องการเรา เราก็ไม่ต้องการเขาเหมือนกัน! ต่อไปเจ้าก็อยู่ที่บ้านนี่แหละ มีพ่อกับแม่คนนี้อยู่ รับรองว่าจะดูแลเจ้าให้ดีที่สุด"

จางเย่วเหมยเบือนหน้าหนีพลางแอบเช็ดน้ำตาเงียบๆ "หนิงหนิง หิวแล้วใช่ไหมลูก เดี๋ยวแม่ไปทำอะไรให้กินนะ"

เมื่อจางเย่วเหมยเดินออกไป ไป๋เต๋อเซิ่งก็นั่งเฝ้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตามออกไปเช่นกัน

ทั้งคู่เข้าไปในห้องครัว ไป๋เต๋อเซิ่งรับหน้าที่ก่อไฟ ส่วนจางเย่วเหมยลงมือปรุงอาหาร เธอทำไปถอนหายใจไป "หนิงหนิงของเราช่างอาภัพนัก ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาเจอไอ้คนสารเลวพรรค์นั้น"

ไป๋เต๋อเซิ่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน "ต่อไปพวกเราต้องขยันให้มากกว่าเดิม ตั้งใจทำงานสะสมเงินทองไว้ให้หนิงหนิงเยอะๆ วันข้างหน้าหากพวกเราไม่อยู่แล้ว ลูกจะได้ไม่ลำบาก"

"อื้ม" จางเย่วเหมยพยักหน้า "ต่อไปฉันจะรับงานปักผ้าให้มากขึ้น"

ไป๋เต๋อเซิ่งเสริม "ข้าก็จะปลูกแตงให้มากขึ้นเหมือนกัน"

ในขณะเดียวกัน อันหนิงที่นอนพักฟื้นอยู่ในห้องกำลังเรียบเรียงความทรงจำของไป๋อันหนิงและวิเคราะห์ความปรารถนาของเจ้าของร่างเดิม

ตามความทรงจำ... หลังจากนี้ประมาณหนึ่งเดือน เฉียนตูจะกลับมาที่บ้านตระกูลไป๋เพื่อขอขมา เขาจะมาคุกเข่ากลางไร่แตงเพื่อขอความเมตตาจากไป๋อันหนิง

การที่คนระดับจิ้นซื่อมาคุกเข่าในไร่แตงเช่นนั้น ย่อมทำให้เกิดความฮือฮาไปทั่วหมู่บ้านไป๋สือโกว ชาวบ้านต่างแห่กันมาดูเหตุการณ์และพากันเกลี้ยกล่อมให้ไป๋อันหนิงยกโทษให้เขา โดยอ้างว่า "วันเดียวผูกพันร้อยวันเสน่หา" หรือ "ลูกผู้ชายกลับใจมีค่าดั่งทองคำ"

พวกสาวๆและเหล่าสะใภ้ในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาว่าไป๋อันหนิงช่างมีบุญวาสนา มีสามีเป็นถึงบัณฑิตเอกที่ยอมคุกเข่าอ้อนวอนขนาดนี้ เธอควรจะรู้จักพอและยินดีรับเขากลับไป

คำพูดเหล่านั้นกดดันจนไป๋อันหนิงสับสน ประกอบกับวาทศิลป์ของเฉียนตูที่สามารถกลับขาวเป็นดำได้ เธอจึงเริ่มใจอ่อน อีกทั้งยังกังวลว่าเฉียนตูเป็นขุนนางใหญ่ในอนาคต หากไม่ยอมยกโทษให้อาจจะเป็นการสร้างศัตรูและทำให้พ่อแม่เดือดร้อน

ไป๋อันหนิงจึงถูกกระแสสังคมและความกลัวบีบบังคับให้ยอมยกโทษ แล้วตามเขากลับไปยังตระกูลเฉียน

ทว่าหลังจากนั้นล่ะ?

เมื่อเฉียนตูได้รับตำแหน่งและพาไป๋อันหนิงไปรับตำแหน่งด้วย เขากลับเย็นชากับเธอถึงขีดสุด ขังเธอไว้แต่ในเรือนหลังไม่ให้ออกไปไหน ไม่ให้แตะต้องงานบริหารบ้านเรือน บ่าวไพร่ในบ้านก็ไม่มีใครยอมฟังคำสั่งเธอ

ต่อมา เฉียนตูได้พาลูกพี่ลูกน้องกลับมาตบแต่งเป็นอนุภรรยา ผ่านไปหนึ่งปี นางก็ให้กำเนิดบุตรชาย ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกอยู่อย่างรักใคร่กลมเกลียว ทิ้งให้ไป๋อันหนิงอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง

เธอไม่มีใครให้พูดคุย ไม่มีใครสนใจ อาหารการกินก็ย่ำแย่พอๆกับบ่าวไพร่ เสื้อผ้ามีแต่ชุดเก่าๆ จนสุดท้ายเธอก็ต้องจบชีวิตลงอย่างอ้างว้างไร้ที่พึ่งในเรือนหลังนั้น

จนกระทั่งตายไป ไป๋อันหนิงถึงได้รู้ความจริงว่า... ทำไมเฉียนตูถึงยอมคุกเข่าขอคืนดีกับเธอ

ที่แท้ หลังจากสอบติดจิ้นซื่อ เฉียนตูรออยู่นานก็ไม่ถูกเรียกไปรับตำแหน่งขุนนางเสียที มิหนำซ้ำดวงยังตกต่ำอย่างน่าประหลาด

วันหนึ่งเขาได้พบกับนักพรตคนหนึ่ง ซึ่งบอกเขาว่าไป๋อันหนิงคือผู้ที่มีบุญวาสนาหนุนนำมหาศาลที่เขาสอบติดจวี่เหรินและจิ้นซื่อได้นั้นล้วนเป็นเพราะบารมีจากการแต่งกับเธอ เมื่อเขาทอดทิ้งเธอไป วาสนานั้นจึงอันตรธานหายไปด้วย

เฉียนตูที่สังเกตเห็นความโชคดีแปลกๆตั้งแต่แต่งกับเธอจึงเชื่อคำของนักพรตทันที เขาจึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เธอกลับมา

แต่พอได้เธอกลับมาจริงๆ เขากลับรังเกียจหน้าตาอัปลักษณ์ของเธอจนไม่อยากมอง จะปล่อยมือก็กลัววาสนาหาย จะรักก็รักไม่ลง เขาจึงแก้ปัญหาด้วยการทิ้งเธอไว้ในเรือนหลัง ให้เธอถือเพียงตำแหน่งฮูหยินบังหน้า แต่ไม่มอบสิ่งอื่นใดให้เลย

ซ้ำร้าย... เพื่อกันไม่ให้ไป๋เต๋อเซิ่งและจางเย่วเหมยล่วงรู้ความลับและก่อเรื่อง เฉียนตูจึงวางแผนให้ผู้เฒ่าทั้งสองจากโลกนี้ไปหลังจากเขาไปรับตำแหน่งได้ไม่นาน

ไป๋อันหนิงที่ถูกขังจนหูตาบอดเพิ่งจะมารู้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิตว่า... ท่านพ่อและท่านแม่ของเธอเสียชีวิตไปตั้งนานแล้ว

*ซิ่วไฉ-บัณฑิตผู้สอบผ่านการสอบคัดเลือกขั้นต้นระดับท้องถิ่น

*เซียงซื่อ-ชื่อเรียกการสอบระดับมณฑล (จัดขึ้นทุก 3 ปี)

*ชุนเหวย-สอบระดับประเทศ

จบบทที่ บทที่ 44 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว