- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 46 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (4)
บทที่ 46 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (4)
บทที่ 46 ฉันไม่ต้องการพรแบบนี้! (4)
เสียงเอะอะโวยวายดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างพากันเบียดเสียดเข้ามาดู
คนนั้นทีคนนี้ทีต่างพากันออกความเห็น "เฉียนตูทำแบบนี้ไม่ถูกเลย พวกเจ้าวางใจเถอะ เดี๋ยวเขามาถึงพวกเราจะช่วยถามให้ เป็นผัวเมียกันมันทิ้งกันไม่ได้หรอก จะมาเป็นขุนนางแล้วทิ้งเมียคู่ยากได้ยังไง"
อีกคนก็เสริมว่า "เรื่องนี้จะปล่อยไปเฉยๆไม่ได้นะ เขาบอกจะหย่าก็หย่าได้งั้นเรอะอาเต๋อเซิ่ง พวกเราต้องโวยวายเข้าไว้ ต่อให้เขาเป็นขุนนางเขาก็ต้องรักชื่อเสียงสิ พวกเราต้องกดดันให้เขารับอันหนิงกลับไปดีๆให้ได้"
อันหนิงยืนอยู่ในไร่แตง ก้มหน้าลดสายตาลงต่ำ
เธอรู้อยู่แล้วว่าผลมันต้องออกมาเป็นแบบนี้
คนส่วนใหญ่ต่างคิดว่าเธอต้องเกาะเฉียนตูไว้ให้แน่น ต่อให้ต้องหน้าด้านหน้าทนแค่ไหนก็ต้องเกาะเขาไว้ ไม่อย่างนั้นจะถือว่าขาดทุนย่อยยับ
เกือบทุกคนมองว่านอกจากเฉียนตูแล้ว เธอคงไม่มีวันหาผู้ชายดีๆที่ไหนมาแต่งงานด้วยได้อีก ถ้าเลิกกับเฉียนตู ชีวิตนี้เธอก็คงต้องแก่ตายไปอย่างโดดเดี่ยว
ชาวบ้านต่างพากันชี้นิ้วสั่งสอนเธอโดยอ้างว่า "หวังดี"
แล้วเธอก็ต้องซาบซึ้งในน้ำใจด้วยนะ ถ้าเธอไม่ทำตามที่พวกเขาบอก ก็จะกลายเป็นคนไม่รู้จักดีไปเสียอีก
ก็ใช่เลยล่ะสิ... ในชาติของไป๋อันหนิงมันก็เป็นแบบนี้เป๊ะๆ
ไป๋อันหนิงถูกบีบบังคับด้วยคำพูดและการกระทำที่อ้างว่า "หวังดี" จนต้องยอมตามเฉียนตูไปในที่สุด
ไป๋เต๋อเซิ่งได้ยินคำพูดเหล่านี้ในใจก็รู้สึกไม่สบอารมณ์นัก เขาหันไปมองจางเย่วเหมย
จางเย่วเหมยทอดถอนใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม "ช่างเถอะ ในเมื่อเขาไม่เห็นหัวลูกสาวเราแล้ว พวกเราก็ไม่อยากไปทำตัวให้น่ารำคาญขวางหูขวางตาใคร ลูกสาวเรา พวกเราเลี้ยงเองได้"
"แบบนั้นจะไปได้ยังไง!"
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่ปกติสนิทสนมกับจางเย่วเหมยยกมือเท้าสะเอวพลางตะโกนเสียงดัง "ไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยให้คนแซ่เฉียนได้ประโยชน์ไปฟรีๆ พวกเจ้านี่ก็ใจดีเกินไปแล้ว ถ้าเป็นข้าล่ะก็ ถ้าเฉียนตูไม่เอาอันหนิง ข้าจะฟ้องมันให้ถึงที่สุด!"
อันหนิงเงยหน้าขึ้น ใบหน้าซีกที่ไร้ปานแดงนั้นขาวซีดดั่งกระดาษ ในดวงตาเต็มไปด้วยความทุกข์โศกและโหยหา "ท่านป้า... เรื่องนี้... พวกท่านอย่าเกลี้ยกล่อมเลยเจ้าค่ะ ในเมื่อเขาหย่าขาดจากข้าแล้ว ข้าก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับเขาอีก เขาจะไปเป็นขุนนางของเขา ข้าก็จะใช้ชีวิตของข้า เหตุใดต้องฝืนเอาตัวไปให้เขาเกลียดขี้หน้าด้วยล่ะ... ต่อให้... ต่อให้เขามารับข้ากลับไปจริงๆ ข้าจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร"
อันหนิงลูบไล้ไปที่ใบหน้าของตนเอง "ข้ามีสภาพเช่นนี้ ใครเล่าจะไม่รังเกียจ? หากตามเฉียนตูไป ในใจเขาคงรังเกียจข้าแทบตาย ภายนอกอาจดูดีว่าเป็นถึงฮูหยินขุนนาง แต่ข้างในจะทุกข์ตรมแค่ไหน มีเพียงตัวเองเท่านั้นที่รู้"
พูดไปน้ำตาเม็ดโตก็ร่วงเผาะลงมา
ถึงแม้ใบหน้าครึ่งซีกของอันหนิงจะมีปานแดงจนดูอัปลักษณ์เมื่อมองแวบแรก แต่ยามที่เธอร้องไห้ออกมานั้น กลับดูเหมือนดอกสาลี่ต้องสายฝน ดูอ่อนแอ บอบบาง และน่าสงสารจับใจจนผู้คนที่มองอยู่ต่างพากันใจอ่อนด้วยความเวทนา
หลายคนเห็นอันหนิงร้องไห้เสียใจขนาดนี้ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจตาม
"ก็จริงนะ ต่อให้เฉียนตูมารับกลับไปจริงๆ แต่ในรั้วในวังลึกขนาดนั้น เขาจะทำอะไรกับนางบ้างใครจะไปรู้ล่ะ เกิดว่า..."
เกิดว่าเขาขังนางไว้ให้หนาวเหน็บ หรือทรมานจนตาย ใครจะไปทวงความยุติธรรมให้ได้ล่ะ เพียงแต่คำพูดเหล่านั้นมันอัปมงคลเกินไป คนผู้นั้นจึงไม่ได้พูดออกมา
"กิ่งทองใบหยกไม่คู่ควรกัน" ฐานะต่างกันเกินไปจนไม่คู่ควร
ไป๋เต๋อเซิ่งถอนหายใจยาวพลางเอ่ยว่า "บ้านข้าเป็นเพียงชาวนาธรรมดา ตระกูลเฉียนเป็นขุนนาง เทียบกันไม่ได้หรอก ลูกสาวข้า ข้าเลี้ยงเองดีกว่า จะได้ไม่ต้องมีเรื่องทุกข์ใจตามมาในภายหลัง"
ชาวบ้านหลายคนฟังแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย
นั่นสิ... เมื่อเทียบกับชีวิตแล้ว ลาภยศสรรเสริญพวกนั้นมันก็แค่เรื่องจอมปลอม
ขณะที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้นเอง เฉียนตูก็ขี่ม้าตัวสูงใหญ่ตรงดิ่งเข้ามา
ทางเดินในไร่แตงนั้นไม่ได้กว้างนัก เฉียนตูรีบลงจากม้าแล้วส่งบังเหียนให้ผู้ติดตาม ส่วนตัวเขาที่สวมชุดยาวสีเขียวอ่อนค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า
จะว่าไปแล้ว เฉียนตูหน้าตาก็จัดว่าใช้ได้
เขาเป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน มองดูแวบแรกก็เหมือนคุณชายผู้สง่างามคนหนึ่ง
แต่พอเดินเข้ามาใกล้จนเห็นชัดๆจะพบว่าดวงตาของเขานั้นเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม ตาขาวมากตาดำน้อย สันจมูกบางเฉียบ และริมฝีปากบางจัด... โหงวเฮ้งเช่นนี้คือลักษณะของคนที่ "เนรคุณและไร้สัจจะ" เป็นที่สุด
อันหนิงปรายตามองเพียงปราดเดียว ก่อนจะก้มหน้าเดินเข้าไปในไร่เพื่อเก็บแตงต่อ
เธอไม่อยากจะเสวนากับไอ้ผู้ชายสารเลวที่ทำลายชีวิตของไป๋อันหนิงจนย่อยยับในชาติก่อนแม้แต่น้อย
ทว่าเฉียนตูนั้นช่ำชองเรื่องการแสดงละครยิ่งนัก
ยามเขาเห็นไป๋เต๋อเซิ่ง ใบหน้าของเขาก็พลันฉายแววโศกเศร้าและรู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง เขาก้าวยาวๆเข้าไปหาแล้วคุกเข่าลงดัง "ตุ้บ" ต่อหน้าไป๋เต๋อเซิ่งทันที "ข้าน้อยขอกราบคารวะท่านพ่อตา"
ไป๋เต๋อเซิ่งรีบเบี่ยงตัวหลบ "มิกล้ารับ ท่านไม่ใช่ลูกเขยของข้าแล้ว คำว่าพ่อตาอะไรนี่ เลิกเรียกซี้ซั้วเสียเถิด"
เฉียนตูรีบโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างเอาเป็นเอาตาย พลางโขกไปร้องไห้ไป "เป็นความผิดของข้าเอง ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า ตอนนั้นข้ากำลังเครียดเรื่องการรอรับตำแหน่งขุนนาง ด้วยความวู่วามจึงเผลอมีปากเสียงกับหนิงหนิงไปไม่กี่คำ ทั้งที่รู้ดีว่านางเองก็น้อยเนื้อต่ำใจ แต่ข้า... ข้ากลับมัวแต่จมอยู่กับความทุกข์ของตัวเอง จนประชดประชันส่งนางกลับมาบ้านเดิม"
เฉียนตูคร่ำครวญ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นดูจริงใจและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์อย่างยิ่ง "เดิมทีข้าก็อายจนไม่กล้าสู้หน้า คิดจะรอให้หนิงหนิงยอมอ่อนข้อให้ข้าก่อน แต่ใครจะรู้ว่านางจะมีทิฐิแรงกล้าเพียงนี้ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาข้านอนไม่หลับกระสับกระส่าย กินอะไรไม่ลง ทั้งห่วงว่าหนิงหนิงจะลำบาก ทั้งกลัวว่านางจะคิดสั้น..."
จางเย่วเหมยเห็นเฉียนตูพูดจาได้กินใจขนาดนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองไป๋เต๋อเซิ่ง
เมื่อเห็นไป๋เต๋อเซิ่งยืนกอดอกนิ่งเฉยไร้อารมณ์ เธอก็นึกตกใจ รีบถอยหลังออกมาหลายก้าว
ทว่าชาวบ้านรอบข้างกลับพากันเห็นใจเฉียนตูเป็นอย่างมาก
มีหลายคนเริ่มพูดช่วยเฉียนตู และเกลี้ยกล่อมให้ไป๋เต๋อเซิ่งยกโทษให้เขา
ยังมีพวกแม่บ้านสาวๆอีกสองสามคนเข้าไปหาอันหนิงเพื่อโน้มน้าว อ้างเรื่อง "วันเดียวผูกพันร้อยวันเสน่หา" บ้างล่ะ "ทะเลาะกันต้นเตียงดีกันปลายเตียง" บ้างล่ะ
อันหนิงเพียงแค่ก้มหน้าก้มตาเก็บแตง ทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น
ทางด้านเฉียนตูก็ยังไม่หยุดคร่ำครวญ "คราแรกเป็นท่านพ่อตาที่ไม่รังเกียจยกลูกสาวให้ข้า บัดนี้ข้าสอบติดจิ้นซื่อแล้ว เดิมทีควรจะทำดีกับนางให้มากขึ้น ให้นางได้ตามข้าไปเสวยสุขแท้ๆ แต่ใครจะรู้... ใครจะรู้... ทั้งหมดเป็นเพราะข้าไม่ดีเอง วันนี้ข้าขอนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนี้ ท่านพ่อตาจะทุบตีหรือลงทัณฑ์อย่างไร ข้าขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว"
ไป๋เต๋อเซิ่งถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ขมวดคิ้วมองสำรวจเฉียนตู
แต่อันหนิงกลับวางแตงโมในมือลงแล้วเดินตรงเข้าไปหาในจังหวะนี้เอง
เธอมองเฉียนตูด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ท่านใต้เท้าเฉียน ท่านอย่าได้ทำให้ท่านพ่อของข้าลำบากใจอยู่ที่นี่เลย ข้าจะพูดความจริงให้ท่านฟัง เดิมทีด้วยรูปลักษณ์ของข้า ข้าก็ไม่อยากจะแต่งงานอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนั้นไม่อยากให้พ่อแม่ต้องลำบากใจถึงได้ยอมแต่งกับท่าน แต่ตั้งแต่วันที่แต่งเข้าบ้านท่านมา ในใจข้าก็ทุกข์ระทมมาตลอด ทุกครั้งที่เห็นท่านใต้เท้าเฉียนหน้าตาหมดจดหล่อเหลา ในใจข้าก็ยิ่งรู้สึกอัปยศ ข้ารู้ดีว่าข้าไม่คู่ควรกับท่าน ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยคิดเรื่องการหย่าร้างอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ข้ายังไม่ทันเอ่ยปาก ท่านก็เป็นฝ่ายหย่าขาดจากข้าเสียก่อน ซึ่งก็นับว่าทำให้ข้าสมปรารถนา ในเมื่อหย่าขาดกันไปแล้ว จะมาพูดถึงเรื่องเยื่อใยสามีภรรยาอะไรกันอีก ข้าที่เป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆยังตัดใจได้ ท่านใต้เท้าเฉียนเป็นถึงชายชาตรี เหตุใดถึงหยิบวางไม่ลงเช่นนี้ล่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าข้าดูถูกท่านเอาได้นะ"
หือ?
เฉียนตูเงยหน้ามองอันหนิงอย่างงงงวย
คำพูดของอันหนิงอุดปากเขาจนไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไรดี
ก่อนมาเฉียนตูวางแผนไว้ดิบดี ไม่ว่าอันหนิงจะตัดพ้อต่อว่าอย่างไร เขาก็จะเอาแต่ร้องไห้ยอมรับผิด แสดงความจริงใจออกมาให้เห็นเต็มที่ ถ้าไม่สำเร็จก็จะคุกเข่ากลางไร่แตงไม่ลุกไปไหนจนกว่านางจะยอมคืนดี เขาไม่เชื่อหรอกว่าอันหนิงจะใจแข็งสู้เขาได้
แต่เขาไม่คาดคิดไม่คาดฝัน ว่าอันหนิงจะไม่มีคำตัดพ้อเลยแม้แต่คำเดียว กลับกันนางเอาแต่บอกว่าตัวเองไม่คู่ควร และอับอายที่ต้องอยู่ใกล้เขา
แล้วเขาจะรับมืออย่างไรต่อดีล่ะ?
อันหนิงแค่นยิ้มบางๆ "อีกอย่าง ข้าตระหนักดีว่าตนเองต่ำต้อย ความรู้ก็แทบไม่มี อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คงไม่อาจทำหน้าที่ฮูหยินขุนนางคอยออกงานสมาคมอะไรพวกนั้นได้หรอก เดี๋ยวจะกลายเป็นตัวถ่วงท่านใต้เท้าเฉียนเสียเปล่าๆ มิสู้พวกเราแยกย้ายกันไปตามทาง ท่านใต้เท้าเฉียนก็ไปแต่งงานกับโฉมงามที่เพียบพร้อมเพื่อส่งเสริมบารมีท่านเถิด วันหน้าท่านมีชีวิตที่รุ่งเรืองและเป็นสุข ข้าเองก็จะได้เบาใจ"
เธอคิดในใจว่า ฝันไปเถอะ! ต่อไปเจ้าจะต้องเจอแต่เรื่องวุ่นวายหาความสุขสงบไม่ได้แน่
เฉียนตูยิ่งพูดอะไรไม่ออก
เขาอยากจะบอกว่าไม่รังเกียจ แต่อันหนิงก็เหมือนจะมองออกเสียก่อน "ต่อให้ท่านใต้เท้าเฉียนไม่รังเกียจข้า ข้าก็รังเกียจตัวเอง หากต้องตามท่านไปอีก ข้าเกรงว่าไม่นานนักข้าคงจะตรอมใจตายเข้าสักวัน หากท่านใต้เท้ายังพอมีเยื่อใยสามีภรรยาหลงเหลืออยู่บ้าง มิสู้ตามใจข้า ปล่อยให้ข้าได้อยู่อย่างสงบสุขในบ้านตัวเองสักไม่กี่ปีเถิด"
ความหมายของอันหนิงชัดเจนมาก... ถ้าท่านอยากให้ข้าตายเร็วๆก็บังคับให้ข้าตามท่านไปเสียสิ
คำพูดนี้ทำเอาเฉียนตูตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่าเดิม
จะให้เขาตะโกนออกไปตรงๆก็ไม่ได้ว่า เขาไม่กลัวนางตายหรอก นางยิ่งตายเร็วเขายิ่งดีใจ