เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (42)

บทที่ 42 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (42)

บทที่ 42 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (42)


3 ปีต่อมา

หลินอันเจี๋ยหอบร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลหนีออกมาจากบ้านตระกูลกู่

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เธอไม่รู้ว่าตัวเองโดนทุบตีไปกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

หัวของเธอเคยแตกจนเลือดอาบ ซี่โครงเคยหัก แขนและขาเคยถูกตีจนหักแล้วต่อใหม่นับครั้งไม่ถ้วน บาดแผลตามตัวนั้นมีมากมายจนสุดจะนับไหว

คนตระกูลกู่ขังเธอไว้ในบ้านเพื่อป้องกันไม่ให้หนี เธอจึงแทบไม่มีโอกาสได้ย่างกรายออกนอกประตู

ทว่าวันนี้เป็นวันที่คนตระกูลกู่ออกไปเยี่ยมญาติกันหมด

ประกอบกับที่ผ่านมาหลินอันเจี๋ยทำตัว "ว่านอนสอนง่าย" จนดูเหมือนจะละทิ้งความคิดที่จะหนีไปแล้ว ช่วงหลังมานี้กู่อาหูจึงผ่อนปรนการเฝ้าระวังเธอลงมาก

เธอจึงฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครอยู่บ้าน หาทางหนีออกมาจนสำเร็จ

ตอนที่หนีออกมา หลินอันเจี๋ยยังแอบหยิบเอกสารยืนยันตัวตนและเงินจำนวนหนึ่งติดมือมาด้วย

เธอหลบๆซ่อนๆจนพ้นเขตหมู่บ้าน แล้วไปต่อรถที่ตัวตำบลเพื่อมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านเสี่ยวกู

ตลอด 3 ปีนี้ หลินอันเจี๋ยโหยหาการกลับบ้านที่หมู่บ้านเสี่ยวกูเป็นอย่างมาก

เธอคิดถึงหลินอ้ายกั๋วและหวังชุ่ยฮวา คิดถึงกับข้าวฝีมือแม่ หรือแม้กระทั่ง... เธอยังเผลอคิดถึงอันหนิงและอันผิง

เมื่อนั่งอยู่บนรถและเห็นว่าไม่มีใครไล่ตามมา หัวใจที่เต้นระรัวของหลินอันเจี๋ยถึงเริ่มสงบลง

จนกระทั่งกลับมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านเสี่ยวกู หลินอันเจี๋ยรู้สึกราวกับฝันไป

เธอกระชับเสื้อผ้าเข้าหาตัว แล้วรีบสาวเท้าเดินเข้าหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว

เดินไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็ได้ยินเสียงดนตรีมงคลดังแว่วมา

หลินอันเจี๋ยชะเง้อมองตามเสียง ถึงได้พบว่ามีบ้านไหนสักแห่งกำลังจัดงานแต่งงาน

เธอถอยไปยืนข้างทาง มองดูขบวนเจ้าบ่าวเงียบๆ

เมื่อขบวนผ่านไป หลินอันเจี๋ยก็ได้ยินชาวบ้านข้างทางคุยกัน "เห็นไหมนั่น มีแต่รถยนต์ส่วนตัวทั้งนั้นเลยนะ นี่ถือเป็นครั้งแรกของหมู่บ้านเสี่ยวกูเลยที่มีขบวนรถแบบนี้"

"ใช่แล้วล่ะ ตอนนี้ตระกูลเซวียเขารวยแล้ว"

"ใครจะไปคิดว่าเซวียเฟิงจะมีอนาคตไกลขนาดนี้"

"ก็นั่นเขารียนจบจากมหาวิทยาลัยในปักกิ่ง เรียนจบก็ทำงานต่อที่นั่น แถมยังได้แต่งงานกับลูกสาวเศรษฐีอีก จะไม่รวยได้ยังไง"

"พูดก็พูดเถอะ เซวียเฟิงแต่งงานไปแล้ว แต่อันหนิงนี่ยังเงียบกริบอยู่เลยนะ"

"เฮ้อ แม่หนูคนนั้นอายุก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว ตามหลักควรจะแต่งงานมีครอบครัวได้แล้วล่ะ แต่เธอดันไม่มีแก่ใจเรื่องพวกนี้เลย วันๆเอาแต่หมกตัวทำวิจัยเนี่ย เห็นว่าระบบปลูกพืชไร้ดินในหมู่บ้านเรานี่ก็ฝีมือเธอทั้งนั้น"

หลินอันเจี๋ยฟังชาวบ้านพูดถึงเรื่องของเซวียเฟิงและอันหนิง ในใจของเธอรู้สึกขมขื่นจนบรรยายไม่ถูก

ในชาติก่อน เซวียเฟิงหนีตามเธอไปทางใต้ ชีวิตของทั้งคู่ย่ำแย่ถึงขีดสุด เธอรังเกียจที่เซวียเฟิงหาเงินไม่ได้ วันๆเอาแต่ทะเลาะและด่าทอเขาว่าไม่มีอนาคต ไม่ใช่ลูกผู้ชาย

หลินอันเจี๋ยไม่เคยคิดเลยว่า หากเซวียเฟิงไม่หนีตามเธอไป ไม่ได้อยู่กับเธอ เขาจะสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยได้

เธอคิดไม่ถึงเลยจริงๆว่าเขาจะมีวาสนาได้ดีขนาดนี้

นี่แสดงว่า... ชาติก่อนเป็นเธอเองใช่ไหมที่ฉุดรั้งและทำลายชีวิตของเซวียเฟิง?

หลินอันเจี๋ยยืนเหม่อลอยอยู่พักใหญ่ พลันเหลือบเห็นชายคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าเก่าๆเดินผ่านมา

ชายคนนี้เธอคุ้นเคยดี... เขาคือซูจื้อเฉียงอดีตสามีของเธอเอง

สภาพของซูจื้อเฉียงดูทรุดโทรมมาก เสื้อผ้าเก่าขาด เคราครึ้ม ดูแก่กว่าอายุจริงไปหลายสิบปี

เมื่อเห็นซูจื้อเฉียง หลินอันเจี๋ยยิ่งรู้สึกเศร้าโศก

เธอจำภาพสุดท้ายของซูจื้อเฉียงในชาติก่อนได้แม่นยำ

ตอนนั้นเขากำลังรุ่งโรจน์ สวมชุดสูทพรีเมียม รูปลักษณ์ดูสะอาดสะอ้านและหล่อเหลา แววตาที่เขามองอันหนิงนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน

ซูจื้อเฉียงในชาติก่อนช่างดูสง่าและมีอำนาจ แต่ซูจื้อเฉียงในตอนนี้กลับเป็นเพียงชาวนาแก่ๆผู้ยากไร้

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว หลินอันเจี๋ยแทบไม่กล้าสบตาซูจื้อเฉียง

เธอรีบยกมือขึ้นบังหน้าแล้วรีบเดินผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว

ซูจื้อเฉียงไม่ได้ปรายตามามองเธอเลยแม้แต่นิดเดียว

ก็นั่นแหละ... ตอนนี้หลินอันเจี๋ยเปลี่ยนไปจนจำเค้าเดิมไม่ได้แล้ว ซูจื้อเฉียงคงจะจำเธอไม่ได้อีกต่อไป

หลินอันเจี๋ยแค่นยิ้มขมขื่น พลางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

ยิ่งเดินลึกเข้าไปในหมู่บ้าน หลินอันเจี๋ยยิ่งสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ถนนดินที่เคยเป็นหลุมเป็นบ่อ บัดนี้กลายเป็นถนนคอนกรีตที่สะอาดสะอ้าน สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้และมวลดอกไม้ มองออกไปไกลๆในทุ่งนาก็เต็มไปด้วยพืชเศรษฐกิจนานาชนิด

นอกจากนี้ ในหมู่บ้านยังมีพื้นที่บางส่วนที่ปลูกไม้ดอกสวยงาม และยังมีพืชพรรณอีกหลายชนิดที่หลินอันเจี๋ยไม่รู้จักเลยแม้แต่น้อย

เรียกได้ว่าหมู่บ้านเสี่ยวกูในตอนนี้ ก้าวหนึ่งคือหนึ่งทิวทัศน์ ทุกหนแห่งสวยงามและสะอาดสะอ้านไปหมด

เมื่อเดินต่อไปอีกสักพัก เธอก็พบว่าบ้านเรือนในหมู่บ้านถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างดีเยี่ยม หลายครอบครัวถึงขั้นสร้างเป็นคฤหาสน์หลังย่อมเลยทีเดียว

เมื่อได้เห็นหมู่บ้านเสี่ยวกูในสภาพเช่นนี้ หลินอันเจี๋ยก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไม่อยู่ เธอทรุดตัวลงร้องไห้อย่างหนัก

เธอเสียใจจริงๆ... เสียใจจนสุดหัวใจ

หากตอนที่เธอเกิดใหม่ เธอไม่ได้มีจิตใจอำมหิตผิดมนุษย์ ไม่คิดวางแผนทำร้ายอันหนิง หากเธอไม่มัวแต่ไปพัวพันกับซูจื้อเฉียง หากว่า...

หากเธอเลือกที่จะพูดคุยกับพ่อแม่อย่างตรงไปตรงมา หาทางถอนหมั้นกับตระกูลซู แล้วแต่งงานกับเซวียเฟิงที่รักเธออย่างจริงใจ ป่านนี้เธอคงมีความสุขมากใช่ไหม?

เธอจะมีพ่อแม่ที่เข้าใจ มีน้องสาวที่เก่งกาจและจิตใจดี มีสามีที่คอยปกป้องทะนุถนอม... และอาจจะมีลูกๆที่น่ารักด้วยกัน

ยิ่งคิด หลินอันเจี๋ยก็ยิ่งเจ็บปวด เธอหมอบลงกับพื้นสะอื้นไห้จนตัวโยน

หลังจากร้องไห้อยู่พักใหญ่ หลินอันเจี๋ยก็พยุงตัวลุกขึ้น เช็ดน้ำตาแล้วกัดฟันหันหลังเดินออกจากหมู่บ้านไป

เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่มีหน้าจะกลับไปที่นั่นอีกแล้ว

เธอไม่อยากให้อันหนิงเห็นสภาพที่น่าเวทนาของเธอในตอนนี้ และไม่มีความกล้าพอที่จะไปสู้หน้าพ่อแม่หรือญาติพี่น้องคนไหนทั้งสิ้น

หลินอันเจี๋ยเดินทางออกจากหมู่บ้านเสี่ยวกู นั่งรถไปยังตัวมณฑล แล้วหาทางซื้อตั๋วรถไฟมุ่งหน้าลงสู่ภาคใต้

ในขณะที่หลินอันเจี๋ยกำลังเดินทางออกจากอำเภอไป๋สือนั้นเอง กู่อาหูที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกก็ถูกตำรวจล้อมจับไว้ได้คาบ้านพัก!

ที่แท้ เรื่องที่เขาเคยร่วมขบวนการค้ามนุษย์ในอดีตได้แดงขึ้นมาแล้ว

พวกรวมขบวนการค้ามนุษย์เหล่านั้นถูกจับกุม และมีคนหนึ่งยอมสารภาพซัดทอดมาถึงกู่อาหู

กู่อาหูถูกส่งเข้าคุกด้วยข้อหาค้ามนุษย์ และในช่วงเวลาที่มีการกวาดล้างอาชญากรรมอย่างหนักเช่นนี้ การที่เขาจะได้ออกมาเห็นแสงเดือนแสงตะวันอีกครั้งคงเป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่ายาก

เมื่ออันหนิงทราบข่าวว่ากู่อาหูถูกตัดสินโทษจำคุก เธอก็รู้สึกโล่งใจไปเปลาะใหญ่ ราวกับยกภูเขาออกจากอก

เธอได้ล้างแค้นให้เจ้าของร่างเดิมสำเร็จแล้ว และตอนนี้ครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมต่างก็มีชีวิตที่ดีมาก หมู่บ้านเสี่ยวกูก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ถือได้ว่าภารกิจนี้เธอทำสำเร็จได้ค่อนข้างดีเยี่ยม

ส่วนเรื่องของหลินอันเจี๋ย อันหนิงรู้ว่าเธอหนีออกมาจากบ้านตระกูลกู่แล้ว

แต่อันหนิงไม่คิดจะทำอะไรต่อ

ในชาติก่อน เจ้าของร่างเดิมถูกหลินอันเจี๋ยวางแผนส่งไปแต่งงานกับตระกูลกู่ ถูกใช้ความรุนแรงอยู่ปีเศษๆก็เสียชีวิต

แต่หลินอันเจี๋ยในชาตินี้ถูกใช้ความรุนแรงติดต่อกันนานถึง 3 ปีเต็ม แม้เธอจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ร่างกายก็พังพินาศไปหมดแล้ว ต่อให้หนีไปได้ ก็คงมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกไม่นาน

และบางครั้ง... การมีชีวิตอยู่ต่อไปนั้น มันเจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าการตายเสียอีก

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อันหนิงจึงไม่คิดจะถือสาหาความอีกต่อไป

นับจากนี้ เธอจะได้ทุ่มเทเวลาและหัวใจให้กับการศึกษาด้านเกษตรกรรม และเรียนรู้ทุกอย่างที่เธออยากเรียนอย่างเต็มที่เสียที

5 ปีต่อมา

ณ เมืองทางตอนใต้แห่งหนึ่ง หลินอันเจี๋ยในชุดพนักงานทำความสะอาด ลากสังขารที่เหนื่อยล้ากลับมายังห้องเช่าเล็กๆที่ซอมซ่อ เมื่อเธอเปิดโทรทัศน์ขึ้นมา สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอก็คือใบหน้าของ "อันหนิง"

โทรทัศน์กำลังรายงานข่าวเกี่ยวกับคุณูปการที่อันหนิงสร้างไว้ให้แก่ประเทศชาติ

เธอเพาะพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่ให้ผลผลิตสูง เพาะพันธุ์มันเทศที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงถึงหนึ่งหมื่นจินหรือประมาณ 5,000 กิโลกรัม จากนั้นพัฒนาผลผลิตข้าวสาลีให้สูงขึ้นเป็นพันจินต่อไร่ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อ 3 ปีก่อนอันหนิงเริ่มศึกษาด้านชีวเภสัชภัณฑ์ ในปีนี้เธอก็สามารถคิดค้นยารักษาโรคเบาหวานได้สำเร็จ จนชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

และด้วยชื่อเสียงของอันหนิง หมู่บ้านเสี่ยวกูจึงพลอยโด่งดังไปด้วย

หมู่บ้านเสี่ยวกูได้รับการยกย่องว่าเป็นหมู่บ้านที่ร่ำรวยและมีสภาพแวดล้อมสวยงามที่สุดในประเทศจีน ชื่อเสียงของหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ขจรขจายไปไกลถึงระดับนานาชาติตามชื่อเสียงของอันหนิง

บนหน้าจอโทรทัศน์ อันหนิงกำลังให้สัมภาษณ์ด้วยใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้ม เธอพูดคุยกับนักข่าวอย่างคล่องแคล่ว วางตัวดูดี สง่างาม และเปี่ยมไปด้วยปัญญา เป็นภาพลักษณ์ที่ใครเห็นก็ต้องตกหลุมรักได้ง่ายๆ

หลินอันเจี๋ยมองดูอันหนิง... ใบหน้าของอันหนิงแทบไม่เปลี่ยนไปเลย ยังคงดูอ่อนเยาว์และสวยงามเช่นเดิม

ในขณะที่ตัวเธอเองเพิ่งจะอายุ 30 ปีเท่านั้น แต่กลับดูแก่ชราเหมือนคนอายุ 50-60 ปี

ภาพของอันหนิงในดวงตาของหลินอันเจี๋ยเริ่มเลือนลางกลายเป็นภาพซ้อน เธอไม่ได้ยินเสียงที่อันหนิงพูดอีกต่อไป

ร่างกายของเธอโน้มไปข้างหน้า แล้วล้มฟุบลงบนโต๊ะไม้ตัวเก่า...

หลายวันต่อมา เพื่อนบ้านถึงได้พบว่าหลินอันเจี๋ยเสียชีวิตอยู่ในห้องเช่าเพียงลำพัง เมื่อประตูถูกพังเข้าไป สิ่งที่ทุกคนเห็นคือร่างที่ไร้วิญญาณและเริ่มส่งกลิ่นเหม็นของหลินอันเจี๋ย

จบบทที่ บทที่ 42 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (42)

คัดลอกลิงก์แล้ว