- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 41 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (41)
บทที่ 41 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (41)
บทที่ 41 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (41)
ตอนที่เมียเถ้าแก่ฟางพังประตูเข้าไป เถ้าแก่ฟางกับหลินอันเจี๋ยกำลังนัวเนียกันแบบไม่อายฟ้าดิน ผลคือโดนจับได้คาหนังคาเขา
"ฉันจะตีพวกแกให้ตาย ไอ้พวกหน้าไม่อาย!"
เมียเถ้าแก่ฟางไม่รู้ไปสรรหาประแจคอม้ามาจากไหน เธอพุ่งเข้าไปฟาดใส่เถ้าแก่ฟางกับหลินอันเจี๋ยทันที ทั้งคู่ไม่ได้ระวังตัวจึงโดนเข้าเต็มๆ จนเนื้อตัวเขียวช้ำไปหมด
เถ้าแก่ฟางรีบกระโดดหนี ส่วนหลินอันเจี๋ยได้แต่ตัวสั่นเทา พยายามดึงผ้าห่มมาคลุมร่างไว้
"นี่... นี่คุณจะทำอะไรน่ะ?" เถ้าแก่ฟางโดดลงจากเตียง มือหนึ่งคว้าผ้าขนหนูมาปิดท่อนล่าง พลางถามเมียเสียงสั่น
"ฉันจะทำอะไรน่ะเหรอ..."
เมียเถ้าแก่ฟางกวักมือเรียกทีเดียว พรรคพวกก็กรูกันเข้ามา แถมยังมีวัยรุ่นคนหนึ่งถือกล้องถ่ายรูปคอยถ่ายภาพความทุเรศของทั้งคู่ไว้ทุกช็อต
"คุณป้าครับ ผมถ่ายไว้หมดแล้วครับ" เจ้าหนุ่มนั่นพูดอย่างว่าง่ายพลางไปยืนข้างหลังเมียหลวง
เมียเถ้าแก่ฟางแค่นยิ้มเย็น "ไอ้นามสกุลฟาง แกนี่มันเก่งจริงๆนะ ตอนนั้นไม่มีใครเอา แกก็ใช้คำหวานหลอกล่อให้ฉันแต่งงานด้วย หลอกให้ฉันยอมเป็นวัวทำงานให้บ้านแก ตอนแกเริ่มทำธุรกิจ ฉันก็เห็นใจว่าแกลำบาก คอยช่วยแกแบกกระสอบทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้พอเริ่มมีเงินหน่อย แกกลับกล้ามามั่วผู้หญิงข้างนอกงั้นเหรอ!"
ยิ่งพูดเธอก็ยิ่งแค้น คว้าประแจคอม้าหมายจะฟาดไปที่ "จุดยุทธศาสตร์" ของผัว "ฉันจะตอนแกซะให้เข็ด ดูซิว่าจะไปมั่วที่ไหนได้อีก!"
เถ้าแก่ฟางวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนจนไม่สนใจหลินอันเจี๋ยแม้แต่น้อย ส่วนหลินอันเจี๋ยก็โดนพวกผู้หญิงที่มาด้วยรุมกดตัวไว้แล้วประเคนหมัดเข่าเข้าใส่จนน่วม
เส้นผมของหลินอันเจี๋ยถูกกระชากหลุดไปหลายกระจุกจนหนังหัวเลือดซิบ ตามตัวเขียวช้ำไปทั่ว พอตีจนหนำใจ พวกเธอยังถ่มน้ำลายด่าซ้ำ "ถุย! สมควรแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าเขามีเมียยังจะร่านเข้าไปหา โดนตีตายก็สมควร!"
หลินอันเจี๋ยร้องไห้จนแทบขาดใจ จะสู้ก็สู้ไม่ได้ จะเถียงก็เถียงไม่ออก ได้แต่ก้มหน้ารับกรรม
เมื่อเมียเถ้าแก่ฟางระบายอารมณ์เสร็จก็ลากตัวเถ้าแก่ฟางออกไป ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเหี้ยมใส่หลินอันเจี๋ย "ถ้าฉันเห็นแกมายุ่งกับผัวฉันอีก ฉันจะทำให้แกพิการซะ!"
หลินอันเจี๋ยสั่นไปทั้งตัว เมื่ออารมณ์เริ่มนิ่ง เธอใส่เสื้อผ้าออกมานอกห้องนอน แต่แล้วก็พบว่าข้าวของมีค่าที่เถ้าแก่ฟางเคยซื้อให้ในห้องนั่งเล่นถูกพังไปหมดแล้ว เธอโกรธจนหน้าแดงก่ำ อยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก
อันหนิงหลังจากรู้ว่าแผนเมียหลวงบุกจับชู้สำเร็จ เธอก็เริ่มวางหมากต่อไปทันที
ในช่วงที่หลินอันเจี๋ยขาดเงินสนับสนุนและชีวิตตกอับถึงขีดสุด อันหนิงก็จัดฉากให้เธอได้บังเอิญพบกับกู่อาหู
กู่อาหูนั้นแม้จะเป็นพวกซาดิสต์และรุนแรง แต่ภายนอกเขากลับดูหล่อเหลาเอาการ เขาสูงเพรียว ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน แถมยังแต่งตัวเก่ง ใส่สูทเนี้ยบ สวมแว่นกรอบทอง ดูไม่เหมือนหัวหน้าคนงานเลยสักนิด แต่ดูเหมือนศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเสียมากกว่า
หลินอันเจี๋ยชอบผู้ชายท่าทางสุภาพนุ่มนวลแบบนี้อยู่แล้ว หลังจากบังเอิญเจอกันหลายครั้งและกู่อาหูยังคอยช่วยเหลือเธอในเรื่องต่างๆ หัวใจของเธอก็เริ่มสั่นคลอน
ส่วนกู่อาหูน่ะหรือ?
เขาชอบผู้หญิงสวยจัดจ้านแบบหลินอันเจี๋ยอยู่แล้ว เขาคิดว่าผู้หญิงแบบนี้แหละเวลาทรมานถึงจะสะใจ!
ทุกครั้งที่เจอหลินอันเจี๋ย เขาต้องพยายามควบคุมสัญชาตญาณดิบของตัวเองไว้อย่างหนัก ไม่ให้เธอเห็นธาตุแท้จนเตลิดหนีไปก่อน เมื่อทั้งคู่เจอกันบ่อยเข้าก็เริ่มมีใจให้กันจนเข้าขั้นหวานชื่น และกู่อาหูก็เริ่มค่อยๆหลอกถามข้อมูลส่วนตัวของหลินอันเจี๋ยมาทีละนิด...
แน่นอนว่าสิ่งที่กู่อาหูรับรู้นั้น ล้วนเป็นเรื่องที่หลินอันเจี๋ยปั้นแต่งขึ้นมาเป่าหูเขาทั้งสิ้น
เธอเล่าว่าที่บ้านลำเอียงรักลูกไม่เท่ากัน น้องสาวของเธอเรียนเก่งและประจบประแจงเก่ง พ่อแม่เลยรักแต่น้องสาว ส่วนหลินอันเจี๋ยต้องทนทุกข์และถูกเอาเปรียบมาตลอด
เธอยังใส่ร้ายอีกว่าน้องสาวมีนิสัยเห็นแก่ตัว ชอบสาดโคลนใส่เธอและใส่ความจนพ่อแม่เข้าใจผิด ถึงขั้นตัดขาดความสัมพันธ์กับเธอไป
กู่อาหูแสร้งทำเป็นปลอบโยนหลินอันเจี๋ย บอกว่าต่อไปเขาจะรักและถนอมเธอเอง
แต่ในใจของกู่อาหูนั้นกลับลิงโลดด้วยความดีใจอย่างที่สุด!
การที่หลินอันเจี๋ยตัดขาดกับที่บ้าน หมายความว่าเธอตัวคนเดียว ไร้ที่พึ่งพิง หากเธอต้องทนทุกข์ทรมานก็ไม่มีใครออกหน้าแทน ต่อให้เขาตีเธอจนตาย อย่างมากเขาก็แค่เสียเวลาจัดการงานศพนิดหน่อย จะไม่มีปัญหาเรื่องคดีความหรือญาติพี่น้องมาตามจองเวรแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น กู่อาหูจึงยิ่งรุกจีบหลินอันเจี๋ยอย่างหนักหน่วง
หลินอันเจี๋ยทนแรงตื้อไม่ไหว หลังจากคบหากันได้เดือนกว่าๆ เธอก็ทำทีเป็นเขินอาย ยอมตกลงปลงใจตามกู่อาหูเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อไปแต่งงานกินอยู่ด้วยกัน
ในวันที่หลินอันเจี๋ยตามกู่อาหูจากไป อันหนิงจงใจเดินทางไปที่สถานีรถไฟเพื่อดูหน้าเธอเป็นครั้งสุดท้าย
แน่นอนว่าอันหนิงไม่ได้ไปเพื่ออวยพร แต่ไปเพื่อส่งเธอสู่จุดจบ
เธอรู้ดีแก่ใจว่าการไปครั้งนี้ของหลินอันเจี๋ย... เกรงว่าชาติหน้าก็คงไม่ได้เจอกันอีก
หลังจากกลับเข้ามหาวิทยาลัย อันหนิงก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษ เธอหมกตัวอยู่ในห้องแล็บอยู่หลายวัน จนกระทั่งค้นคว้าและวิจัยสิ่งประดิษฐ์ชิ้นเล็กๆออกมาได้จริงๆ
วันเวลาผ่านไป อันหนิงทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างหนัก ช่วงปิดเทอมเธอก็ไม่ค่อยกลับบ้าน แต่เลือกที่จะตามบรรดาศาสตราจารย์ลงแปลงทดลองเพื่อเพาะพันธุ์เมล็ดพันธุ์ชั้นเลิศ
ผ่านไปเกือบหนึ่งปี อันหนิงและศาสตราจารย์ก็ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์พืชชนิดหนึ่งที่สามารถปลูกในทะเลทรายได้!
พืชชนิดนี้ทนแล้งจัด และมีระบบรากที่แข็งแรงทรงพลังมาก แม้จะปลูกบนสันทราย รากของมันก็จะยึดเกาะทรายไว้อย่างเหนียวแน่น นอกจากนี้ยังช่วยฟอกอากาศและป้องกันการกัดเซาะของหน้าดินได้อีกด้วย
การเพาะพันธุ์พืชชนิดนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของอันหนิง
เธอจึงตัดสินใจให้รางวัลตัวเองด้วยการพักผ่อน
อันหนิงยื่นเรื่องขออนุญาตอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อลากลับไปเยี่ยมบ้านเกิด
เธอไม่ได้กลับบ้านนานแล้ว ก่อนจะเดินทางจึงออกไปตระเวนซื้อของฝากในปักกิ่งขนานใหญ่
เธอนำของขวัญติดมือไปฝากทุกคนในครอบครัว นั่งรถไฟจากปักกิ่งมุ่งหน้าสู่มณฑล แล้วต่อรถกลับไปยังอำเภอไป๋สือ
เมื่ออันหนิงลงจากรถที่สถานีขนส่งอำเภอไป๋สือ และกำลังมองหารถเพื่อต่อกลับหมู่บ้านเสี่ยวกู เธอก็ได้บังเอิญพบกับเพื่อนสมัยมัธยมปลายคนหนึ่งเข้า
เพื่อนคนนี้มีความสัมพันธ์ค่อนข้างดีกับอันหนิง เพียงแต่เรียนไม่เก่งนัก ตอนสอบเกาเข่าจึงสอบไม่ติดและหางานทำอยู่ในตัวอำเภอแทน
พอเห็นอันหนิง เพื่อนคนนั้นก็ดีใจมากและคะยั้นคะยอให้อันหนิงไปทานข้าวด้วยกัน
อันหนิงที่อารมณ์ดีอยู่แล้วที่ได้เจอเพื่อนเก่าจึงยอมตามไปทานข้าวที่ร้านอาหาร
ระหว่างมื้ออาหาร เพื่อนคนนี้ได้เล่าเรื่องหนึ่งให้อันหนิงฟัง
เธอบอกว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน เธอได้บังเอิญเจอหลินอันเจี๋ยพี่สาวของอันหนิง หลินอันเจี๋ยถูกผู้ชายหลอก ตอนแรกนึกว่าเขาเป็นคนดี แต่พอแต่งงานไปถึงได้รู้ว่าผู้ชายคนนั้นมันคือไอ้สารเลว ทั้งครอบครัวไม่มีใครเป็นคนดีเลยสักคน แถมเขายังชอบใช้ความรุนแรงในครอบครัวอีกด้วย
หลินอันเจี๋ยถูกทุบตีปางตาย พอหาทางหนีออกมาได้ก็บังเอิญมาเจอเพื่อนคนนี้พอดี เธอจึงอ้อนวอนทั้งน้ำตา ขอให้ช่วยส่งข่าวให้ตระกูลหลินที ให้พ่อแม่มาช่วยเธอออกไปจากขุมนรกนั้นด้วย
เมื่ออันหนิงได้ฟังเรื่องนี้จากเพื่อน ต่อหน้าเธอก็แสร้งทำเป็นโกรธแค้นและเป็นห่วงหลินอันเจี๋ยอย่างยิ่ง พร้อมกับยืนยันเสียงแข็งว่าจะต้องไปช่วยพี่สาวให้ได้แน่นอน
ทว่า ทันทีที่ทานข้าวเสร็จและขึ้นรถเดินทางกลับหมู่บ้านเสี่ยวกู... อันหนิงก็โยนเรื่องนี้ทิ้งไปไว้ข้างหลังทันที
เธอรู้สึกว่าสิ่งที่หลินอันเจี๋ยเผชิญอยู่ตอนนี้คือ "ผลกรรม"
ในชาติก่อน เมื่อเจ้าของร่างเดิมถูกตบตีจนทนไม่ไหวและขอความช่วยเหลือจากหลินอันเจี๋ย เธอกลับเพิกเฉยไม่แยแส
ตอนนี้ถึงทีของหลินอันเจี๋ยบ้างแล้ว มีหรือที่อันหนิงจะเข้าไปสอดมือช่วย?
ทุกอย่างมีเหตุและผลในตัวมันเอง สภาพของหลินอันเจี๋ยในตอนนี้ คือผลจากเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วช้าที่เธอเคยปลูกไว้ในอดีต...