เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (29)

บทที่ 29 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (29)

บทที่ 29 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (29)


"แม่คะ หนูไม่เป็นไรจริงๆค่ะ"

อันหนิงเอ่ยปลอบหวังชุ่ยฮวาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน "แม่ไม่ต้องเสียใจมากหรอกนะคะ ต่อไปถ้าหนูเจอพี่สาว หนูจะเดินเลี่ยงไปทางอื่นเอง ถ้าหนูไม่เจอหน้า พี่ก็หาทางทำร้ายหนูไม่ได้หรอกค่ะ"

หวังชุ่ยฮวามองสบตาอันหนิง

เธอรู้สึกว่าอันหนิงต้องแบกรับความอยุติธรรมมากเกินไปแล้ว

ทั้งที่การสอบเกาเข่านั้นสำคัญมากแท้ๆ แต่กลับถูกพี่สาวแท้ๆวางแผนทำร้าย เด็กตัวแค่นี้ที่ต้องเจอเรื่องใหญ่ขนาดนี้แต่ยังสงบสติอารมณ์ไปเข้าสอบได้จนจบ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่จับตัวหลินอันเจี๋ยได้ อันหนิงก็ไม่ได้โวยวายอาละวาด ไม่เพียงแต่ไม่ตำหนิอันเจี๋ยรุนแรง แต่ยังให้อภัยอย่างง่ายดายอีกด้วย

เด็กคนนี้ต้องซ่อนความขมขื่นและความอัดอั้นตันใจไว้ในส่วนลึกมากขนาดไหนกันนะ

หวังชุ่ยฮวาเป็นคนนิสัยอ่อนแอ แต่พอลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าเธอต้องเจอเรื่องแบบนี้บ้าง เธอคงต้องอาละวาดตบตีกับคนที่คิดร้ายให้ถึงที่สุดแน่ๆ

เธอไม่มีวันทำใจให้กว้างเหมือนที่อันหนิงทำได้อย่างแน่นอน

ยิ่งคิด หวังชุ่ยฮวาก็ยิ่งรู้สึกผิดต่ออันหนิง

เป็นเพราะพวกเธอที่เป็นพ่อแม่ตามใจอันเจี๋ยมากเกินไป จนทำให้อันหนิงต้องมาทนรับความลำบากแบบนี้

หวังชุ่ยฮวากุมมืออันหนิงไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความสงสารจับใจ "หนิงหนิง แม่คิดตกแล้วล่ะ ในเมื่อพี่สาวลูกแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ก็ควรจะไปอยู่บ้านสามี และควรไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลซูเท่านั้น ส่วนบ้านเรา... ต่อไปแม่จะไม่ยอมให้เธอเข้ามาแทรกแซงอีกแล้ว"

หวังชุ่ยฮวาขวัญเสียจริงๆ

หลินอันเจี๋ยถึงขั้นจะทำลายอนาคตของอันหนิง จิตใจของเธอมันช่างดำมืดเหลือเกิน

วันนี้หลินอันเจี๋ยทำร้ายอันหนิงได้ แล้ววันหน้าล่ะ? เธอจะทำร้ายอันผิงหรือเปล่า? หรือจะทำร้ายเธอและหลินอ้ายกั๋วด้วยไหม?

ถึงแม้เธอจะรักหลินอันเจี๋ย แต่เธอก็จะไม่ยอมเอาอนาคตและชีวิตของคนทั้งครอบครัวไปเสี่ยงกับนิสัยของลูกสาวคนโตอีกต่อไป

"แม่คะ แม่ไม่จำเป็นต้องเลิกนับพี่สาวเป็นลูกเพราะหนูหรอกค่ะ พวกแม่จะทำตัวเหมือนเดิมก็ได้ เพียงแต่... ต่อไปถ้าหนูกับพี่เขามีเรื่องขัดใจกัน พ่อแม่ไม่ต้องเข้ามาวุ่นวายก็พอค่ะ"

อันหนิงยิ้มบางๆพลางปลอบหวังชุ่ยฮวาต่อ

แต่หวังชุ่ยฮวาตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ไม่ว่าอันหนิงจะพูดอย่างไรเธอก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ

ในใจลึกๆหวังชุ่ยฮวายิ่งรู้สึกสงสารอันหนิงหนักกว่าเดิม

เธอรู้สึกว่าอันหนิงช่างเป็นเด็กที่รู้ความและมีจิตใจดีเกินไป แบบนี้ไม่ได้การแน่ ถ้าออกไปเผชิญโลกข้างนอกแล้วโดนคนรังแกจะทำยังไง

คืนนั้นตอนเข้านอน หวังชุ่ยฮวายังนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับหลินอ้ายกั๋ว

หลินอ้ายกั๋วเองก็เป็นห่วงอันหนิงจนแทบกระอักเลือด เขานอนไม่หลับเกือบทั้งคืน

เขาพลิกตัวไปมาบนเตียงจนหวังชุ่ยฮวาก็พลอยนอนไม่สนิทไปด้วย

จนเกือบจะรุ่งสางหลินอ้ายกั๋วถึงได้งีบไปพักหนึ่ง ทันทีที่ตื่นขึ้นมาเขาก็บอกว่าจะไปที่บ้านเดิม เขาเดินตรงไปหาหลินจิ่วเกินและหลินหงจวินเพื่อบอกเล่าความคิดของเขาตรงๆ

เจตนารมณ์ของหลินอ้ายกั๋วคือ นับจากนี้เป็นต้นไปครอบครัวเขาจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับหลินอันเจี๋ยอีก เธอจะดีจะร้ายก็เรื่องของเธอ และขอให้หลินจิ่วเกินกับหลินหงจวินไม่ต้องเข้าไปยุ่งด้วยเช่นกัน

เดิมทีหลินจิ่วเกินก็เอ็นดูอันหนิงมากกว่าอยู่แล้ว พอรู้เรื่องที่อันเจี๋ยทำร้ายอันหนิง เขาก็โกรธจนอยากจะหักขาอันเจี๋ยทิ้งเสียให้เข็ด มีหรือจะอยากรับเธอเป็นหลานสาวอีก

ส่วนหลินหงจวินนั้นเป็นคนที่ใช้ชีวิตด้วยเหตุผลและมองโลกตามความเป็นจริงที่สุดในบ้าน เขาเห็นนิสัยเห็นแก่ตัวของหลินอันเจี๋ยมานานแล้ว และพอรู้ว่าครั้งนี้หลินอันเจี๋ยก่อเรื่องเสร็จก็หนีหายไปเลย ไม่แม้แต่จะกลับบ้านมาอธิบายหรือขอโทษ เขาก็รู้สึกผิดหวังในตัวหลินอันเจี๋ยอย่างถึงที่สุด

ทางด้านอันหนิง หลังจากปลอบหวังชุ่ยฮวาแล้วเธอก็ปัดเรื่องนี้ทิ้งไปจากหัว

ตอนนี้สอบเกาเข่าเสร็จแล้ว เธอมีเวลาว่างเหลือเฟือ จึงออกไปช่วยหลินอ้ายกั๋วทำงานในไร่นาทุกวัน

ที่กลางทุ่ง บรรดาป้าน้าอาต่างพากันเข้ามาแซวและถามอันหนิงว่าสอบเป็นยังไงบ้าง อันหนิงก็ได้แต่ยิ้มตอบว่าทำได้ดีค่ะโดยไม่มีท่าทีโอ้อวดแม้แต่น้อย

แถมเธอยังทำงานได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว แม้ในวันที่อากาศร้อนระอุเธอก็ทำงานกลางแดดได้นานโดยไม่บ่นว่าเหนื่อยหรือลำบากแม้แต่คำเดียว ทำให้คนในหมู่บ้านต่างพากันชมเชยเธอไม่ขาดสาย

อย่าคิดว่าอันหนิงเกิดในชนบทแล้วการทำงานนาจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาจนไม่มีใครชม

ต้องรู้ก่อนว่าในชนบทก็มีพวกคนขี้เกียจอยู่ไม่น้อย ชาวบ้านมักจะชื่นชอบคนหนุ่มสาวที่ขยันขันแข็งและสู้งาน บ้านไหนที่มีเด็กวัยรุ่นยอมลงแรงทำงานหนัก พวกผู้ใหญ่ก็จะพากันยกนิ้วชมและเอาไปพูดถึงเป็นตัวอย่างที่ดีอยู่เสมอ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตระกูลหลินมีหลินอันเจี๋ยเป็นตัวเปรียบเทียบ

หลินอันเจี๋ยนั้นขี้เกียจตัวเป็นขนมาแต่ไหนแต่ไร พอเอามาเทียบกับอันหนิงแล้ว อันหนิงแทบจะดูเหมือนนางฟ้าผู้ขยันขันแข็งที่ลงมาจากสวรรค์เลยทีเดียว

ดังนั้นแน่นอนว่าความประทับใจที่คนในหมู่บ้านมีต่ออันหนิงนั้นจึงดีเลิศเป็นพิเศษ

หลังจากอันหนิงช่วยงานในนาได้เพียงไม่กี่วัน หวังชุ่ยฮวาและหลินอ้ายกั๋วก็ทนสงสารลูกสาวไม่ไหว ยืนกรานเสียงแข็งไม่ยอมให้เธอลงไปตากแดดตากลมทำงานหนักอีก

อันหนิงขัดไม่ได้ จึงเปลี่ยนแผนไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับด้านการเกษตรจากในตัวเมืองกลับมาอ่านที่บ้านแทน

ทุกๆวันเธอจะหมกตัวอ่านหนังสือเงียบๆอยู่ในห้องนอนของตัวเอง พร้อมกับรับหน้าที่ทำอาหารสามมื้อไว้รอท่าพ่อแม่อย่างดีเยี่ยม ท่าทางที่แสนเรียบร้อยและเชื่อฟังของเธอทำให้หลินอ้ายกั๋วและหวังชุ่ยฮวายิ่งทวีความรักและเอ็นดูมากขึ้นไปอีก

แต่พอทั้งคู่เห็นอันหนิง ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงหลินอันเจี๋ย แล้วก็พากันถอนหายใจทิ้งอย่างระอา

อันหนิงย่อมรู้ดีว่าพ่อแม่คิดอะไรอยู่ และแน่นอนว่านี่คือสิ่งที่เธอต้องการ

ความปรารถนาของร่างเดิมคือการปกป้องครอบครัวให้ปลอดภัย มีชีวิตที่ราบรื่น และกตัญญูต่อพ่อแม่ โดยไม่ได้มีความคิดที่จะแก้แค้นหลินอันเจี๋ยเลยแม้แต่น้อย

ทว่าอันหนิงนั้นไม่ใช่คนใจกว้างขนาดนั้น เธอเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น และเธอไม่มีวันยอมให้หลินอันเจี๋ยได้เสวยสุขเด็ดขาด

การจะทำให้หลินอันเจี๋ยตกอับอย่างถึงที่สุดได้นั้นจำเป็นต้องทำให้หลินอ้ายกั๋วและหวังชุ่ยฮวาผิดหวังในตัวลูกสาวคนนี้อย่างสิ้นเชิงเสียก่อน จนถึงขั้นภาวนาว่าไม่เคยมีลูกคนนี้เสียยังดีกว่า

ไม่อย่างนั้น หากวันหน้าหลินอันเจี๋ยลำบาก แล้วพ่อแม่แอบเอาเงินไปจุนเจือเธอลับหลัง อันหนิงคงได้อกแตกตายแน่ๆ

เพื่อสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างหลินอันเจี๋ยและพ่อแม่ อันหนิงจึงยอมทุ่มเทอย่างหนัก แม้จะต้องสวมบทบาทแสร้งทำเป็นอ่อนแอจิตใจดี เธอก็ยอมทำ

และดูเหมือนว่าผลลัพธ์จะออกมาค่อนข้างน่าประทับใจเลยทีเดียว

ตอนนี้ไม่ใช่แค่คนในบ้านหลินเท่านั้น แม้แต่ชาวบ้านคนอื่นๆเมื่อเอ่ยถึงหลินอันเจี๋ย ก็ไม่มีใครพูดถึงในทางที่ดีเลยสักคน

โดยเฉพาะตระกูลซู ตั้งแต่หลินอันเจี๋ยหนีหายไป เธอก็ไม่เคยโผล่หัวกลับไปที่บ้านซูเลย ซูจื้อเฉียงจึงทำหน้าอมทุกข์อมโศกทุกวัน ส่วนหลิ่วเอ้อนีและซูซวนจื่อก็หน้าดำคร่ำเครียดไม่เว้นแต่ละวัน

คนตระกูลซูออกไปสืบหาเบาะแสของหลินอันเจี๋ยไปทั่ว ซูจื้อเฉียงแค้นจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขาคิดไว้แล้วว่าถ้าจับตัวเมียคนนี้ได้เมื่อไหร่ เขาจะตีเธอให้หนัก และจะขังเธอไว้ในบ้านไม่ให้มีโอกาสออกไปทำเรื่องขายหน้าข้างนอกอีก

ทั้งหมดนี้... ล้วนอยู่ในความควบคุมของอันหนิงทั้งสิ้น

ตอนนี้หลินอันเจี๋ยเสียชื่อเสียงจนป่นปี้ แถมยังไม่มีที่ไป การตกอับพังพินาศย่อมเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น

ส่วนอันหนิงก็อาศัยจังหวะนี้ เริ่มลงมือช่วยให้ครอบครัวตระกูลหลินมั่งคั่งขึ้นมา

หลังจากอ่านหนังสือเกษตรมาได้ไม่กี่วัน เธอก็ตรงไปหา หลินหงจวินทันที

ในบ้านตระกูลหลิน คำพูดของหลินหงจวินมักจะมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือยิ่งกว่าหลินอ้ายกั๋วเสียอีก

หลินหงจวินขยี้บุหรี่ให้ดับสนิท เขามองดูข้อมูลในมือสลับกับมองหน้าอันหนิง "เรื่องนี้... มันจะทำได้จริงๆ เรอะ?"

อันหนิงยิ้มตอบ "ลุงใหญ่คะ หนูว่าทำได้ค่ะ หนูมั่นใจถึงเก้าส่วนเลยว่าเราจะทำเงินจากมันได้"

หลินหงจวินมองกองเอกสารหนาปึกนั่นอีกครั้ง "ไอ้... ผักนอกฤดูกาลเนี่ย ลุงไม่เคยได้ยินชื่อมันมาก่อนเลยนะ..."

อันหนิงอธิบายอย่างใจเย็น "ลุงใหญ่สังเกตไหมคะว่าชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้นทุกวัน? ในชนบทเราอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่ถ้าลุงลองเข้าไปในเมืองหรือในมณฑล ลุงจะเห็นว่าคนเมืองตอนนี้เริ่มมีเงินเหลือติดมือกันแล้ว การกินการอยู่ก็ดีขึ้นกว่าปีก่อนๆมาก และประเทศของเราก็จะพัฒนาดีขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อคนมีเงิน สิ่งแรกที่เขาจะโหยหาคือเรื่องเสื้อผ้าและการกิน เรื่องกินเนี่ยเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อก่อนคนอยากแค่กินให้อิ่มแต่ตอนนี้คนเริ่มอยากจะกินให้ดีแล้วค่ะ"

หลินหงจวินพยักหน้าตามไม่หยุด "ก็จริง ไม่ต้องดูที่อื่นไกลหรอก ขนาดบ้านเราตอนนี้ยังมีเนื้อกินบ่อยกว่าปีก่อนๆเลย"

อันหนิงชี้ไปที่เอกสารเหล่านั้น "เพียงแต่ตอนนี้ทรัพยากรในประเทศเรายังไม่หลากหลายพอ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้าน โดยเฉพาะในฤดูหนาวของทางเหนือเรา พอถึงหน้าหนาวทุกคนก็ได้แต่กินผักกาดขาวกับหัวไชเท้า กินกันไปทั้งฤดูจนเอียนจะแย่ หนูเลยคิดว่าถ้าเราปลูกผักนอกฤดูกาลออกมาได้สำเร็จ เราต้องขายได้ราคางามแน่นอนค่ะ"

อันหนิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย "อีกอย่าง ตอนนี้ทางการกำลังส่งเสริมโครงการค้ำประกันอาหารอย่างเต็มที่ ถ้าเราปลูกผักปลอดสารพิษ หนูเชื่อว่ารัฐบาลย่อมต้องสนับสนุนเราแน่นอนค่ะ"

หลินหงจวินก้มหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก

จบบทที่ บทที่ 29 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (29)

คัดลอกลิงก์แล้ว