- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 28 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (28)
บทที่ 28 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (28)
บทที่ 28 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (28)
"ไม่ใช่ตรงไหนกัน!"
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่ตามมาดูแลลูกสอบทนไม่ไหวกับท่าทีของหลินอันเจี๋ย เธอไม่สนว่าคำพูดจะหยาบคายแค่ไหน ชี้หน้าด่าหลินอันเจี๋ยฉอดๆทันที "น้องสาวจับได้คาหนังคาเขายังจะไม่ยอมรับอีก นังหนูนี่ใจคออำมหิตจริงๆ ใครๆก็รู้ว่าสอบมันสำคัญแค่ไหน วันนี้จะเริ่มสอบอยู่แล้ว แกดันเอายานอนหลับให้น้องกินตอนเช้ามืดเนี่ยนะ? เท่านั้นยังไม่พอ กลัวยานอนหลับจะทำร้ายน้องไม่พอหรือไง ถึงได้แถมยาระบายลงไปด้วย นังหนู... แกนี่มันไร้จิตสำนึกจริงๆ!"
"นั่นสิ!"
อีกคนรีบเสริมขึ้นมา "ต่อให้ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกัน แค่คนแปลกหน้ามาสอบเกาข่าวเขายังต้องช่วยดูแลกันเลย แต่นี่กับน้องสาวแท้ๆแกยังทำลงคอ แกยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?"
หลินอันเจี๋ยได้แต่ส่ายหน้าพัลวัน พยายามจะตะโกนปฏิเสธเสียงแข็ง
ทว่า เธอไม่มีทางสู้ฝีปากของพวกมนุษย์ป้าวัยกลางคนเหล่านี้ได้เลย พวกเธอคือกลุ่มคนที่ด่ากราดไปทั่วจนไร้คู่ปรับในย่านนี้ พอรุมด่าหลินอันเจี๋ยพร้อมกัน เธอก็แทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นเพราะไม่มีทางสู้
ส่วนอันหนิงนั้น แสร้งทำสีหน้าตกตะลึงจนก้าวถอยหลังไปหลายก้าว
เธอมองหน้าหลินอันเจี๋ยพลางถามเน้นทีละคำ "พี่คะ... พี่ทนเห็นหนูได้ดีไม่ได้จริงๆใช่ไหม?"
เซวียหลิ่งชูห่อยาขึ้น "พี่อันหนิง หลักฐานก็คามือขนาดนี้ ยังจะไปถามเธอทำไมอีก?"
"เรื่องจริงเหรอคะ?" อันหนิงถามย้ำอีกครั้ง
"ฉัน... คือ... ไม่ใช่..." หลินอันเจี๋ยสายตาลุกลี้ลุกลน
ยิ่งเห็นดวงตาที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ของอันหนิง เธอก็ยิ่งรู้สึกผิดบาปอยู่ในใจจนทำตัวไม่ถูก
อันหนิงยิ้มออกมา "หนูเข้าใจแล้วค่ะ"
เธอยื่นมือไปหาเซวียหลิ่ง "เซวียหลิ่ง ส่งห่อยามาให้พี่เถอะ"
เซวียหลิ่งส่งให้พลางสำทับ "พี่อันหนิง พี่วางใจเถอะ ถ้าพี่กลับไปบอกลุงอ้ายกั๋วเรื่องนี้ ผมจะเป็นพยานให้พี่เอง" เขายังเสริมต่อว่า "ห่อยานี่แหละคือหลักฐานมัดตัว!"
ทว่าอันหนิงรับห่อยามาแล้วเดินตรงไปที่ห้องน้ำ ทันทีที่เธอเดินออกมา ห่อยานั้นก็หายไปแล้ว
"ห่อยาล่ะครับ?" เซวียหลิ่งรีบวิ่งตามไปถาม
อันหนิงยิ้มบางๆ "เทผงยาทิ้งน้ำไปหมดแล้วจ้ะ"
"ทำไมล่ะครับ?" ไม่ใช่แค่เซวียหลิ่งที่ไม่เข้าใจ แม้แต่เซวียเฟิงและคนมุงคนอื่นๆก็ต่างพากันงงงวย
อันหนิงยิ้ม... แต่เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความโศกเศร้า "ยังไงเธอก็เป็นพี่สาวของหนู เธออาจจะไม่อยากเห็นหนูได้ดี แต่หนูไม่อยากให้เธอต้องลำบาก เรื่องครั้งนี้... หนูจะไม่เอาความค่ะ"
"แต่ว่า..." เซวียหลิ่งอยากจะค้านว่าหลินอันเจี๋ยตั้งใจจะทำร้ายเธอนะ
แต่อันหนิงกลับยิ้มอย่างปล่อยวาง "นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายค่ะ ที่ผ่านมาหนูคอยบอกตัวเองเสมอว่าเธอคือพี่สาว หนูไม่ควรไปถือสาอะไร แต่ครั้งนี้... ถ้าหนูไม่สังเกตเห็นเข้าเสียก่อน หนูคงต้องสอบตกแน่ๆ ครอบครัวเราไม่มีเงินพอจะส่งหนูเรียนซ้ำอีกปีหรอกค่ะ"
มุมปากของอันหนิงประดับด้วยรอยยิ้ม แต่น้ำตาเม็ดเป้งกลับร่วงพราวลงมาไม่ขาดสาย "จากนี้ไป ทางใครทางมัน ความเป็นพี่น้องตัดขาดกันเพียงเท่านี้ หนูจะไม่ทำร้ายเธอ แต่เธอก็อย่าหวังจะมาทำร้ายหนูได้อีก"
พูดจบ อันหนิงก็ปิดหน้าร้องไห้วิ่งกลับเข้าห้องไป
กลุ่มคนมุงยอมปล่อยตัวหลินอันเจี๋ย ผู้ปกครองคนหนึ่งชี้หน้าด่าหล่อนทิ้งท้าย "นังงูพิษ"
"บ้านไหนมีลูกสาวแบบนี้ ถือว่าซวยไปเจ็ดชั่วโคตรจริงๆ"
แม้แต่เซวียหลิ่งก็มองหลินอันเจี๋ยด้วยสายตาแปลกๆ
เขานึกถึงความใจคอโหดเหี้ยมของหลินอันเจี๋ย ขนาดอันหนิงที่เป็นคนดีขนาดนั้นเธอยังกล้าทำร้าย เซวียหลิ่งถึงกับขนลุกซู่ การต้องอยู่ร่วมกับคนประเภทนี้ทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย
แต่คนที่เจ็บปวดที่สุดกลับเป็นเซวียเฟิง
ในสายตาของเซวียเฟิงนั้น ถึงแม้หลินอันเจี๋ยจะมีนิสัยขี้วีนบ้าง หรือบางครั้งก็เอาแต่ใจไปหน่อย แต่เขามั่นใจว่าเธอไม่มีจิตใจคิดร้ายและยังเป็นคนที่ดูใสซื่อมาก
ความใสซื่อของหลินอันเจี๋ยคือสิ่งที่เซวียเฟิงตกหลุมรัก
แต่ภาพที่เห็นในตอนนี้พิสูจน์แล้วว่า... ที่ผ่านมาเขาดูคนผิดไปจริงๆ
บางทีอาจเป็นเพราะหลินอันเจี๋ยนั้นเสแสร้งเก่งเหลือเกินไป เธอจงใจปั้นหน้าเป็นคนซื่อบริสุทธิ์จิตใจดีต่อหน้าเขา เพื่อปกปิดความเน่าเฟะข้างในเอาไว้จนมิดชิด
เซวียเฟิงรู้สึกสะเทือนใจและเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่ในขณะเดียวกันเขากลับรู้สึกปล่อยวางและโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
เขามองหลินอันเจี๋ยด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนอีกสองสามปราด ก่อนจะลากเซวียหลิ่งกลับเข้าห้องไป
เซวียเฟิงคิดในใจว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ในเมื่อเขาเห็นธาตุแท้ของหลินอันเจี๋ยแล้ว เขาจะได้ตัดขาดความรู้สึกดีๆในอดีตให้สิ้นซาก นับจากนี้ไปเขาไม่ต้องการพัวพันกับหลินอันเจี๋ยอีกไม่ว่าในสถานะใดก็ตาม
เขาจะใช้ชีวิตของเขาให้ดี แต่แผนการชีวิตนับจากนี้จะไม่มีชื่อของหลินอันเจี๋ยปรากฏอยู่อีกต่อไป
ทางด้านหลินอันเจี๋ย เมื่อถูกคนรุมด่าทอประจาน และได้เห็นสายตาที่ผิดหวังอย่างรุนแรงของเซวียเฟิง เธอก็แทบจะทนรับไม่ไหว
ภาพเหตุการณ์ในชาติก่อนพลันผุดขึ้นมาในหัว...
ชาติที่แล้วตอนที่เธอไปเป็นเมียน้อยเขา แล้วถูกเมียหลวงจับได้จนโดนรุมทุบตี ตอนนั้นเธอก็ถูกผู้คนตราหน้าและด่าทอสาปแช่งแบบนี้ คำพูดถากถางอันร้ายกาจพุ่งเข้าใส่เธอไม่หยุด ทุกคนต่างพากันชี้หน้าและพ่นน้ำลายใส่เธอ
เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นขยะสกปรกที่ไม่ควรมีชีวิตอยู่บนโลกนี้
หลินอันเจี๋ยตกอยู่ในอาการเหม่อลอยวูบหนึ่ง ก่อนที่ความโกรธแค้นในใจจะปะทุหนักกว่าเดิม
เธอไม่กลับเข้าห้อง แต่ตัดสินใจวิ่งพรวดออกจากที่พักไป แล้ววิ่งหนีไปข้างหน้าอย่างสุดชีวิต
ส่วนอันหนิงที่อยู่ในห้องนั้น กลับจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับเข้าสอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เธอเก็บบัตรประจำตัวผู้สอบ ปากกา ยางลบ และไม้บรรทัดลงในกระเป๋าอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นก็ล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นเพื่อไปหาเซวียเฟิงมุ่งและหน้าสู่สนามสอบ
ระหว่างทางไปสนามสอบ เซวียเฟิงพยายามจะชวนอันหนิงคุยตลอดเวลา
ความจริงเขาอยากจะปลอบใจเธอ
แต่พอเห็นท่าทางของอันหนิงที่ดูเหมือนไม่อยากจะเอ่ยถึงเรื่องนั้น เขาก็ได้แต่เก็บงำคำพูดไว้ จนกระทั่งเดินมาถึงหน้าห้องสอบ เซวียเฟิงจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ "เธอ... อย่าเสียใจไปเลยนะ อย่าปล่อยให้เรื่องนี้มาทำเสียสมาธิล่ะ"
"ค่ะ" อันหนิงพยักหน้า
เซวียเฟิงยังคงอดเป็นห่วงไม่ได้ "ยิ่งอันเจี๋ยไม่อยากให้เธอสอบติด เธอก็ยิ่งต้องทำให้ได้ดี ปกติเธอเรียนเก่งอยู่แล้ว ครั้งนี้ก็ต้องทำให้เต็มที่นะ เราต้องสร้างชื่อเสียงให้กระฉ่อน สอบให้ได้คะแนนดีๆ เอาให้หลินอันเจี๋ยอกแตกตายไปเลย"
"ตกลงค่ะ" อันหนิงหลุดหัวเราะออกมา "ขอบคุณมากนะคะ"
เซวียเฟิงรีบโบกมือเขินๆ "ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเลย"
ทันทีที่กระดาษคำถามถูกแจก อันหนิงก็ดิ่งด่ำเข้าสู่สมาธิเพื่อทำข้อสอบ
เธอแสดงฝีมือออกมาอย่างเต็มที่และตั้งใจตอบคำถามอย่างละเอียดรอบคอบ
การสอบเกาข่าวสองวันผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น ตลอดสองวันนี้หลินอันเจี๋ยไม่โผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลย ในห้องพักจึงมีเพียงอันหนิงอยู่คนเดียว
เซวียเฟิงเป็นห่วงอันหนิงมาก เขาให้เซวียหลิ่งคอยหิ้วข้าวปลาอาหารมาส่งให้อันหนิงทุกมื้อ ทั้งมื้อเช้ามื้อเที่ยง และคอยเรียกอันหนิงไปสนามสอบพร้อมกันเสมอเพราะกลัวเธอจะเผลอหลับจนพลาดการสอบ
ด้วยการดูแลของเซวียเฟิงและเซวียหลิ่ง อันหนิงจึงใช้เวลาสองวันนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม
อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องทนเห็นหน้าหลินอันเจี๋ยให้ขุ่นมัว แถมเซวียหลิ่งยังเป็นคนร่าเริง คอยเล่าเรื่องตลกให้ฟังทำให้อันหนิงอารมณ์ดีตลอดการสอบ
เมื่อสอบเสร็จ อันหนิง เซวียเฟิง และเซวียหลิ่ง ทั้งสามคนก็ปั่นจักรยานกลับหมู่บ้าน
ทันทีที่ถึงบ้าน อันหนิงก็เข้าห้องพักผ่อนยาวจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
เช้าวันต่อมา อันหนิงสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วออกมาช่วยหวังชุ่ยฮวาทำกับข้าว ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้อง เธอก็เห็นหวังชุ่ยฮวานั่งร้องไห้จนตาบวมช้ำ และพอมองมาที่อันหนิง แววตาของแม่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
"แม่คะ..." อันหนิงถามด้วยความฉงน "แม่เป็นอะไรไปคะ?"
เธอเดินเข้าไปสำรวจใบหน้าของหวังชุ่ยฮวาใกล้ๆ "ทำไมถึงร้องไห้ล่ะ? ทะเลาะกับพ่อเหรอคะ"
หวังชุ่ยฮวารีบปาดน้ำตา "ปะ... เปล่าจ้ะ แม่ไม่เป็นไร หนิงหนิง... แม่ไม่คิดเลยจริงๆว่าอันเจี๋ยจะใจคอโหดเหี้ยมคิดทำร้ายลูกขนาดนี้ เธอกลายเป็นคนแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ"
อันหนิงขมวดคิ้ว "แม่คะ แม่ไปได้ยินเรื่องนี้มาจากใคร? หนู... หนูบอกกับพี่เซวียเฟิงและเซวียหลิ่งไปแล้วนี่คะว่าไม่ขอเอาความเรื่องนี้"
หวังชุ่ยฮวาปาดน้ำตาอีกครั้ง "เรื่องนี้มันลือกันไปทั่วหมู่บ้านแถวนี้หมดแล้ว! ตอนพ่อลูกออกไปข้างนอก ใครเห็นหน้าก็รุมถามกันยกใหญ่ อีกอย่าง เซวียหลิ่งก็ไปเล่าให้พ่อกับแม่เขาฟังหมดแล้ว ทุกคนต่างก็บอกว่าลูกโชคดีจริงๆ ไม่อย่างนั้นถ้าหลินอันเจี๋ยทำสำเร็จ การสอบเกาข่าวของลูกครั้งนี้คงพังไม่เป็นท่าแน่ๆ"