- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 27 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (27)
บทที่ 27 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (27)
บทที่ 27 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (27)
ไม่นานนักก็ถึงวันสอบของอันหนิง
สองวันก่อนสอบ หลินอันเจี๋ยเสนอตัวพาอันหนิงเข้าเมืองเพื่อไปทำความคุ้นเคยกับสถานที่ล่วงหน้า
ทีแรก หลินอ้ายกั๋วยังไม่ค่อยวางใจและยืนกรานจะตามไปด้วย แต่สุดท้ายอันหนิงก็เกลี้ยกล่อมจนเขายอมล้มเลิกความคิดนั้นไป
อย่างไรก็ตาม หลินอ้ายกั๋วก็ยังฝากฝังให้เซวียเฟิงเดินทางไปด้วยกัน เนื่องจากเซวียเฟิงเองก็ต้องสอบเช่นกัน เมื่อหวังชุ่ยฮวาไปเล่าเรื่องการจองเกสต์เฮาส์ในเมืองให้แม่ของเซวียเฟิงฟัง แม่ของเซวียเฟิงก็รีบเข้าเมืองไปจองห้องพักให้ลูกชายทันที
ช่างบังเอิญนักที่ห้องพักของเซวียเฟิงอยู่ไม่ไกลจากห้องที่หลินอันเจี๋ยจองไว้นัก เมื่อแม่เซวียเฟิงมาบอกเรื่องนี้กับหวังชุ่ยฮวา หลินอ้ายกั๋วจึงยอมให้เซวียเฟิงร่วมทางไปด้วย
นอกจากเซวียเฟิงแล้ว ยังมีลูกพี่ลูกน้องของเขาที่ชื่อเซวียหลิ่งตามไปด้วยอีกคน เซวียหลิ่งตามไปเพื่อคอยดูแลรับใช้เซวียเฟิง ทั้งชงชา รินน้ำ หรือคอยไปซื้อข้าวปลาอาหาร
สรุปแล้วทั้งสี่คนจึงปั่นจักรยานสองคันมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง
เมื่อไปถึง หลินอันเจี๋ยชวนออกไปเดินเที่ยว แต่อันหนิงกับเซวียเฟิงไม่เห็นด้วย ทั้งคู่ยืนยันจะไปเก็บของเข้าที่พักให้เรียบร้อยก่อน หลินอันเจี๋ยไม่มีทางเลือกจึงต้องตามเข้าที่พักไปก่อน
ความจริงแล้วหลินอันเจี๋ยไม่ได้อยากจะดูแลอันหนิงเลยแม้แต่น้อย แต่เธอกลัวอันหนิงจะสงสัย พอเข้าห้องพักมาจึงแสร้งทำเป็นกระตือรือร้นถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ทั้งรินน้ำให้ ทั้งคอยพัดวีให้เพราะกลัวน้องจะร้อน จนกระทั่งอันหนิงนอนหลับไปบนเตียง หลินอันเจี๋ยถึงได้ออกไปเดินเที่ยวข้างนอก
เธอเดินเที่ยวจนถึงเวลาอาหารเย็น เมื่อกลับมาเธอจงใจซื้อซาลาเปาไส้หมูลูกใหญ่มาฝากอันหนิงด้วย อันหนิงดูเหมือนจะไม่ได้สงสัยอะไร รับซาลาเปาไปกินจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เศษเดียว
วันต่อมา ซึ่งเป็นวันก่อนวันสอบหนึ่งวัน อันหนิงและเซวียเฟิงพากันไปดูสนามสอบที่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด ถือเป็นวาสนาจริงๆที่ทั้งคู่ได้สอบในสนามสอบเดียวกัน
เมื่อกลับมาถึงที่พักและเล่าเรื่องนี้ เซวียหลิ่งก็ดูจะดีใจเป็นพิเศษ เด็กคนนี้เป็นพวกปากสว่างคิดอะไรก็พูดออกมาตรงๆ "ดีเลยครับ พี่อันหนิงเรียนเก่งขนาดนี้ พี่ชายผมได้สอบห้องเดียวกับพี่ต้องได้อานิสงส์แน่ๆ เผลอๆอาจจะได้รับโชคจนสอบติดมหาวิทยาลัยไปด้วยกันเลย"
หลินอันเจี๋ยได้แต่ยิ้มรับ แต่ในใจเธอไม่เชื่อเลยสักนิดว่าเซวียเฟิงจะสอบติด ในสายตาของเธอ เซวียเฟิงก็แค่พวกไม่มีความรู้ มีดีแค่หน้าตาหล่อเหลาและปากหวานช่างเอาใจคนไปวันๆ นอกจากเรื่องพวกนี้แล้วเธอมองว่าเขาทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง
คืนนั้น หลินอันเจี๋ยคอยคะยั้นคะยอให้อันหนิงรีบเข้านอนแต่อหัวค่ำ อันหนิงก็ไม่ได้ขัดคอและไม่ได้หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เธอเข้านอนตามคำสั่งอย่างว่าง่าย
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินอันเจี๋ยตื่นแต่เช้ามืดเพื่อลงไปซื้ออาหารเช้าข้างล่าง และได้เจอกับเซวียหลิ่งที่มาซื้อข้าวให้เซวียเฟิงพอดี
เซวียหลิ่งถือปิ่นโตและปาท่องโก๋สองตัวในมือ เมื่อเห็นหลินอันเจี๋ยก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม "พี่อันเจี๋ย มาซื้อข้าวเช้าเหมือนกันเหรอครับ?"
"ใช่จ้ะ" หลินอันเจี๋ยยิ้มตอบ "อันหนิงยังไม่ตื่นเลย พี่เลยมาซื้อข้าวเช้าเตรียมไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยขึ้นไปปลุกแก"
"งั้นพี่รีบไปเถอะครับ" เซวียหลิ่งหิ้วข้าวกลับเข้าที่พัก ส่วนหลินอันเจี๋ยก็ไปซื้อเต้าฮวยกับปาท่องโก๋
เมื่อเธอหิ้วอาหารเช้ากลับมาถึงห้อง อันหนิงตื่นแล้วและกำลังล้างหน้าแปรงฟันอยู่ หลินอันเจี๋ยวางอาหารลงบนโต๊ะแล้วเรียกให้อันหนิงมารีบทานตอนร้อนๆ
อันหนิงล้างหน้าเสร็จก็มานั่งทานข้าว หลินอันเจี๋ยยิ้มกริ่ม "เธอกินไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่รินน้ำให้"
"ค่ะ" อันหนิงหยิบปาท่องโก๋ขึ้นมากัด
หลินอันเจี๋ยขยับกระติกน้ำร้อน "น้ำหมดแล้ว เดี๋ยวพี่ออกไปเอาน้ำหน่อยนะ"
"หมดก็หมดสิคะ หนูไม่กระหายน้ำ ไม่ต้องดื่มก็ได้" อันหนิงตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง
หลินอันเจี๋ยขมวดคิ้วทันที "ทำแบบนั้นได้ยังไงกัน เกิดไปคอแห้งตอนสอบจะทำยังไง?"
เธอหิ้วกระติกน้ำร้อน พร้อมหยิบแก้วน้ำติดมือเดินออกจากห้องไป
หลังจากหลินอันเจี๋ยพ้นประตูห้องไปครู่เดียว อันหนิงก็ลอบแอบตามออกไปเงียบๆ
เธอเห็นกับตาว่าหลินอันเจี๋ยเดินวนเวียนอยู่ในโถงทางเดิน พอเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น เธอก็รินน้ำที่เหลือเพียงก้นกระติกใส่แก้วน้ำ แล้วล้วงห่อผงยาออกมาจากกระเป๋าเสื้อเทลงไปในแก้วนั้นทันที
"พี่คะ ทำอะไรอยู่เหรอ?"
จังหวะที่อันหนิงเดินเข้าหาหลินอันเจี๋ย เธอแกล้งโพล่งเสียงดังขึ้นมาทันที พร้อมกับคว้าหมับเข้าที่ข้อมือข้างที่ถือห่อผงยาของหลินอันเจี๋ยเอาไว้แน่น
"ฉัน... คือ..."
หลินอันเจี๋ยสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ สัญชาตญาณสั่งให้เธอรีบสะบัดมือเพื่อทิ้งหลักฐาน แต่อันหนิงมีหรือจะปล่อยให้หล่อนสมหวัง
อันหนิงรอคอยจังหวะนี้มานานแสนนาน ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอต้องอดทนกับหลินอันเจี๋ยจนแทบจะเป็นนินจาเต่าอยู่แล้ว ในเมื่อกุมจุดตายของเธอไว้ได้คามือแบบนี้ เธอไม่มีทางปล่อยให้อันเจี๋ยดิ้นหลุดไปได้แน่
"พี่เซวียเฟิงคะ..." อันหนิงตะโกนเรียก "พี่รีบออกมาดูนี่หน่อยค่ะ!"
ปรากฏว่าเซวียเฟิงยังไม่ทันออกมา เซวียหลิ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากห้องก่อนใครเพื่อน ไม่เพียงแค่นั้น แขกเหรื่อห้องข้างๆที่พักอยู่ในโถงทางเดินเดียวกันก็เริ่มทยอยเปิดประตูออกมาดูด้วยความสอดรู้สอดเห็น
"มีอะไรครับพี่อันหนิง เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ?" เซวียหลิ่งถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล
เซวียเฟิงเปิดประตูตามออกมาติดๆ "อันหนิง มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอหรือเปล่า?"
แขกคนอื่นๆ ที่พักอยู่ที่นั่นต่างก็เดินเข้ามารุมล้อมถามไถ่อันหนิงด้วยความห่วงใย
อันหนิงปั้นสีหน้าย่ำแย่ ขอบตาเริ่มแดงก่ำ ดูน่าสงสารจับใจ "คือ... พี่สาวหนูบอกว่าจะออกมาตักน้ำ หนูเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ไม่น่าจะมีน้ำร้อนแล้ว เลยตามออกมาเตือนพี่เขา แต่กลับเห็นพี่เขา... เห็นพี่เขารินน้ำที่เหลือในกระติกใส่แก้ว แล้วก็... แล้วก็เทผงยาบางอย่างลงไปในแก้วด้วยค่ะ"
อันหนิงพูดไปน้ำตาก็ร่วงเผาะไป "พี่เซวียเฟิง พี่รีบมาดูหน่อยสิคะว่านี่คือยาอะไร พี่สาวหนูคงไม่ได้ไม่สบายใช่ไหมคะ?"
เซวียเฟิงยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง ทำตัวไม่ถูกว่าจะเดินเข้าไปดูดีหรือไม่
แต่เซวียหลิ่งนั้นหัวไวและซนกว่า เขาปรี่เข้าไปคว้าห่อผงยาในมือของหลินอันเจี๋ยมาทันที
"ไหนดูซิว่ามันคือยาอะไร?"
อันหนิงยังคงจับมือหลินอันเจี๋ยไว้แน่นพร้อมสีหน้ากระวนกระวาย "พี่คะ พี่ไม่สบายตรงไหนบอกหนูสิ อย่าแอบกินยาเงียบๆ แบบนี้เลย... ถ้าพี่ร่างกายไม่แข็งแรงแล้วยังต้องมาลำบากดูแลหนูสอบเข้ามหาลัย หนูจะสบายใจได้ยังไงคะ"
บรรดาแขกเหรื่อที่ยืนมุงดูอยู่เริ่มจะมองออกแล้ว
หลายคนแอบคิดในใจว่าแม่หนูคนนี้ช่างซื่อบริสุทธิ์จริงๆ ใครที่มีสมองหน่อยก็ดูออกทั้งนั้นแหละว่านังพี่สาวคนนี้ตั้งใจจะวางยาน้องสาวชัดๆ ไม่ใช่ป่วยไข้จนต้องแอบมากินยาหรอก
คงจะมีแต่ยัยเด็กเรียนที่ซื่อจนบื้อคนนี้แหละมั้ง ถึงได้คิดไปในแง่ดีขนาดนั้น
แม้แต่เซวียเฟิงเองก็เริ่มฉุกคิดได้เช่นกัน เขามองหลินอันเจี๋ยด้วยสายตาที่ซับซ้อน ปากอ้าๆ หุบๆ เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนคำพูดนั้นลงคอไป
เซวียหลิ่งถือห่อผงยาดูอยู่พักใหญ่ก็ดูไม่ออก เขาจึงกะจะวิ่งเอาไปหาคนช่วยดู "พี่อันหนิง เดี๋ยวผมไปหาหมอให้มาดูให้นะครับ"
เขาวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ก็มีชายคนหนึ่งคว้าตัวเขาไว้ "ฉันเป็นหมอ เอามาให้ฉันดูหน่อย"
เซวียหลิ่งสำรวจชายคนนั้นเห็นว่าดูสุขุมภูมิฐานดี จึงยื่นห่อยาให้ไป
คุณหมอรับห่อยามาดมกลิ่น แล้วเอาผงยาเพียงเล็กน้อยแตะที่ปลายลิ้นเพื่อชิมรสชาติ
ในวินาทีนั้นเอง หลินอันเจี๋ยสติแตกกระเจิงไปเรียบร้อยแล้ว
เธอไม่คิดเลยว่าขนาดลงมืออย่างมิดชิดที่สุดแล้ว อันหนิงยังมาเห็นเข้าได้อีก
ตอนนี้ทั้งหลักฐานคามือ แถมยังมีพยานยืนยันเต็มโถงทางเดิน เธอจะทำยังไงดี?
คุณหมอชิมรสยาจนรู้แน่ชัด เขาขมวดคิ้วมุ่นพลางมองอันหนิงด้วยสายตาเวทนา "แม่หนู ยาห่อนี้ไม่น่าใช่ยาที่พี่สาวเธอจะกินเองหรอกนะ... เพราะคงไม่มีใครบ้าที่ไหนเอายานอนหลับมาผสมรวมกับยาระบายกินเองหรอก..."
"ค่อยยังชั่ว ค่อยยังชั่วค่ะ"
อันหนิงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก "พี่สาวหนูไม่ได้ป่วยก็ดีแล้วค่ะ"
คุณหมอยิ่งรู้สึกเวทนาเธอหนักกว่าเดิม "ถ้าไม่ใช่เธอกินเอง แล้วจะให้ใครกินล่ะ?"
"นั่นสิคะ" อันหนิงทำท่าครุ่นคิดอย่างหนัก "ตอนกลางวันแสกๆ ไม่ใช่เวลานอนเสียหน่อย จะกินยานอนหลับไปทำไมกัน?"
เป็นเซวียหลิ่งที่พูดโพล่งออกมาอย่างตรงไปตรงมา "พี่อันหนิง พี่อันเจี๋ยจะเอาให้พี่กินนั่นแหละ! พี่กำลังจะเข้าสอบนะ ถ้ากินยานอนหลับเข้าไปจนง่วงงุนแบบนั้น พี่จะสอบได้ยังไง!"
"ไม่ใช่! ฉัน..."
หลินอันเจี๋ยรีบร้อนจะโต้แย้ง เหงื่อไหลท่วมหน้าผาก ใบหน้าของเธอซีดเผือดจนกลายเป็นเขียวคล้ำไปหมดแล้ว