- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 30 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (30)
บทที่ 30 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (30)
บทที่ 30 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (30)
หลินหงจวินจุดบุหรี่ขึ้นอีกมวน ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล "ที่หนูพูดมามันก็ดีอยู่นะ"
อันหนิงคลี่ยิ้ม
หลินหงจวินเอ่ยต่อ "เพียงแต่บ้านเราไม่มีเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้นน่ะสิ การปลูกผักแบบนี้ต้องทำโรงเรือนพลาสติก ไหนจะขุดบ่อน้ำต่อท่อดึงน้ำเข้ามาอีก ทั้งหมดนี้ล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น"
อันหนิงนิ่งคิดครู่หนึ่ง "ลุงใหญ่คะ พวกเรากู้เงินกันเถอะค่ะ"
หลินหงจวินถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
ถึงเขาจะเป็นคนหัวไวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยออกไปเผชิญโลกกว้างที่ไหนไกล ในจิตสำนึกของเขาคือถ้ามีเงินก็ซื้อของ ถ้าไม่มีก็หาหยิบยืมเอาบ้าง ถ้ายืมไม่ได้ก็แค่ไม่ซื้อ เขาไม่เคยมีความคิดเรื่องการกู้เงินธนาคารอยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย
"มะ... ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเกิดหาเงินมาคืนเขาไม่ได้จะทำยังไง..."
อันหนิงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "คืนได้แน่นอนค่ะ ต่อให้การปลูกผักจะทำเงินได้ไม่มากเท่าที่คิด หนูยังมีวิธีหาเงินทางอื่นได้อีก ตอนนี้ตลาดเปิดเสรีแล้ว เส้นทางทำเงินมีอยู่ถมเถไปค่ะ"
หลินหงจวินยังคงลังเล "แล้วกู้เงินนี่มันจะได้เรอะ? ธนาคารเขาจะยอมให้พวกเรากู้เหรอ?"
"ได้ค่ะ"
อันหนิงค้นหาข้อมูลในความทรงจำของร่างเดิมเกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงปีเหล่านี้ เธอจำได้ว่าช่วงนี้ธนาคารกำลังสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ สหกรณ์เครดิตหลายแห่งปล่อยเงินไม่ออก ถึงขั้นต้องพยายามหาทางจูงใจให้คนมาขอกู้ด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ อันหนิงยังจำได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้มีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งที่มีพ่อทำงานอยู่ในธนาคาร เพื่อนคนนั้นเคยเล่าว่าพ่อกลุ้มใจมากที่ไม่มีใครมากู้เงินจนทำให้ยอดไม่ถึงเป้า
อันหนิงจึงนำเรื่องนี้มาเล่าให้หลินหงจวินฟัง "ลุงใหญ่คะ หนูไปหาเพื่อนคนนั้นได้ค่ะ ให้คุณพ่อของเขาช่วยทำเรื่องกู้เงินให้พวกเรา"
หลินหงจวินเริ่มมีท่าทีลังเลสับสน
อันหนิงหัวเราะเบาๆ "ลุงใหญ่คะ คุณปู่เคยพูดเสมอไม่ใช่เหรอคะว่าคนใจกล้าได้กินจนพุงกาง คนใจปลาซิวต้องทนหิวโซ"
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลินหงจวินก็ตบหน้าขาฉาด "ตกลง! ลองเสี่ยงกันดูสักตั้ง แต่ไอ้ผักโรงเรือนที่หนูว่าลุงก็ไม่รู้ว่าจะรอดไหม งั้นบ้านเราลองทำเป็นตัวอย่างสักปีสองปีก่อน ถ้ามันรุ่งค่อยพาลูกบ้านในหมู่บ้านปลูกตามกันทั้งหมู่บ้าน"
เมื่อหลินหงจวินตัดสินใจแล้วเขาก็จะไม่เปลี่ยนคำพูด อันหนิงเห็นดังนั้นก็เบาใจลง
หลังจากนั้น หลินหงจวินก็เรียกประชุมพี่น้องสามคนคือหลินอ้ายกั๋วและหลินอ้ายหมินเพื่อแจ้งเรื่องนี้
ตอนที่หลินอ้ายกั๋วกลับมาบ้าน เขามองหน้าอันหนิงพลางถอนหายใจไม่หยุด
อันหนิงรู้ดีว่าพ่อคิดอะไรอยู่ หลินอ้ายกั๋วเป็นคนสุขุม รอบคอบ และค่อนข้างขี้ขลาด เขาไม่ชอบความเสี่ยงหรือการดิ้นรนเกินตัว
ความจริงเขาไม่อยากปลูกผักโรงเรือนเลยสักนิด แต่ในเมื่อเรื่องนี้อันหนิงเป็นคนเสนอ และหลินหงจวินก็อยากจะลองดู เขาก็ไม่สามารถคัดค้านอะไรได้
เมื่อตกลงกันได้แล้ว ในวันต่อๆมาอันหนิงจึงพาหลินหงจวินไปหาเพื่อนร่วมชั้นเพื่อขอความช่วยเหลือจนกู้เงินออกมาได้ก้อนหนึ่ง
อันหนิงไม่เพียงแต่ช่วยลุงใหญ่ทำเรื่องกู้ แต่เธอยังแอบทำเรื่องกู้เงินในชื่อของตัวเองออกมาอีกก้อนด้วย
พอเงินอนุมัติลงมา ก็ถึงเวลาเลือกอันดับคณะที่จะเข้าเรียนพอดี อันหนิงแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด เธอเลือกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งปักกิ่งทันที
หลังจากส่งใบสมัครเสร็จ อันหนิงก็บอกกับหลินอ้ายกั๋วว่าจะเข้าเมืองไปหาซื้อหนังสือ และมีธุระบางอย่างต้องไปจัดการ รวมถึงอยากจะไปสำรวจตลาดดูด้วย
หลินอ้ายกั๋วไม่วางใจที่จะให้ลูกสาวไปคนเดียว ยืนกรานจะตามไปด้วยให้ได้
อันหนิงต้องใช้ศิลปะการพูดกล่อมอยู่นานกว่าจะทำให้พ่อยอมอยู่บ้านได้สำเร็จ
เธอพกเงินที่กู้มามุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง จากนั้นก็ซื้อตั๋วรถไฟมุ่งตรงสู่ภาคใต้ ทันที
อันหนิงไปที่กว่างโจวและปักหลักอยู่ที่นั่นหลายวันเพื่อสำรวจตลาด จุดแรกที่เธอศึกษาคือตลาดสินค้าเบ็ดเตล็ด หลังจากเดินสำรวจอยู่หนึ่งวันเต็ม เธอก็พบโรงงานผลิตสินค้าขนาดเล็กแห่งหนึ่งและสั่งของมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นเธอก็ไม่ได้เดินทางไปไหนไกล แต่เริ่มกระจายขายสินค้าล็อตนี้ในพื้นที่ปริมณฑลใกล้เคียง
เมื่อได้กำไรก้อนแรกมา เธอจึงไปหาโรงงานผลิตนาฬิกาดิจิทัลขนาดเล็ก อันหนิงวาดแบบร่างนาฬิกาขึ้นมาใหม่หลายแบบ และขอให้ทางโรงงานรีบเร่งการผลิตตามแบบของเธอโดยเร็วที่สุด
หลังจากวางเงินมัดจำเสร็จ เธอก็ไปที่ตลาดขายส่ง เสาะหาเสื้อผ้าที่กำลังทันสมัยมาจำนวนหนึ่ง และนำเสื้อผ้าเหล่านั้นไปเร่ขายตามที่ต่างๆ จนเมื่อขายเสื้อผ้าหมดและได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ นาฬิกาล็อตนั้นก็ผลิตเสร็จพอดี
อันหนิงจ่ายเงินส่วนที่เหลือและหิ้วนาฬิกาเหล่านั้นไปตะลอนขายตามเมืองใกล้ๆ
นาฬิกาเหล่านี้งานฝีมือดีมาก แถมดีไซน์ยังแปลกใหม่ดูภูมิฐาน ดูเป็นของราคาแพง การที่อันหนิงไปตั้งแผงขายในย่านนั้นจึงดึงดูดลูกค้าได้อย่างล้นหลาม
นาฬิกาข้อมือนับพันเรือน อันหนิงใช้เวลาขายเพียงไม่ถึงห้าวันก็หมดเกลี้ยง
ต้นทุนที่เธอรับมานั้น นาฬิกาเกรดทั่วไปตกเรือนละ 3 หยวน ส่วนเกรดพรีเมียมเรือนละ 5 หยวน แต่ราคาที่เธอขายนั้นไม่ต่ำเลย เกรดทั่วไปเธอขาย 15 หยวน ส่วนเกรดพรีเมียมขายถึง 25 หยวน
ถึงจะตั้งราคาขนาดนี้ พอนาฬิกาหมดแล้วก็ยังมีคนตามมาขอซื้อถึงที่
อันหนิงได้แต่บอกปัดด้วยความเสียดายว่าของหมดแล้ว หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้วุ่นวายกับการทำนาฬิกาต่อ แต่เปลี่ยนไปเหมาพวกเสื้อผ้าและสินค้าเบ็ดเตล็ดจำนวนหนึ่งเพื่อเดินทางขึ้นเหนือกลับบ้าน
เมื่อถึงตัวเมือง อันหนิงก็ตั้งแผงขายของเหล่านั้นจนหมด จากนั้นก็ใช้เวลาเดินสำรวจตลาดในเมืองต่ออีกสองวัน พร้อมกับซื้อหนังสือกลับไปอีกปึกใหญ่ก่อนจะเข้าหมู่บ้าน
ทันทีที่ถึงบ้าน เธอถูกหลินอ้ายกั๋วและหวังชุ่ยฮวาบ่นชุดใหญ่
โดยเฉพาะหวังชุ่ยฮวาที่เอาแต่ตัดพ้อว่าอันหนิงออกไปแล้วไม่รู้จักกลับบ้าน ไม่สนว่าคนทางบ้านจะห่วงแค่ไหน ถึงขั้นบอกว่าหลินอ้ายกั๋วเกือบจะเข้าเมืองไปตามหาตัวเธออยู่แล้ว
ขณะที่แม่บ่นพึมพำ อันหนิงก็ได้แต่ส่งยิ้มและนั่งฟังอย่างสงบ เธอไม่โต้เถียงและไม่ถือโกรธ จนกระทั่งหวังชุ่ยฮวาบ่นจนหมดแรง อันหนิงจึงเข้าไปออดอ้อน ไม่นานนักก็กล่อมจนแม่หายงอนได้สำเร็จ
จากนั้น อันหนิงก็ไปหาหลินหงจวินเพื่อรายงานสถานการณ์ตลาดสดในเมือง รวมถึงเรื่องค่าวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างโรงเรือนปลูกผัก
ช่วงที่อันหนิงไม่อยู่ หลินหงจวินเองก็เข้าเมืองไปสืบราคามาหลายรอบจนรู้ราคาตลาดในอำเภอเป็นอย่างดี เมื่อเขากับอันหนิงลองคำนวณงบประมาณดู ก็พบว่าของในตัวจังหวัดถูกกว่าในตัวอำเภอพอสมควร
แต่ถ้าจะซื้อวัสดุจากในจังหวัดก็จำเป็นต้องมีรถบรรทุกขนส่ง ซึ่งการจ้างรถก็ต้องเสียเงินเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม เมื่อบวกค่ารถ ค่ากินค่าอยู่ระหว่างเดินทางเข้าไปแล้ว การซื้อจากจังหวัดก็ยังถูกกว่าอำเภออยู่ดี อันหนิงและหลินหงจวินจึงตัดสินใจว่าจะไปซื้อวัสดุจากในจังหวัดแทน
เมื่อปรึกษาหารือกับลุงใหญ่เสร็จเรียบร้อย อันหนิงถึงเพิ่งจะมีเวลาพักผ่อนจริงๆเสียที
นอกจากนี้ อันหนิงยังแอบคำนวณรายได้จากการไปกว่างโจวในครั้งนี้เงียบๆ
เธอให้เพื่อนช่วยกู้เงินมา 2,000 หยวน การนำไปลงทุนกับสินค้าเบ็ดเตล็ดทำกำไรได้ประมาณ 1,000 กว่าหยวน การขายเสื้อผ้าได้กำไรดีกว่าหน่อย คือได้ประมาณ 3,000 กว่าหยวน แต่แน่นอนว่ากำไรที่มหาศาลที่สุดมาจากนาฬิกาข้อมือ
นาฬิกานับพันเรือน เกรดทั่วไปกำไรต่อเรือนคือ 12 หยวน ส่วนเกรดพรีเมียมกำไรถึง 20 หยวนต่อเรือน
อันหนิงรับนาฬิกาเกรดทั่วไปมาประมาณ 500 เรือน และเกรดพรีเมียมประมาณ 600 กว่าเรือน เมื่อคำนวณดูแล้ว เฉพาะกำไรจากนาฬิกาก็สูงถึง 18,000 - 19,000 หยวน เมื่อรวมกับเสื้อผ้าและของเบ็ดเตล็ด เธอทำเงินได้ทั้งหมด 2 หมื่นกว่าหยวน
นี่ยังไม่นับรวมของที่เธอหิ้วกลับมาขายในตัวจังหวัดระหว่างทางกลับบ้านนะ ของพวกนั้นกำไรในจังหวัดยิ่งสูงขึ้นไปอีก รวมๆแล้วก็ได้กำไรมาอีกหลายพันหยวนเลยทีเดียว
สรุปแล้ว ตอนนี้ในมือของอันหนิงมีเงินเก็บอยู่ถึง 3 หมื่นกว่าหยวน!
เงิน 3 หมื่นหยวน ในช่วงต้นยุค 80 นั้นถือเป็นตัวเลขมหาศาล เทียบเท่ามหาเศรษฐีในยุคนั้นเลยทีเดียว
อันหนิงเก็บสมุดบัญชีไว้เป็นอย่างดี เธอตั้งใจว่าจะยังไม่แตะต้องเงินก้อนนี้ และยังไม่คิดจะบอกหลินอ้ายกั๋วกับภรรยาด้วย เพราะขืนบอกไปตอนนี้ ทั้งคู่อาจจะช็อกจนล้มป่วยไปเสียก่อน
รอจนกระทั่งหลินหงจวินซื้อวัสดุจากจังหวัดมาครบถ้วน ใบตอบรับจากมหาวิทยาลัยก็น่าจะส่งมาถึงพอดี
และในช่วงเวลานี้เอง... หลินอันเจี๋ยก็ได้กลับมาที่หมู่บ้านเสี่ยวกู
ทว่าการกลับมาครั้งนี้ หลินอันเจี๋ยไม่ได้กลับมาแบบคนสิ้นไร้ไม้ตอก แต่กลับมาอย่างสง่าผ่าเผยและดูภูมิฐานผิดหูผิดตา!