- หน้าแรก
- ภัณฑารักษ์สยบวิญญาณ ตำนานพยัคฆ์สยบมาร
- ตอนที่ 73+74
ตอนที่ 73+74
ตอนที่ 73+74
นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอย่างสบายใจและผ่อนคลาย?
ไม่ได้อ่านเพื่อตักตวงความรู้เพื่อผลประโยชน์ ไม่ได้อ่านเพื่อหลบหนีหน้าที่การงานที่ควรทำ
แต่เพื่อซึมซับภาษาและถ้อยคำในหนังสือ ใช้เวลาช่วงบ่ายอันเงียบสงบ เอนกายลงบนเก้าอี้หวาย จิบชาสักถ้วย ไม่ว่ารสชาติจะดีหรือแย่ก็ตาม ขอเพียงแค่ได้มีเวลาว่างให้ตัวเองหลุดพ้นจากความวุ่นวาย ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องราวความสัมพันธ์ของคนรอบข้าง สนใจแค่เพียงตัวอักษรที่ร้อยเรียงกันอยู่ในหนังสือเท่านั้น
เอี๊ยด—
ประตูไม้ถูกผลักออก ฝุ่นผงมากมายร่วงหล่นลงมาภายในห้องแคบๆ
ฝุ่นเหล่านั้นฟุ้งกระจายขึ้นไปในอากาศแล้วค่อยๆ ตกลงมา ไจ๋เยี่ยนจวินยกมือขึ้นปิดปากและจมูก ขมวดคิ้วมองดูห้องเล็กๆ แห่งนี้ หลังจากที่คุณปู่เสียชีวิตไป ท่านก็ไม่ได้ทิ้งทรัพย์สินอะไรไว้ให้มากนัก มีก็แต่หนังสือพวกนี้แหละที่อัดแน่นอยู่เต็มห้อง เขาแอบหวังลึกๆ ว่าเผื่อจะโชคดีเจอเช็คหรือสมุดบัญชีเงินฝากซ่อนอยู่ในกองหนังสือพวกนี้บ้าง แต่พอลองรื้อดูจนทั่ว ก็ไม่พบของมีค่าอะไรเลยสักอย่าง
ไจ๋เยี่ยนจวินทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาแคบๆ ราวกับถูกกองหนังสือล้อมรอบไว้ ถอนหายใจยาว
หนังสือพวกนี้มันจะมีประโยชน์อะไรฟะ?!
เขารู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย มองดูหนังสือพวกนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่หนังสือเก่าๆ ธรรมดาๆ
ส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่คุณปู่ซื้อมาสะสมไว้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นหนังสือที่พิมพ์จากโรงพิมพ์ ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากมาย แถมบางเล่มยังเป็นหนังสือที่คัดลอกด้วยลายมืออีกต่างหาก ไจ๋เยี่ยนจวินหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา หน้าปกขาดรุ่งริ่งเหลือแค่คำว่า "ประวัติ" พอเปิดดูข้างใน ก็พบว่าเนื้อหาบางส่วนขาดหายไป ตัวหนังสือก็หลุดลอกไปไม่น้อย
พอลองเอาเนื้อหาที่ยังพออ่านได้ไปเสิร์ชดูในเน็ต ก็พบว่าเป็นหนังสือ "เสินเซียนจ้วน" (ตำนานเทพเซียน) ของเก่อหงในยุคราชวงศ์จิ้น แต่เล่มนี้เป็นแค่ฉบับคัดลอกด้วยลายมือของคุณปู่เท่านั้น ที่แปลกก็คือ ในม้วนหนังสือเล่มนี้ คำว่า 'เทพเซียน' หายไปจนหมดสิ้น ราวกับว่ามันไม่เคยถูกเขียนลงไปเลย ส่วนตัวอักษรอื่นๆ แม้กระดาษจะเหลืองกรอบไปบ้าง แต่ก็ยังคงอยู่ครบถ้วน
เขาลองค้นหาหนังสือคัดลอกด้วยลายมือเล่มอื่นๆ ดูก็พบว่าเหมือนกันหมด คำว่า 'เทพเซียน' ขาดหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ไจ๋เยี่ยนจวินไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ตอนนี้เขากำลังปวดหัวว่าจะจัดการกับหนังสือพวกนี้ยังไงดี
หนังสือพวกนี้มันเก่าเกินไปแล้ว เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ในยุคนี้ที่คนส่วนใหญ่หันไปอ่านอีบุ๊กกันหมด หลังจากเรียนจบออกมาทำงาน คนที่ยังอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ ก็มีน้อยลงทุกที ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหนังสือเก่าๆ พวกนี้เลย
เขาคิดว่าน่าจะลองเอาไปขายดู ก็เลยโทรเรียกคนรับซื้อหนังสือเก่ามาเหมาไปชั่งกิโลขาย
แต่คนรับซื้อหนังสือเก่าคนนี้ตาแหลมมาก พอรื้อดูสักพัก ก็คัดเอาพวกหนังสือคัดลอกด้วยลายมือที่เนื้อหาขาดหายไปออกจนหมด บอกยังไงก็ไม่ยอมรับซื้อ แถมยังพูดทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า:
"ผมรับซื้อหนังสือไปก็เพื่อเอาไปตั้งแผงขายต่อ ไอ้หนังสือคัดลอกลายมือพวกนี้เนื้อหามันขาดๆ หายๆ ขืนเอาไปขายก็มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองเปล่าๆ ถ้าอยากขายจริงๆ ลองไปหาพวกที่รับซื้อของเก่าเฉพาะทางดูสิ เผื่อเขาจะสนใจ ไม่งั้นก็เก็บไว้ก้นตู้ไปเถอะ"
คนรับซื้อหนังสือเก่าขี่รถสามล้อเครื่องจากไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้ไจ๋เยี่ยนจวินยืนปวดหัวอยู่คนเดียว
สถานที่รับซื้อของเก่าเฉพาะทางงั้นเหรอ?
เขาคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ในเขตเมืองเก่าแถวๆ นี้ เหมือนจะมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านส่วนตัวอยู่แห่งหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อน เคยควักกระเป๋ารับซื้อของเก่าพวกนี้ด้วย
………………
หลังจากเว่ยหยวนกินยาเข้าไป ฤทธิ์ยาก็เข้าไปช่วยขจัดไอมรณะที่ตกค้างอยู่ในปอดและอวัยวะภายในออกไปอย่างช้าๆ เขาใช้เวลารักษาตัวอยู่ถึงครึ่งเดือน ในที่สุดอาการบาดเจ็บที่ได้รับจากการต่อสู้กับราชาผีในอาณาเขตผีหมู่บ้านหลิ่วก็หายเป็นปกติ
หมดผลงานความดีความชอบไปตั้งสิบแต้มเชียวนะ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผลงานความดีความชอบที่ได้จากการปราบปีศาจกำจัดมาร เผลอๆ อาจจะไม่พอจ่ายค่ายารักษาตัวด้วยซ้ำ
แต่พวกภูตผีปีศาจธรรมดาๆ ก็คงไม่สามารถสร้างบาดแผลที่รับมือยากขนาดนี้ให้เขาได้หรอก
เว่ยหยวนใช้โคล่าเย็นเจี๊ยบสามกระป๋อง หลอกล่อให้ฝูงผีเดินออกมาจากห้องด้านใน จากนั้นก็ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด หยิบยันต์สีเหลืองมาแปะไว้ทั้งสี่ทิศ นั่งขัดสมาธิลงบนเบาะรองนั่งที่เตรียมไว้ กำหนดลมหายใจเข้าออกตามเคล็ดวิชาพยัคฆ์หมอบ ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาลับที่สืบทอดกันมาแบบปากต่อปากของซือลี่เสี้ยวเว่ยทุกรุ่น พลังปราณไหลเวียนไปทั่วทุกจุดของร่างกาย ใกล้จะถึงจุดที่สมบูรณ์แบบแล้ว
เบื้องหน้าเว่ยหยวนปรากฏตัวอักษรขึ้นมา
ใช้ผลงานความดีความชอบ 30 แต้ม เพื่อแลกกับการบรรลุเคล็ดวิชาพยัคฆ์หมอบขั้นต่อไป
ในชั่วพริบตา ผลงานความดีความชอบทั้ง 30 แต้มก็สลายไปพร้อมๆ กับที่ป้ายเอวพยัคฆ์หมอบเปล่งแสงสว่างวาบขึ้น จากนั้นก็มียันต์ชนิดหนึ่งลอยออกมาจากป้ายเอว พุ่งเข้าสู่จิตวิญญาณของเว่ยหยวน เส้นทางการเดินพลังของเคล็ดวิชาพยัคฆ์หมอบก็เปลี่ยนไป กลายเป็นซับซ้อนและพลิกแพลงมากขึ้น และยิ่งเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากขึ้นไปอีก เว่ยหยวนหลับตาลงเล็กน้อย ซึมซับประสบการณ์ของคนรุ่นก่อนที่หลงเหลืออยู่ในป้ายเอวพยัคฆ์หมอบ
ระดับพลังเวทของเว่ยหยวนในตอนนี้ เทียบเท่ากับเจ้าหน้าที่ปราบปีศาจ 1,200 นายภายใต้สังกัดซือลี่เสี้ยวเว่ยในสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ซึ่งถือว่าเป็นระดับแนวหน้าเลยทีเดียว และหากเขาสามารถทะลวงผ่านจุดติดขัดนี้ไปได้ เขาก็จะได้รับการแต่งตั้งให้มียศถาบรรดาศักดิ์ สามารถเรียกตัวเองว่ามือปราบปีศาจ (จัวเหยาจื่อสื่อ) เดินทางท่องไปทั่วแผ่นดินเสินโจวเพื่อปราบปีศาจกำจัดผีได้
ประสบการณ์ที่แลกมาด้วยผลงานความดีความชอบ 30 แต้ม ช่วยชี้แนะแนวทางการเดินพลังให้เขา
ในขณะที่เขาก็ทำสมาธิอย่างสงบนิ่ง พยายามจดจำความรู้สึกของเคล็ดวิชาในระดับที่สูงขึ้นนี้ให้ขึ้นใจ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ยันต์ที่แลกมาด้วยผลงานความดีความชอบก็ค่อยๆ สลายหายไปอย่างเงียบๆ โดยที่เว่ยหยวนไม่ทันได้สังเกตเห็น เขายังคงจดจ่ออยู่กับการเดินลมปราณภายในร่างกาย ค่อยๆ ทำให้เคล็ดวิชาพยัคฆ์หมอบไหลเวียนได้อย่างคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านเบาๆ ราวกับมีเสียงพยัคฆ์คำรามต่ำๆ ดังอยู่ข้างหู สติสัมปชัญญะส่งเสียงวิ้งๆ ราวกับกำลังแผ่ขยายออกไป
เมื่อเขารู้สึกตัวอีกครั้ง เคล็ดวิชาพยัคฆ์หมอบภายในร่างกายก็เข้าสู่จุดที่สมดุลและมั่นคงในระดับนี้แล้ว สามารถไหลเวียนได้เองตามธรรมชาติ
มีกลิ่นอายที่มองไม่เห็นสายหนึ่งแผ่กระจายออกมาจากตัวเขา
หากเขาสวมชุดเสื้อคลุมแขนกว้างแบบคนโบราณ ตอนนี้แขนเสื้อคงจะสะบัดพลิ้วไหว เส้นผมสีดำคงจะปลิวไสวไปตามลม
แต่ในยุคสมัยนี้ กลับไม่มีปรากฏการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น
มีเพียงพลังเวทที่แผ่กระจายออกมาทางด้านหลัง ปรากฏเป็นภาพพยัคฆ์ลายพาดกลอนกำลังส่งเสียงคำรามต่ำๆ ก่อนจะสลายไป
เว่ยหยวนลองเดินลมปราณดูอีกสองสามรอบ แล้วจึงลืมตาขึ้น กำหมัดแน่น ไม่ได้รู้สึกว่าพละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเหมือนตอนเพิ่งทะลวงจุดติดขัดไปได้หมาดๆ แตกต่างจากพวกนักพรตสายมืดที่ยอมจ่ายค่าตอบแทนบางอย่างเพื่อแลกกับพลังเวทที่เหนือมนุษย์ พลังจากเคล็ดวิชาสายขาวโดยเนื้อแท้แล้วคือการใช้พลังงานจากฟ้าดินมาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายมนุษย์ ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลา การยกระดับเคล็ดวิชา เป็นเพียงแค่การเพิ่มปริมาณพลังงานที่สามารถดึงมาใช้ได้ ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น และมีขีดจำกัดที่สูงขึ้นเท่านั้น
อีกอย่างหนึ่งก็คือ สามารถใช้พลังเวทได้อย่างหลากหลายมากขึ้น
การแสดงออกภายนอกก็คือ การสามารถนำพลังเวทไปเคลือบไว้บนตัวกระบี่ ทำให้แม้แต่เหล็กธรรมดาหรืออาวุธไม้ก็สามารถทำอันตรายพวกภูตผีปีศาจได้
รวมถึงประสิทธิภาพของวิชาเบิกวิญญาณก็เพิ่มขึ้นด้วย
ส่วนผลงานความดีความชอบที่เหลือ เว่ยหยวนตั้งใจจะรอให้เคล็ดวิชาเชี่ยวชาญกว่านี้ก่อน แล้วค่อยไปลองฝึกฝนกับสมรภูมิต่างๆ ที่บันทึกไว้ในป้ายเอวพยัคฆ์หมอบ ซือลี่เสี้ยวเว่ยทุกรุ่นจะนำเอาศัตรูที่แข็งแกร่ง และภูตผีปีศาจที่ต้องระวัง บันทึกไว้ในป้ายเอวผ่านภาพสะท้อนหยาดน้ำค้างใต้แสงจันทร์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ใช้ฝึกฝนและขัดเกลาทักษะของตนเอง
สิ่งสำคัญคือการสืบทอดประสบการณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ซือลี่เสี้ยวเว่ยต้องไปพลาดท่าเสียทีให้กับภูตผีปีศาจบางตน
ไม่อย่างนั้น ฉายาที่สืบทอดกันมาแบบรุ่นต่อรุ่นเป็นพันๆ ปี คงต้องมาพังทลายลงในมือของลูกหลานคนไหนสักคนแน่ๆ
ส่วนวิชาสายฟ้าที่เขาอยากได้มานานนั้น ผลงานความดีความชอบที่ต้องใช้มันสูงเกินไป ยกเว้นซะว่าเขาจะไม่ยอมอัปเกรดเคล็ดวิชาพยัคฆ์หมอบ หรือไม่ยอมรักษาร่างกาย ไม่งั้นต่อให้เป็นวิชาสายฟ้าขั้นพื้นฐานที่สุด เขาก็ยังไม่มีปัญญาแลกมาหรอก ตอนนี้ก็เลยต้องพับโครงการนี้เก็บไว้ก่อน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าวิชาสายฟ้าก็เป็นวิชาที่สืบทอดมาจากจางเต้าหลิง เว่ยหยวนก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจ้องจะจับแกะตัวเดียวมาถอนขนอย่างเมามันเลยแฮะ
เทพเจ้าแห่งสายฟ้าในประวัติศาสตร์ของลัทธิเต๋า จ้าวหนงหมิง หรือที่รู้จักกันในนาม แม่ทัพใหญ่จ้าวหนงหมิง
คำว่า 'เสวียนถาน' (แท่นบูชา) หมายถึงการที่เขาเคยทำหน้าที่คุ้มครองจางเต้าหลิงในขณะที่กำลังหลอมยาอายุวัฒนะ และคอยดูแลเตาหลอมยา
ตั้งแต่ที่ได้อ่านหนังสือ 《เต้าฝ่าหุ้ยหยวน》 (คัมภีร์รวบรวมวิชาเต๋า) แล้วเจอเรื่องนี้ เว่ยหยวนก็ไม่สามารถมองแม่ทัพใหญ่จ้าวหนงหมิงด้วยสายตาแบบเดิมได้อีกต่อไป เขามักจะรู้สึกว่าตำแหน่งที่ดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามนี้ เอาเข้าจริงๆ แล้วก็มีอะไรที่คล้ายคลึงกับตำแหน่งขุนพลม้วนจูเลี่ยนอยู่ไม่น้อยเลย
พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา
เว่ยหยวนกำกระบี่ฮั่นแปดเหลี่ยมไว้ในมือ แล้วร่ายรำเพลงกระบี่ พลังเวทไหลเวียนไปตามความต้องการ รู้สึกคล่องแคล่วและลื่นไหลกว่าเมื่อก่อนมาก
ด้วยความสนุกสนาน เพลงกระบี่ก็ยิ่งรวดเร็วและรุนแรงขึ้น เสียงแหวกอากาศดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง
แสงกระบี่เย็นยะเยือกราวกับหิมะที่ร่วงหล่นลงมาเป็นก้อน
ทันใดนั้น พลังเวทก็ไหลเวียนไปตามตัวกระบี่
รังสีแห่งกระบี่สายหนึ่งถูกฟันออกไป
แครก เสียงที่ดังขึ้นทำให้เว่ยหยวนต้องหยุดร่ายรำเพลงกระบี่ทันที
ก้มหน้าลงมอง
ตู้เย็นที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ปรากฏรอยแยกสีดำทะมึนขึ้นมา มีเสียงไฟช็อตดังเปรี๊ยะๆ แล้วก็มีควันลอยขึ้นมา เว่ยหยวนอ้าปากค้าง รังสีแห่งกระบี่เพิ่งจะพัดเอายันต์ที่แปะอยู่ตรงประตูปลิวหลุดไป ฝูงผีที่อยู่ข้างนอกพอได้ยินเสียง ก็พร้อมใจกันชะโงกหน้าเข้ามาดู แล้วก็เห็นเว่ยหยวนที่กำลังเก็บกระบี่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
รวมถึงตู้เย็นที่พังยับเยินไปแล้วด้วย
ผีจมน้ำ: "…………"
ทิ้งตัวลงนอนกับพื้น ปากก็เบ้
"แงๆๆๆ..."
เสียงผีร้องไห้ระงม
……………………
หลังจากให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าพรุ่งนี้จะไปหาช่างมาซ่อมตู้เย็นให้ได้
ถ้าซ่อมไม่ได้ ก็จะซื้อตู้เย็นเครื่องใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมมาให้แทน
และเพื่อเป็นการไถ่โทษ ซือลี่เสี้ยวเว่ยก็ต้องยอมตกลงข้อเสนอด้วยการเลี้ยงโคล่าเย็นๆ ผีละสามกระป๋อง แถมด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเนื้อไข่เน้นๆ ชามโต ถึงจะสามารถเจรจาสงบศึกกับผีทั้งสามตนได้สำเร็จ และยังต้องใจแข็งปฏิเสธคำขอของรองเท้าปักสีแดง ที่อยากจะฟังเพลง 'เจี้ยอี' (ชุดแต่งงาน) แบบเปิดลำโพงเสียงดังลั่นตอนตีสามอีกด้วย ตบมือแปะยันต์สีเหลืองสองชั้นทับลงไปบนกรรไกรเหล็กที่กำลังทำหน้าเยาะเย้ย เพื่อรักษาความสงบสุขของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต่อไป
น่ายินดี น่ายินดีจริงๆ
กว่าจะจัดการผีพวกนี้ให้สงบลงได้ เว่ยหยวนก็ถอนหายใจยาว เงยหน้ามองออกไปข้างนอก ก็เห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว กินข้าวเย็นแบบง่ายๆ ไปพลาง เดินลมปราณไปหลายรอบ เพื่อข่มความดีใจจากการที่เคล็ดวิชาทะลวงจุดติดขัดไปได้ จากนั้นก็อาบน้ำเข้านอน
แต่ทว่าครั้งนี้ เคล็ดวิชาพยัคฆ์หมอบที่เพิ่งทะลวงจุดติดขัดมา กลับไม่ได้ทำให้เขานอนหลับฝันดีเลย
เขาฝันเห็นเรื่องนั้นอีกแล้ว
อารามเต๋าร้างกลางป่าเขา ซากศพเกลื่อนกลาดราวกับแผ่นดินถูกย้อมด้วยเลือด
ต่างจากครั้งที่แล้วตรงที่ ครั้งนี้เว่ยหยวนไปยืนอยู่กลางอารามเต๋าเลย ชักกระบี่หันมองซ้ายขวาอย่างงุนงง เสียงพยัคฆ์คำรามดังกึกก้อง ประตูอารามเต๋ากลายเป็นแผงฟันอันแหลมคม ภายในที่สูงตระหง่านและกว้างขวางกลับกลายเป็นช่องปากสีแดงฉาน อารามเต๋าที่ปกคลุมอยู่ในความฝัน ราวกับส่วนหัวของพยัคฆ์ร้าย ที่กำลังอ้าปากกว้างเตรียมจะขย้ำลงมา เว่ยหยวนทำได้เพียงกำกระบี่ยาวไว้แน่น แล้วฟันขวางออกไปอย่างสุดแรง แต่เมื่อมองดูกระบี่ในมือที่ดูเล็กจิ๋วเมื่อเทียบกับเขี้ยวของพยัคฆ์ร้าย ในใจก็รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง
แต่แล้วในตอนนั้นเอง เว่ยหยวนก็ได้ยินเสียงเบาๆ และละเอียดอ่อน
เป็นเสียงนิ้วกรีดผ่านหน้ากระดาษ
ความฝันนี้หยุดชะงักลงในทันที พยัคฆ์ร้ายตัวใหญ่ที่น่าเกลียดน่ากลัว ซี่ฟันที่เย็นยะเยือก ล้วนราวกับถูกดูดสีออกไป โลกทั้งใบกลายเป็นสีเทาหม่น เว่ยหยวนชักกระบี่มองไปรอบๆ บนใบหน้ามีเพียงความงุนงง จากนั้นเขาก็เห็นเทพธิดาที่กอดม้วนตำราไว้ ปรากฏตัวขึ้นในความฝันของเขา
เทพธิดาเดินเข้ามาใกล้เว่ยหยวน มองดูความฝันที่สมจริงนี้ ยื่นมือออกไปปัดเบาๆ ความฝันก็สลายกลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา เหลือเพียงยันต์สีดำสนิทที่มีลวดลายราวกับเลือดสดๆ และหลังจากที่ยันต์แผ่นนี้ถูกดึงออกมา ความฝันก็แตกสลายไปจนหมดสิ้น
เว่ยหยวนค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองเห็นเพดานของร้านดอกไม้
ที่กาน้ำชาข้างๆ น้ำเพิ่งจะเดือดปุดๆ
เทพธิดาชูยันต์แผ่นหนึ่งไว้ในมือ ยันต์นั้นราวกับมีชีวิต พยายามดิ้นรนพุ่งชนไปมา หวังจะหนีออกไปให้ได้ แต่ก็ไม่สามารถสลัดหลุดจากฝ่ามือของหญิงสาวได้เลย สุดท้ายมันก็ค่อยๆ สูญเสียพลังเวทและจิตวิญญาณไป จนหายวับไปในที่สุด
เธอมองไปที่เว่ยหยวน: "มันคือ 'ป๋อฉี' (ปีศาจกินฝัน)"
"ยุคสมัยนี้ ไม่น่าเชื่อว่ายังมีมหาปีศาจแบบนี้หลงเหลืออยู่อีก"
เว่ยหยวนถามด้วยความสงสัย: "ป๋อฉี?"
เทพธิดาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า:
"ป๋อฉีกินความฝันเป็นอาหาร"
"ในสมัยราชวงศ์ฉินและฮั่น มักจะมีพิธีไล่ผีในฤดูหนาวซึ่งจะมีเด็กๆ ร้องเพลง 'สิบสองสัตว์กินผี' ผู้ที่รับหน้าที่กินความฝันก็คือป๋อฉีนี่แหละ ในเมื่อมันเป็นมหาปีศาจที่กินความฝันเป็นอาหาร การควบคุมความฝันและสร้างภาพลวงตา ก็ย่อมเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว"
"คุณไปผูกความแค้นกับป๋อฉีตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงได้ปล่อยให้มันทิ้งรอยประทับไว้บนตัวคุณได้แบบนี้?"
เว่ยหยวนกำลังจะส่ายหน้าปฏิเสธ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าในบันทึกคดีสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ ยังมีสาวใช้ถือตะเกียงอีกคนของซานจวินอยู่ สีหน้าก็เริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาทันที แล้วก็เล่าเรื่องนี้ให้เทพธิดาฟัง หญิงสาวทำหน้ารุ่นคิด แล้วพูดว่า:
"ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็มีความเป็นไปได้สูงเลยล่ะ ป๋อฉีเป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจที่เคยถูกมนุษย์กำราบเพื่อนำมาใช้กินผีร้ายในความฝัน ซานจวินได้รับการแต่งตั้งในสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ ดังนั้นการที่มันจะมีป๋อฉีเป็นบริวาร ก็ถือเป็นเรื่องปกติ"
"อาจจะเป็นเพราะเธอมีความผูกพันกับนกขนสวยแปลงกายที่คุณเพิ่งฆ่าไป ก็เลยใช้ความฝันมาฆ่าคุณ หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะคุณไปฆ่าร่างเนื้อของซานจวินเข้า ก็เลยโดนแอบวางรอยประทับไว้โดยไม่รู้ตัว เป็นความตั้งใจของซานจวินนั่นแหละ ที่อยากให้คุณตายในความฝันอย่างเงียบๆ"
เว่ยหยวนอ้าปากค้าง เพิ่งจะตระหนักได้ถึงความรอบคอบและแยบยลของพวกภูตผีปีศาจในยุคโบราณเหล่านี้ อดไม่ได้ที่จะยิ้มเจื่อนๆ:
"ถ้าผมถูกพยัคฆ์ร้ายนั่นกลืนกินเข้าไปในความฝันล่ะก็..."
เทพธิดาตอบว่า: "ความฝันมีความเกี่ยวข้องกับวิญญาณ ถ้าคุณตายในความฝันบ่อยๆ ก็จะทำให้วิญญาณทั้งสามและเจตจำนงทั้งเจ็ดของคุณแตกซ่าน วิญญาณตายไปแล้วแต่กายเนื้อยังคงมีชีวิตอยู่ ในยุคก่อนราชวงศ์ฉิน มีวิชาอาคมมากมายที่พุ่งเป้าไปที่วิญญาณแทนที่จะเป็นกายเนื้อ ก็เพราะมันยากที่จะตามแกะรอยเพื่อล้างแค้นนี่แหละ"
"รอยประทับนี้ฉันทำลายทิ้งไปแล้ว แต่คุณคงโดนมันหมายหัวไว้แล้วล่ะ"
"ถ้าราชาผีตนนั้นกลับเข้าสู่โลกมนุษย์เมื่อไหร่ ก็คงจะมาตามหาคุณทันทีแน่ๆ นอกจากนี้ การควบคุมความฝันของคนอื่นมันเป็นวิชาอาคมแบบสองทาง ป๋อฉีตัวนั้นเพิ่งจะหลุดพ้นจากผนึกมา พลังเวทก็คงจะยังฟื้นฟูได้ไม่มากนัก การที่คุณเห็นอารามเต๋า ก็อาจจะหมายความว่าตอนนี้ซานจวินกับป๋อฉีกำลังซ่อนตัวอยู่ในอารามเต๋าแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้"
"แถมระยะทางก็น่าจะอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก"
"ไม่อย่างนั้นด้วยพลังเวทของเธอในตอนนี้ คงไม่สามารถร่ายมนต์ในความฝันได้หรอก"
น้ำเสียงของเทพธิดานุ่มนวลและราบเรียบ ค่อยๆ อธิบายถึงที่มาที่ไป สาเหตุ และอันตรายของความฝันอันน่าสะพรึงกลัวนั้นให้เว่ยหยวนฟังอย่างละเอียด เว่ยหยวนรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง จากนั้นก็ยกกระบี่ในมือขึ้น บนตัวกระบี่มีรอยเลือดเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรอย จึงถามด้วยความสงสัยว่า: "แล้วกระบี่เล่มนี้มัน..."
เทพธิดายื่นนิ้วออกไปดีดตัวกระบี่เบาๆ แล้วตอบว่า:
"กระบี่เล่มนี้ น่าจะใช้ฟันภูตผีปีศาจมาเยอะแล้วใช่ไหมล่ะในช่วงสั้นๆ นี้?"
เว่ยหยวนพยักหน้า พยายามนึกทบทวน แล้วก็นับออกมาทีละชื่อ:
"ผีวาดหนัง ทหารม้าเทพแห่งความบ้าคลั่งทั้งห้า นักพรตสายมืด ราชาผีในอาณาเขตผี แล้วก็ร่างเนื้อดั้งเดิมของซานจวิน ผมล้วนแต่ใช้กระบี่เล่มนี้ฟาดฟันมาทั้งนั้นครับ"
เทพธิดาคลี่ยิ้มบางๆ น้ำเสียงฟังสบายและนุ่มนวลขึ้นมาทันที: "งั้นก็เป็นเรื่องปกติแล้วล่ะ"
"ในสมัยโบราณก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับกระบี่เลื่องชื่อที่สามารถสื่อสารกับสิ่งลี้ลับและส่งสัญญาณเตือนภัยได้ กระบี่ของคุณเล่มนี้ ทั้งวัสดุและฝีมือการตีขึ้นรูปถือว่ายอดเยี่ยมมาก แถมยังตามคุณไปฟาดฟันพวกภูตผีปีศาจและมหาปีศาจมามากมาย บนตัวกระบี่ซึมซับเอาไอมรณะและเลือดของพวกมันเข้าไป น่าจะก่อเกิดเป็นจิตวิญญาณขึ้นมาแล้วล่ะ ในตำราของพยัคฆ์หมอบน่าจะมีวิชาการหลอมกระบี่อยู่ คุณสามารถหาวิธีหลอมกระบี่เล่มนี้ใหม่ได้นะ"
"ในยุคก่อนราชวงศ์ฉินที่แว่นแคว้นต่างๆ ทำสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่ ในยุคราชวงศ์ฉินและฮั่นที่กระแสความนิยมในตัวจอมยุทธ์เฟื่องฟู นอกเหนือจากเพลงกระบี่ที่ใช้ประลองกันแล้ว ก็ยังมีเคล็ดวิชา 'การโจมตีระยะไกลด้วยกระบี่' อีกด้วย ซึ่งในวิชานี้ มีหลู่โกวเจี้ยนเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่ง ส่วนในสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ เล่ยเป้ย แขกรับเชิญของอ๋องหวยหนาน ก็ถือเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านนี้ คุณสามารถลองฝึกฝนดูได้นะ"
"แล้วก็ กระบี่หักเล่มนี้ของคุณ ดูเหมือนจะเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณแห่งความมืดใช่ไหมล่ะ?"
เว่ยหยวนพยักหน้า ชักกระบี่หักออกมา แล้วก็เล่าเรื่องราวของวิญญาณทหารกองทัพฉีให้ฟังอย่างละเอียด เทพธิดาทำหน้ารุ่นคิด แล้วพูดว่า: "ถ้าอย่างนั้น คุณก็สามารถย้ายที่สิงสถิตของเขาไปไว้ในไม้เลี้ยงวิญญาณที่ห้องคุณได้นะ แบบนี้เวลาต่อสู้ในภายภาคหน้า ถ้ากระบี่หักเกิดความเสียหาย เขาจะได้ไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย"
เว่ยหยวนพยักหน้ารับคำอย่างแน่นอน จากนั้นก็ถามต่อว่าในตำราของพยัคฆ์หมอบมีวิชาอาคมพวกนี้ด้วยไหม เทพธิดาวางม้วนหนังสือลงอย่างไม่ใส่ใจ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่พิพิธภัณฑ์ พลางพูดว่า: "นี่มันก็แค่วิชาอาคมง่ายๆ เท่านั้นแหละ ฉันเคยเห็นอัครมหาเสนาบดีแห่งราชวงศ์จ๊กก๊ก ในตอนนั้นเขากำลังศึกษาวิชาต่ออายุด้วยวิญญาณอยู่ ฉันก็เลยได้แอบดูอยู่ข้างๆ ก็เลยพอจะรู้เคล็ดวิชานี้มาบ้าง แค่เรื่องกล้วยๆ เดี๋ยวฉันช่วยจัดการให้เอง"
เว่ยหยวนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น: "อัครมหาเสนาบดีแห่งราชวงศ์จ๊กก๊ก จูกัดเหลียงเหรอครับ?"
"เขาเป็นคนยังไงเหรอครับ?"
เทพธิดาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า:
"ตอนหนุ่มๆ เขาเป็นคนที่ชอบหัวเราะมากเลยนะ เวลายิ้มก็ดูใจเย็นและสุขุม เพลง เครื่องดนตรี บทกวี หมากรุก กลไก ค่ายกล ค่ายกลทหาร ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ หรือแม้แต่การทำนา ปลูกดอกไม้ ทำอาหาร เอาใจภรรยา ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้เลยนะ เขาได้รับการยกย่องว่า ถ้าหันมาฝึกวิถีเซียน อาจจะเก่งไม่แพ้จางเต้าหลิงเลยก็ได้"
"แต่หลังจากอายุสี่สิบ เขาก็แทบจะไม่ค่อยยิ้มอีกเลย ฉันเคยเจอเขาที่หนานหยาง นั่งฟังเขาร้องเพลงกับเพื่อนๆ อยู่หลายคน แต่พอกลับขึ้นไปบนเขาได้สักพัก พอลงมาที่โลกมนุษย์อีกครั้ง เขาก็ไม่สามารถนั่งดีดพิณร้องเพลงเหมือนเมื่อก่อนได้อีกแล้วล่ะ"
"ดูเหมือนจะเป็นเพราะผู้ชายที่ชื่อเล่าปี่ตายไปน่ะ"
เทพธิดาจัดการย้ายวิญญาณทหารกองทัพฉีไปสถิตในไม้เลี้ยงวิญญาณได้อย่างง่ายดาย แล้วพูดว่า
"สำหรับพวกเราแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ บางครั้งมันก็เข้าใจยากเหมือนกันนะ"
เว่ยหยวนพยักหน้า เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกหนักอึ้งแห่งกาลเวลาจากตัวหญิงสาวตรงหน้า ซึ่งแตกต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกของเธออย่างสิ้นเชิง อย่างเช่นเมื่อครู่นี้ ปัญหาที่ยากจะแก้ไขสำหรับเขา เธอกลับสามารถมองออกถึงที่มาที่ไปได้อย่างง่ายดาย และยังสามารถให้คำแนะนำเรื่องการฝึกฝนวิชาได้อีกด้วย
และสำหรับเขาแล้ว คนหรือเหตุการณ์ที่เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ในประวัติศาสตร์ แต่สำหรับหญิงสาวแล้ว พวกเขาคือคนที่เคยพบปะรู้จัก และเอ่ยคำร่ำลากันจริงๆ
และในตอนนั้นเอง ช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เว่ยหยวนนัดไว้ตั้งแต่เช้า ก็ขี่มอเตอร์ไซค์คันเล็กๆ มาถึง
พอมองดูตู้เย็นใบนั้น ความมั่นใจบนใบหน้าของช่างก็ค่อยๆ หายไป
เขาคีบบุหรี่ไว้ที่นิ้ว มองดูประตูตู้เย็นที่ราวกับกำลังท้าทายสายอาชีพของเขา มือที่คีบบุหรี่สั่นระริก ไม่ระวังงั้นเหรอ? นี่มันต้องออกแรงเยอะขนาดไหนกัน ถึงจะ 'ไม่ระวัง' เอาปังตอสับจนเป็นรอยแยกขนาดนี้ได้? เขามองดูเทพธิดาที่ดูสุภาพเรียบร้อย และมองดูเว่ยหยวนที่ดูเป็นคนปกติ ช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งท้ายไว้ประโยคเดียวว่า ซื้อใหม่เถอะ ซ่อมไม่ได้หรอก แล้วก็คาบบุหรี่ขี่มอเตอร์ไซค์จากไป ระหว่างทางก็ยังแอบคิดอยู่ว่าจะโทรแจ้งตำรวจดีไหม
ถ้าเป็นการทำร้ายร่างกายกันในครอบครัว สองคนทะเลาะกันตบตีกัน เด็กผู้หญิงคนนั้นคงน่าสงสารแย่เลย?
เว่ยหยวนปรายตามองผีทั้งหลายที่กำลังจ้องมองเขาตาละห้อย:
"ซ่อมไม่ได้แล้วล่ะ"
ผีจมน้ำทิ้งตัวลงนอนกับพื้น ปากก็เบ้
เว่ยหยวนถอนหายใจ: "เดี๋ยวไปซื้อเครื่องใหม่ให้"
แล้วผีจมน้ำก็ลุกพรวดขึ้นมา หน้าตาเบิกบาน
เทพธิดามองดูตู้เย็น แล้วถามด้วยความสงสัย: "นี่คืออะไรเหรอ?"
เว่ยหยวนชะงักไป: "คนของจวนเจ้าปรมาจารย์สวรรค์ไม่ได้อธิบายให้คุณฟังเหรอครับ?"
เมื่อเห็นเทพธิดาส่ายหน้า เว่ยหยวนก็จำใจต้องอธิบายสรรพคุณของตู้เย็นให้เธอฟัง คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยชวนว่า:
"ผมกำลังจะไปตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าพอดี เจวี๋ย คุณจะไปด้วยกันไหมครับ? จะได้ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกด้วย"
เทพธิดาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้ารับอย่างยินดี
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย ก็ตัดสินใจนั่งรถเมล์ไป
เพราะดูเหมือนเทพธิดาจะมีความสนใจใน 'รถม้า' สมัยใหม่ที่สามารถบรรทุกคนได้เยอะๆ คันนี้เป็นพิเศษ อยากจะลองนั่งดูสักครั้ง
ตอนที่กำลังรอรถ เว่ยหยวนก็อดไม่ได้ที่จะกระซิบถามเสียงเบาว่า: "เจวี๋ย คุณรู้ใช่ไหมครับว่าต้องนั่งรถเมล์ยังไง..."
หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างมั่นใจและเยือกเย็น
เว่ยหยวนถึงได้เบาใจลง
ขึ้นรถไปก่อน แล้วหันกลับมามอง
เห็นหญิงสาวก้าวขึ้นบันไดรถมา ล้วงเศษเงินก้อนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วหย่อนลงในช่องเก็บเงินอย่างเป็นธรรมชาติ เงินก้อนนั้นสะท้อนแสงแวววาวเป็นเอกลักษณ์ของโลหะมีค่า แต่กลับทำให้คนขับรถมองด้วยสายตาระแวดระวัง หางตาของเว่ยหยวนกระตุกยิกๆ แทบจะพุ่งตัวเข้าไปคว้าเศษเงินก้อนนั้นมาไว้ในมือตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็หยิบบัตรโดยสารออกมาแตะเครื่องจ่ายเงิน แล้วส่งยิ้มแหยๆ ให้คนขับที่กำลังทำหน้าบูดบึ้ง:
"ผมจ่ายให้เธอเองครับ"
จากนั้นก็ขยิบตาให้เทพธิดา แล้วเดินไปนั่งที่เบาะหลังของรถเมล์
คิดอยู่ครู่หนึ่ง เว่ยหยวนก็ให้เทพธิดานั่งติดหน้าต่าง ส่วนเขานั่งอยู่ข้างๆ กางมือออก มองดูเศษเงินที่หนักอึ้งในฝ่ามือ มุมปากก็กระตุกยิกๆ
ของจริงซะด้วย
หญิงสาวขมวดคิ้ว เอียงคอ มองดูเว่ยหยวน ริมฝีปากขยับเป็นคำพูดไร้เสียงว่า:
"ฉันทำอะไรผิดงั้นเหรอ?"
"นั่งรถเมล์ก็ต้องจ่ายเงินสิ ไม่น่าจะผิดนี่นา"
เว่ยหยวนก็ตอบกลับด้วยคำพูดไร้เสียงเช่นกัน: "ต้องจ่ายเงินครับ แต่ของแบบนี้มันเอามาจ่ายค่าโดยสารรถเมล์ไม่ได้หรอกนะ"
"ทำไมล่ะ?"
รถเมล์ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป ขับผ่านเขตเมืองเก่าที่มีเนินเขาเตี้ยๆ และต้นดอกท้อที่กำลังบานสะพรั่ง กลีบดอกสีชมพูอ่อนร่วงหล่นลงมาตามสายลม แสงแดดสาดส่องลงบนแก้มของเทพธิดา เธอมองดูเว่ยหยวนด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดูเหมือนจะไม่เข้าใจจริงๆ จึงเน้นย้ำว่า:
"เงิน ก็คือเงิน ไม่ใช่หรือไง?!"
เว่ยหยวน: "…………"