- หน้าแรก
- ภัณฑารักษ์สยบวิญญาณ ตำนานพยัคฆ์สยบมาร
- ตอนที่ 61 เบิกจิตขานเทพ
ตอนที่ 61 เบิกจิตขานเทพ
ตอนที่ 61 เบิกจิตขานเทพ
ตอนที่ 61 เบิกจิตขานเทพ
เว่ยหยวนถูกฝูงผีเบียดเสียดให้เดินไปข้างหน้า สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เมื่อเข้าไปใกล้ถึงเห็นชัดว่า คนที่ถูกมัดมานั้นคือคนที่เขาคุ้นเคย... เขาคือเจ้าของโฮมสเตย์นั่นเอง
ผีร้ายสองตนที่เปลือยท่อนบนโยนร่างเถ้าแก่ลงบนแท่นหินอย่างแรง
"วันนี้เดิมทีจะไม่มีของใหม่ แต่เจ้านี่มันดันทำตัวเป็นไส้ศึก แอบไปคุยกับคนเป็น แถมยังแอบเก็บผ้าสีแดงเอาไว้ หึ วันนี้เราต้องกินมันทั้งเป็นซะให้เข็ด แล้วค่อยไปตามหาไอ้คนที่ฆ่าอีมู่อู่ ถ้าใครเห็นหน้าแปลกๆ ให้รีบมารายงาน เดี๋ยวจะแบ่งหัวใจกับตับชั้นเลิศให้เป็นรางวัล"
ปีศาจที่เป็นคนพาตัวมาตะโกนเสียงดัง ฝูงผีต่างพากันส่งเสียงสาปแช่งด้วยความแค้น แต่สายตากลับจ้องมองเถ้าแก่เขม็งจนตาแทบจะเป็นสีเขียวพลางกลืนน้ำลายไม่หยุด พอได้ยินประโยคหลัง ผีพวกนั้นก็หันไปมองเว่ยหยวนที่เป็นหน้าแปลกเพียงคนเดียวในที่นั้นตามสัญชาตญาณ
เว่ยหยวนสีหน้าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย
แต่ในใจเขารู้แล้วว่าทำไมเถ้าแก่ถึงโดนจับมา
มีความเป็นไปได้สูงว่าตอนที่เขาถามเรื่องร่มแดงเมื่อเช้าจะมีใครแอบเห็นเข้า เถ้าแก่เลยพลอยซวยไปด้วย
เจ้าของโฮมสเตย์ที่เคยมอบร่มแดงให้เว่ยหยวน เดิมทีเขามีสีหน้าตายด้าน แต่พอเห็นการเคลื่อนไหวของฝูงผี เขาก็เห็นเว่ยหยวนที่แฝงตัวอยู่ในนั้น เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง ดวงตาเบิกกว้างและเริ่มดิ้นรนสุดชีวิต
จากนั้นเขาก็เหมือนคนสติแตกที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย เขาเปลี่ยนจากท่าทางทื่อๆ มาเป็นตะโกนด่าทออย่างบ้าคลั่ง
"มาสิ เข้ามาเลย!"
"พวกผีชั้นต่ำโสโครกทั้งหลาย!!"
"เพราะพวกแกแท้ๆ ที่ทำให้ฉันต้องอยู่ในสภาพกึ่งเป็นกึ่งตายแบบนี้ ฉันอยากให้พวกแกฉิบหายไปให้หมดตั้งนานแล้ว จะกินฉันเหรอ ฮ่าๆ กินเลย กินเข้าไปตามใจชอบเลย ต่อให้ฉันตาย ฉันก็จะสาปแช่งพวกแก ขอให้พวกแกแตกสลายไปให้หมด อย่าได้ไปผุดไปเกิดอีกเลย!!!"
เขาถ่มน้ำลายพรวดออกมา น้ำลายกระเด็นไปทางที่เว่ยหยวนยืนอยู่พอดี
สีหน้าของเขาดูคลุ้มคลั่งราวกับโกรธแค้นผีตนนี้สุดขีด
พวกปีศาจผีที่ตอนแรกจ้องมองเว่ยหยวนด้วยความสงสัยจึงละสายตาไป พวกมันเลิกสงสัยและคิดว่าสิ่งที่ตัวเองคิดเมื่อกี้มันช่างน่าขำ ดูท่าผีหน้าใหม่ตนนี้จะไม่ใช่แค่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเถ้าแก่เท่านั้น แต่น่าจะเป็นศัตรูกันด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นเจ้าของโฮมสเตย์ดิ้นรน ฝูงผีก็ตามเข้าไปรุมกดตัวเขาไว้ทันที
ชายร่างผอมแห้งถูกผีสองตนกดทับไว้ เขาหอบหายใจอย่างหนัก ร่างกายพยายามดิ้นรนตามสัญชาตญาณแต่ก็ดิ้นไม่หลุด สายตาที่ตายด้านของเขาละไปจากตัวเว่ยหยวน เว่ยหยวนรู้ความหมายของสายตานั้น... เขาต้องการให้เว่ยหยวนรีบหนีไปซะ เว่ยหยวนหรี่ตาลงเล็กน้อย
ฝูงผีค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้
เว่ยหยวนกวาดสายตามองฝูงผีรอบๆ เขาแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะยกมือขึ้นชักกระบี่อย่างฉับไวและเด็ดขาด
เสียงกระบี่คำรามกึกก้องดัง ชิ้ง!
รังสีแห่งกระบี่อันเย็นยะเยือกพวยพุ่งราวกับสายฟ้า ตวัดฟันขวางอย่างรุนแรง
ฝูงผีมัวแต่จดจ่ออยู่กับอาหาร มีหรือจะป้องกันกระบี่ที่เหี้ยมเกรียมเล่มนี้ได้ทัน กว่าจะรู้ตัว เสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดก็ดังก้องไปทั่ว
เพียงพริบตาเดียว ใครบางคนก็ใช้ไหล่พุ่งชนฝ่าวงล้อมเข้าไปท่ามกลางฝูงผี ฝูงผีที่บาดเจ็บจากกระบี่เมื่อครู่ต่างพากันตกใจจนลนลาน ถูกแรงชนจนต้องถอยร่นไปคนละทิศคนละทาง ทันใดนั้นร่างนั้นก็กระโจนขึ้นกลางอากาศ แสงกระบี่เย็นยะเยือกราวกับหิมะโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ทิ้งรอยแผลเหวอะหวะไว้บนร่างของฝูงผีเบื้องหน้า
จากนั้นรังสีแห่งกระบี่ที่เย็นเยียบราวกับหิมะก็แตกกระจายออก กลายเป็นแสงกระบี่ที่พุ่งแหวกอากาศอย่างรวดเร็วและดุดัน
ฝูงผีต่างพากันมึนงง ราวกับได้ยินเสียงลมพัดผ่านผิวน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ด้วยความเร็วสูง
ผีร้ายสองตนที่กดทับร่างเจ้าของโฮมสเตย์ไว้ หัวหลุดออกจากบ่าในพริบตา
แปะ
เว่ยหยวนเหยียบลงบนแท่นหิน ย่อตัวลงเล็กน้อย งอเข่าเพื่อสลายแรงกระแทก ฝ่ามือซ้ายยันแท่นหินไว้เพื่อหยุดการเคลื่อนไหว กระบี่ในมือขวาสั่นสะเทือนส่งเสียงหึ่งๆ ต่ำๆ เนื่องจากการเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง
หัวผีที่น่าเกลียดน่ากลัวสองหัวร่วงหล่นลงสองข้างทาง
ผีหน้าซีดเผือดถึงกับอึ้งกิมกี่กับภาพที่เห็นตรงหน้า เพียงชั่วพริบตาเดียวฝูงผีก็ถูกตีแตกกระจายราวกับคลื่นที่ถูกแหวกออก มันสูดจมูกดมกลิ่น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที: "คนเป็นนี่นา?!"
สิ้นเสียงตะโกน คมกระบี่ก็แทงทะลุหัวใจของมันในทันที พริบตาเดียวร่างวิญญาณก็แตกสลายเพราะพลังของยันต์ แสงกระบี่วาววับ ฝีเท้าขยับเขยื้อน เพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก เว่ยหยวนก็มายืนอยู่ตรงหน้าเจ้าของโฮมสเตย์แล้ว เขาตวัดกระบี่หักฟันเชือกที่มัดเขาอยู่จนขาดสะบั้น
"คุณ..."
เจ้าของโฮมสเตย์เบิกตากว้างมองเว่ยหยวน เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจยาวๆ
เว่ยหยวนถือกระบี่จ้องมองฝูงผีที่น่าเกลียดน่ากลัวเหล่านั้นด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
ใครมีบุญคุณต้องทดแทน ใครมีความแค้นต้องชำระ
ก็แค่นั้นเอง
……………………
การลอบโจมตีที่รุนแรงจากด้านหลังของเว่ยหยวน ทำให้ฝูงผีตั้งตัวไม่ทันเลยสักนิด
กว่าพวกมันจะคิดปิดล้อมเข้ามา เว่ยหยวนก็คว้าตัวเจ้าของโฮมสเตย์ร่างผอมแห้งขึ้นมาแบกไว้บนหลังเรียบร้อยแล้ว กระบี่ฮั่นแปดเหลี่ยมในมือขวาเปล่งประกายแสงเย็นยะเยือก ตวัดฟันแสงสีเงินออกไป อาวุธในมือของฝูงผีที่พุ่งเข้ามาล้วนถูกกระบี่ยาวสกัดและปัดป้องออกไปได้หมด
ต่อให้คนจะเก่งแค่ไหน ถ้าโดนผีรุมล้อมขนาดนี้ก็คงไม่รอด
ภาพเหตุการณ์ตอนที่โดนทาสวาดหนังรุมล้อมในภาพลวงตายังคงติดตาเว่ยหยวนอยู่เลย
เขามีท่าร่างที่รวดเร็วพอ ประกอบกับร้านอาหารนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก เขาแทบจะพุ่งฝ่าออกไปได้สำเร็จแล้ว
แต่ในจังหวะที่เท้าก้าวพ้นประตูไปแล้ว เว่ยหยวนกลับรู้สึกถึงแรงฉุดกระชากอย่างรุนแรงจนเกือบจะล้มหน้าคะมำ พอกันกลับไปมอง ก็เห็นว่าเป็นผีผูกคอตายตนนั้น ลิ้นยาวๆ ของมันราวกับเชือกที่พันรอบข้อเท้าของเว่ยหยวนไว้แน่น ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความโหดเหี้ยม
ฝูงผีดีใจสุดขีด เตรียมจะพุ่งเข้ามารุมทึ้งทันที
เว่ยหยวนสีหน้าไม่เปลี่ยน มือซ้ายชักปืนออกมา ปืนที่ดัดแปลงมาเพื่อผู้บำเพ็ญเพียรโดยเฉพาะส่งเสียงคำรามดั่งสายฟ้าฟาด กระสุนนัดแรกยิงถล่มจนลิ้นของผีผูกคอตายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ กระสุนนัดที่สองเล็งตรงไปที่หว่างคิ้วของมัน ผีผูกคอตายตัวสั่นระริก ลิ้นหลุดออกทันที เว่ยหยวนจึงรีบวิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
ฝูงผีรีบวิ่งตามมาติดๆ เมื่อก้าวพ้นร้านอาหาร เว่ยหยวนก็หันกลับมายิงอีกนัด
กระสุนเจาะเกราะพุ่งทะลุป้ายชื่อร้านอาหารจนแตกสลาย เสียงดังโพล๊ะ ป้ายไม้ที่ดูมีอายุเก่าแก่หักครึ่งร่วงลงสู่พื้นทันที กระสุนนัดที่สองยิงทะลุโคมไฟที่เปล่งแสงสีเขียวอมฟ้าจนลูกไฟระเบิดออกมา เตรียมจะแผดเผาป้ายร้าน ฝูงผีตกใจจนขนลุกชัน รีบพากันพุ่งเข้าไปดับไฟกันจลาจล
ต่อให้โดนไฟผีลวกจนต้องแสยะยิ้มด้วยความเจ็บปวด พวกมันก็ไม่กล้าปล่อยให้ไฟเผาป้ายร้านทิ้งจริงๆ หลังจากวุ่นวายกันอยู่พักใหญ่ พอกันกลับมามองอีกที ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเว่ยหยวนแล้ว แต่ละตัวต่างขบเคี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้น แต่พอมองดูเพื่อนผีที่ล้มตายเกลื่อนร้าน ในใจก็เริ่มเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาลึกๆ
จะมีก็แต่ผีผูกคอตายที่เกือบโดนยิงลิ้นขาดเท่านั้นที่ยังคงโกรธแค้น พอมันเห็นเว่ยหยวนหนีไปได้ ก็ยังคงสบถด่าไม่หยุด
"ไอ้คนเป็นตัวแสบ หนีเร็วจริงนะ!"
"ถ้าฉันจับแกได้เมื่อไหร่ ฉันจะถลกหนังเลาะกระดูก ควักเอาตับไตไส้พุงออกมาให้หมดเลย!"
……………………
เว่ยหยวนดึงเอาพลังปีศาจของนกขนสวยมาใช้ ฝีเท้าของเขาราวกับเหยียบย่างไปบนพายุ วิ่งหนีออกมาด้วยความเร็วสูงยิ่งนัก
ดูเหมือนพวกผีพวกนั้นจะกลัวร้านอาหารเสียหายมาก เลยมัวแต่พะวงจนถูกสลัดหลุดได้ง่ายๆ เมื่อมาถึงจุดที่ค่อนข้างปลอดภัย เว่ยหยวนก็วางเจ้าของโฮมสเตย์ลง มองดูทิวทัศน์ที่มืดมัวและอ้างว้างรอบๆ แล้วยิ้มทักว่า:
"ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอกันอีกในสภาพแบบนี้"
ชายร่างผอมแห้งส่ายหน้าแล้วพูดด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ว่า: "คุณควรจะหนีไปนะ"
"อีกแค่สองวันก็จะถึงงานแต่งงานของเจ้าของอาณาเขตผีแห่งนี้แล้ว ถึงตอนนั้นต่อให้เป็นคุณก็หนีไปไม่ได้หรอก ถ้ามันแต่งงานกับเทพธิดาได้สำเร็จจริงๆ อาณาเขตผีแห่งนี้ก็จะไม่ใช่แค่ภาพลวงตาอีกต่อไป"
"ถ้าไม่ใช่ภาพลวงตา แล้วมันจะเป็นอะไรล่ะครับ?"
เถ้าแก่โฮมสเตย์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า: "…มันอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของยมโลกจริงๆ ก็ได้"
"ยมโลก?"+
เว่ยหยวนมองไปที่ชายขอบของอาณาเขตผี จากจุดนี้ดูเหมือนจะยังพอเดินออกไปได้อยู่ แต่ถ้าออกไปแล้วก็อย่าหวังว่าจะกลับเข้ามาได้อีก ในหมู่บ้านอาณาเขตผีแห่งนี้ อย่างน้อยๆ ยังมีนักท่องเที่ยวธรรมดาติดอยู่ถึงยี่สิบสามสิบคน จะให้เขาทิ้งคนพวกนี้แล้วหนีไปดื้อๆ เขารู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ใช่พ่อพระที่ยอมเสียสละเพื่อคนอื่นขนาดนั้น แต่การจะนิ่งดูดายเขาก็ทำไม่ได้เช่นกัน
อย่างน้อยเขาก็ควรจะพยายามอย่างสุดความสามารถก่อน หากสุดท้ายสู้ไม่ได้จนต้องล่าถอย เขาก็จะได้รับรู้ว่าทำเต็มที่แล้วและไม่รู้สึกผิดในใจ
ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อเรื่องนี้ถูกบันทึกไว้ในบันทึกคดีของซือลี่เสี้ยวเว่ยแล้ว นั่นก็หมายความว่าเป็นศัตรูคู่แค้นกันมาแต่ชาติปางก่อน
หากไม่จัดการตอนนี้ วันหน้ามันก็จะตามมารังควานเขาอยู่ดี
เว่ยหยวนส่ายหน้าแล้วพูดว่า: "งั้นผมยังไม่ไปหรอกครับ"
แต่การที่บอกว่าไม่ไปนั้น ปัญหาคือตอนนี้ควรจะทำอย่างไรดี หันหลังกลับไปก็มีฝูงผีในร้านอาหารที่กำลังโกรธจัดรออยู่ ข้างหน้าก็มีภูตผีปีศาจอยู่เต็มอาณาเขตผี แถมยังมีราชาผีกับนักพรตสายมืดที่ซ่อนตัวอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เว่ยหยวนเองก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันช่างยุ่งยากจริงๆ
เขานั่งทบทวนดู ลำพังตัวคนเดียวคงทำอะไรไม่ได้มาก ถ้าจะหาคนช่วยในตอนนี้ อย่างแรกก็หวังว่าเสิ่นจี้เฟิงจะติดต่อหน่วยปฏิบัติการพิเศษได้ เผื่อทางนั้นจะมีวิธีอะไรบ้าง และอย่างที่สอง ก็น่าจะเป็นเทพธิดาที่กำลังจะโดนบังคับแต่งงานคนนั้นแหละ
เว่ยหยวนพึมพำกับตัวเองเบาๆ: "เทพธิดาเนี่ย น่าจะเป็นพวกวิญญาณบริสุทธิ์แห่งฟ้าดินสินะ?"
เจ้าของโฮมสเตย์ทำหน้างง: "ว่าอะไรนะ?"
เว่ยหยวนยิ้มแล้วตอบว่า: "ไม่มีอะไรครับ"
ข้างหูมีเสียงพยัคฆ์คำรามต่ำๆ ในจิตวิญญาณตัวอักษรค่อยๆ ไหลผ่านไป ผลงานความดีความชอบจากการสังหารอีมู่อู่และการฝ่าวงล้อมฝูงผีออกมาเมื่อกี้ค่อยๆ ปรากฏขึ้น แต่มันยังขาดไปอีกนิดหน่อย เว่ยหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงหันไปยิ้มให้เจ้าของโฮมสเตย์ว่า: "คุณพักผ่อนอยู่ที่นี่สักครู่นะครับ พอดีผมยังมีเรื่องนึงที่ยังไม่ได้ทำ เดี๋ยวมาครับ"
……………………
ที่หน้าร้านอาหารห่างออกไปสามสิบก้าว ผีผูกคอตายยืนด่าอยู่นานถึงได้รู้สึกสะใจขึ้นมาบ้าง
ไม่ใช่แค่เพื่อระบายความแค้นในใจเท่านั้น แต่มันต้องการทำโชว์ให้ผีตัวอื่นดูด้วย ไม่อย่างนั้นการที่มันโดนยิงลิ้นเกือบขาดแล้วหนีหัวซุกหัวซุนออกมาแบบนั้น ถ้าไม่ทำอะไรเลยเดี๋ยวจะเสียหน้าเอาได้ มันยังด่าค้างอยู่ไม่ยอมหยุด สุดท้ายก็ทิ้งท้ายไว้อีกประโยคว่า: "ถ้าวันไหนกล้ามาให้เจออีกนะ ฉันจะถลกหนังแกออกมาให้ดู!"
"ไม่ต้องรอวันไหนหรอก"
เพิ่งจะด่าจบอย่างสะใจ ก็ได้ยินประโยคนี้ดังขึ้น ผีผูกคอตายใจหายวับ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายหนุ่มชุดดำถือกระบี่ยืนอยู่ตรงหน้า หนังหัวมันชาหนึบไปหมด กำลังจะอ้าปากตะโกนเรียกเพื่อน ชายหนุ่มคนนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า 'ตอนนี้แหละดีที่สุด' ก่อนจะตวัดกระบี่ฟันออกไป พายุลมแรงพัดกระหน่ำ ผีร้ายเห็นเพียงแสงกระบี่วูบเดียวเต็มตา ก่อนจะเข้าสู่การหลับใหลไปตลอดกาล
เว่ยหยวนเก็บกระบี่ แล้วออกวิ่งมุ่งหน้าไปตามทางเดิมทันที
ผลงานความดีความชอบทั้งหมดถูกใช้ไปจนเกลี้ยง เพื่อแลกกับอิทธิฤทธิ์ใหม่วิชาหนึ่ง
【เบิกจิตขานเทพ】
เทพเจ้า จิตวิญญาณแห่งฟ้าดินที่บริสุทธิ์
อิทธิฤทธิ์วิชานี้ชื่อฟังดูยิ่งใหญ่มาก แต่อานุภาพจริงๆ อาจจะไม่สมชื่อเท่าไหร่
มันสามารถตามหาจิตวิญญาณที่ถูกเรียกว่าเทพเจ้าได้ แต่ก็แค่นั้นแหละ ส่วนจะสามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายได้อย่างเท่าเทียมหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวซือลี่เสี้ยวเว่ยเอง ถ้าพลังไม่พอกับอีกฝ่ายที่อารมณ์ร้อนเข้าล่ะก็ มีหวังได้ฟัดกันนัวเนียแน่นอน ดังนั้นชื่ออิทธิฤทธิ์นี้จึงเหมือนเป็นแค่ "ใบเบิกทาง" หรือ "นามบัตร" มากกว่า
ยันต์แผ่นนี้ปรากฏขึ้นที่มือซ้ายของเว่ยหยวน
เขาใช้นิ้วเคาะลงบนความว่างเปล่าเบาๆ
รอยกระเพื่อมจางๆ ปรากฏขึ้น จากนั้นก็ขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว——
"เว่ย ซือลี่เสี้ยวเว่ย ขอพบเทพธิดา"