เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21 - ภาพจิตรกรรมสำริดฝาผนัง สิบสี่จักรพรรดิเซียน!

บทที่ 21 - ภาพจิตรกรรมสำริดฝาผนัง สิบสี่จักรพรรดิเซียน!

บทที่ 21 - ภาพจิตรกรรมสำริดฝาผนัง สิบสี่จักรพรรดิเซียน!


บทที่ 21 - ภาพจิตรกรรมสำริดฝาผนัง สิบสี่จักรพรรดิเซียน!

"ไปกันเถอะ" หยางซิวส่งสายตาให้ซูหยา เขาชักกระบี่พยัคฆ์คำรามขึ้นมาแล้วหยัดกายลุกขึ้น เดินนำหน้านางมุ่งตรงเข้าไปในอุโมงค์ตามแสงสว่างนั้นไป

"เดี๋ยวก่อน! ทำไมข้าต้องฟังเจ้าด้วย!" นางกระทืบเท้าเร่าๆ "ข้ายังไม่ได้ตกลงเลยนะ!"

เมื่อเห็นแผ่นหลังของหยางซิวค่อยๆ กลืนหายเข้าไปในอุโมงค์ ซูหยาก็แค่นเสียงฮึดฮัดอย่างขัดใจ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเดินตามเขาไปอยู่ดี

ภายในอุโมงค์นั้นมืดสลัว โชคดีที่ยังมีแสงสว่างจางๆ ส่องลอดลงมาจากรอยแยกเบื้องบน จึงไม่ถึงกับมืดมิดจนมองไม่เห็นนิ้วมือตัวเอง ซูหยาเดินตามหลังหยางซิวไปด้วยความประหม่า

ทั้งสองคนเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ จู่ๆ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งฉุนกึกก็ลอยมาเตะจมูก

"ว้าย!" ทันใดนั้นซูหยาก็คล้ายกับมองเห็นอะไรบางอย่าง นางกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว ยกมือชี้ไปเบื้องหน้าพลางละล่ำละลัก "เจ้า เจ้าดูนั่นสิ!"

เมื่ออาศัยแสงสว่างอันเลือนราง ก็สามารถมองเห็นศพหลายร่างนอนระเกะระกะอยู่บนพื้นอุโมงค์ไม่ไกลออกไป สภาพศพเหล่านั้นล้วนน่าสยดสยองจนแทบดูไม่ได้ แทบจะไม่มีร่างใดอยู่ในสภาพสมบูรณ์เลย พวกเขาถูกบางสิ่งบางอย่างฉีกกระชากจนแหลกเหลว เศษเนื้อและเครื่องในสาดกระจายเกลื่อนกลาดไปทั่วบริเวณราวกับขุมนรกบนดิน

"แหวะ!" แม้ซูหยาจะมีจิตใจที่เข้มแข็งเพียงใด แต่ในฐานะองค์หญิงนางเคยพบเห็นภาพอันน่าสะอิดสะเอียนเช่นนี้เสียที่ไหน นางพยายามกลั้นความรู้สึกพะอืดพะอมอย่างสุดความสามารถ ทว่าสุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะโก่งคออาเจียนออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อทั้งสองเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็สามารถแยกแยะจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ว่า ศพเหล่านี้ล้วนเป็นศิษย์สำนักมังกรฟ้าที่เดินทางมาพร้อมกับซูหยานั่นเอง!

"เป็นศิษย์สำนักมังกรฟ้าทั้งหมดเลย" สายตาของหยางซิวหดเกร็งวูบ กระบี่พยัคฆ์คำรามในมือเริ่มเปล่งปราณกระบี่ออกมาจางๆ

"ศิษย์สำนักมังกรฟ้ากลุ่มนี้คงจะเหมือนกับพวกเรา คือถูกมิติในอุโมงค์สุ่มส่งตัวมาโผล่แถวนี้"

"พวกเราต้องระวังตัวกันหน่อยแล้ว ดูจากรอยเลือดแล้วน่าจะเพิ่งตายได้ไม่นาน" หยางซิวปรายตามองกองเลือดที่เพิ่งจะจับตัวเป็นลิ่ม คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขายังพอจำใบหน้าของศิษย์สำนักมังกรฟ้ากลุ่มนี้ได้ แต่ละคนล้วนมีพลังระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นที่สามขึ้นไป ตามหลักแล้วการที่ยอดฝีมือหลายคนเดินทางร่วมกัน ขอเพียงแค่ระมัดระวังตัวและไม่ไปปะทะกับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งจนเกินไป ย่อมไม่มีทางถูกฆ่าล้างบางได้ง่ายๆ เช่นนี้

ทันใดนั้นศพหนึ่งก็เกิดความผิดปกติขึ้น คล้ายกับมีตัวอะไรบางอย่างกำลังดิ้นขยุกขยิกอยู่เบื้องล่าง ส่งผลให้ซากศพนั้นขยับเขยื้อนไปมาไม่หยุด

สีหน้าของทั้งสองคนเปลี่ยนไปในทันที ต่างพากันจ้องมองไปที่ศพนั้นด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง

ศพนั้นยังคงขยับเขยื้อนอย่างต่อเนื่อง จู่ๆ เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากใต้ซากศพด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มันมุ่งตรงดิ่งเข้าไปหาซูหยา!

ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ทำเอาซูหยาตกใจจนกรีดร้องลั่น ร่างกายแข็งทื่อก้าวขาไม่ออก!

"ตัวอะไรวะ ไสหัวไป!" หยางซิวสืบเท้าไปข้างหน้า ในเสี้ยววินาทีที่เงาดำนั้นกำลังจะตะครุบถึงตัวซูหยา เขาก็ตวัดกระบี่ฟันลงไปเต็มแรง เสียงดังกังวานใสประดุจเหล็กกระทบกันดังขึ้น สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ว่ากระบี่ในมือราวกับฟาดฟันลงบนเหล็กไหลนิล เขาส่งเสียงฮึดฮัดอย่างเย็นชา เพิ่มพละกำลังที่แขนข้างนั้น ปราณกระบี่จากกระบี่พยัคฆ์คำรามพุ่งทะยานฟาดฟันเงาดำนั้นขาดเป็นสองท่อนในทันที!

"มดมารปฐพียงั้นหรือ!" เมื่อซากของเงาดำร่วงหล่นลงพื้น ม่านตาของหยางซิวก็หดเกร็ง ที่แท้มันคือมดมารปฐพีตัวหนึ่ง!

มดมารปฐพีคือสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ใต้ดิน พวกมันกินซากศพเน่าเปื่อยเป็นอาหาร พลังรบของแต่ละตัวนั้นไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก และเนื่องจากพวกมันมักจะซุกซ่อนตัวอยู่แต่ใต้ดิน จึงนับว่าเป็นสัตว์อสูรที่พบเห็นได้ยากยิ่ง

ทว่าสิ่งที่ทำให้หยางซิวต้องตื่นตะลึงก็คือ มดมารปฐพีตัวที่เขาเพิ่งจะสังหารไปเมื่อครู่นี้ กลับเป็นถึงสัตว์อสูรระดับสองที่มีพลังเทียบเคียงจอมยุทธ์เผ่ามนุษย์ระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นที่หนึ่ง!

โดยทั่วไปแล้วขีดจำกัดความแข็งแกร่งของมดมารปฐพีจะอยู่แค่ระดับวังชะตาขั้นที่สามเท่านั้น! ยิ่งไปกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นความเร็วหรือพลังป้องกัน มดมารปฐพีตัวนี้ก็ยังเหนือล้ำกว่ามดมารปฐพีทั่วไปหลายเท่าตัวนัก

"แกรก แกรก แกรก!" ในขณะที่หยางซิวกำลังตกตะลึง เสียงเสียดสีก็ดังขึ้นมาจากพื้นดิน มดมารปฐพีค่อยๆ มุดตัวโผล่ขึ้นมาทีละตัวพร้อมกับส่งเสียงร้องคล้ายโลหะถูกกัดกร่อน เพียงชั่วพริบตามันก็แห่กันมานับสิบตัว ทันทีที่พวกมันเห็นหยางซิวและซูหยา พวกมันก็พุ่งเข้าจู่โจมอย่างบ้าคลั่งราวกับเสียสติ!

"ซี๊ด!" ซูหยาอุทานด้วยความหวาดผวา "มีแต่มดมารปฐพีทั้งนั้นเลย แถมทุกตัวยังอยู่ระดับสองอีกต่างหาก!" แววตาของนางสั่นไหวอย่างรุนแรง ศิษย์สำนักมังกรฟ้าที่นอนตายเกลื่อนอยู่ตรงหน้า ย่อมต้องถูกฝูงมดมารปฐพีพวกนี้รุมทึ้งจนตายอย่างแน่นอน!

พื้นที่ในอุโมงค์นี้ก็คับแคบอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อต้องเผชิญกับฝูงมดมารปฐพีนับสิบตัวพุ่งเข้าจู่โจมพร้อมกัน หากเป็นคนทั่วไปคงตกใจจนสติหลุดไปนานแล้ว

"ไอ้พวกสัตว์เดรัจฉาน ไปตายซะ!" หยางซิวส่งเสียงฮึดฮัดอย่างดุดัน เขาก้าวเท้ายาวๆ ไปข้างหน้า สองมือชูกระบี่พยัคฆ์คำรามขึ้นสูง รีดเร้นพลังทั้งหมดที่มีถ่ายเทลงไปในตัวกระบี่ ปราณกระบี่ที่พุ่งทะยานเสียดฟ้าปะทุออกจากคมกระบี่ ก่อให้เกิดพายุหมุนอันหนาวเหน็บพัดกระหน่ำ!

"เพลงกระบี่พยัคฆ์คำราม กระบี่เดียวสั่นสะเทือนพงไพร!" กระบี่พยัคฆ์คำรามถูกฟาดฟันลงมาอย่างบ้าคลั่ง ปราณกระบี่สายหนึ่งระเบิดออกกะทันหัน มันแปรเปลี่ยนเป็นเงาพยัคฆ์ร้ายฉีกกระชากห้วงอากาศ พุ่งทะยานแหวกว่ายออกไป! ตูม! ปราณกระบี่ม้วนตัวพัดกวาด ฟาดฟันเข้าใส่ฝูงมดมารปฐพีอย่างจัง มดมารปฐพีนับสิบตัวที่อยู่แนวหน้าถูกปราณกระบี่ฉีกร่างจนแหลกละเอียดในทันที ส่วนพวกที่อยู่ด้านหลังก็ถูกปราณกระบี่ซัดจนลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศ แม้ว่ามดมารปฐพีกระลอกแรกจะใช้ชีวิตเป็นเกราะกำบังปราณกระบี่ส่วนใหญ่เอาไว้ได้ แต่ก็ยังมีมดมารปฐพีอีกจำนวนไม่น้อยที่ถูกฟันจนแขนขาขาดกระเด็น พวกมันส่งเสียงร้องแกรกๆ อย่างเกรี้ยวกราด ทันทีที่ร่วงหล่นลงพื้นก็พยายามตะเกียกตะกายพุ่งเข้าหาหยางซิวอย่างไม่คิดชีวิต

"หึ!" "หลิวกวง!" หยางซิวตวัดกระบี่พยัคฆ์คำรามในมือขึ้น อสนีบาตสีเขียวหลายสายบนร่างระเบิดออก เขากระชับกระบี่พุ่งทะยานออกไปประดุจสายฟ้าสีเขียวฟาดผ่าเข้าไปกลางฝูงมดมารปฐพี ทันทีที่ปราณกระบี่สั่นสะเทือน มดมารปฐพีตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ถูกฟันจนร่างแหลกเป็นสี่ส่วนในพริบตา!

สัตว์อสูรประเภทมดมักจะมีความเร็วเหนือกว่าสัตว์อสูรทั่วไปอยู่แล้ว ซ้ำยังมีพละกำลังมหาศาลอย่างเหลือเชื่อ และความเร็วของมดมารปฐพีฝูงนี้ก็ยิ่งรวดเร็วจนน่าขนลุก แม้พวกมันจะอยู่เพียงระดับสอง ทว่าความเร็วนั้นแม้แต่สัตว์อสูรระดับสามยังต้องชิดซ้าย

โชคดีที่หยางซิวมีวิชาตัวเบา หลิวกวง คอยเกื้อหนุน เขาจึงสามารถเคลื่อนไหวหลบหลีกไปมาท่ามกลางฝูงมดมารปฐพีได้อย่างพลิ้วไหว ทุกครั้งที่เขาลงดาบจะต้องมีมดมารปฐพีตายตกไปหนึ่งตัวเสมอ

"ข้าจะช่วยเจ้าเอง!" เมื่อเห็นดังนั้นซูหยาที่อยู่ไม่ไกลก็ตวาดเสียงกร้าว แหวนมิติในมือส่องประกายวาบ กระบี่วิญญาณสีเขียวความยาวสามฉื่อก็ปรากฏขึ้นในมือ "เคล็ดวิชากระบี่วายุขีดสุด สามพันปราณกระบี่!" วินาทีนี้บนร่างของซูหยาปะทุกลิ่นอายอันน่าเกรงขาม ปราณกระบี่นับไม่ถ้วนแผ่ซ่านออกมาก่อให้เกิดพายุหมุนพัดกระหน่ำไปทั่วบริเวณ นางสืบเท้าก้าวไปข้างหน้า ร่างบอบบางพุ่งทะยานออกไปประดุจสายลมกรดด้วยความเร็วสูง ทะลวงเข้าไปในฝูงมดมารปฐพีและฟาดฟันกระบี่ลงมาในทันที! ตูม! ปราณกระบี่ก่อตัวเป็นพายุทอร์นาโดโดยมีนางเป็นศูนย์กลาง มดมารปฐพีนับสิบตัวถูกดูดกลืนเข้าไปและถูกบดขยี้จนแหลกเป็นผุยผง

"แม่หนูนี่ก็มีฝีมือไม่เบาแฮะ" หลังจากฟันมดมารปฐพีขาดกระจุยไปอีกตัว หยางซิวก็หันไปมองซูหยา แววตาของเขาฉายประกายความประหลาดใจขึ้นมาวูบหนึ่ง

สมแล้วที่เป็นถึงศิษย์สำนักมังกรฟ้าและองค์หญิงแห่งราชวงศ์ พลังของซูหยาก้าวล้ำไปถึงระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นที่เก้าแล้ว! ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ ต่อให้ไปอยู่ในสำนักมังกรฟ้าก็นับว่าเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าได้อย่างภาคภูมิ

เมื่อมีซูหยาเข้ามาร่วมวงด้วย แรงกดดันของหยางซิวก็ลดลงไปมาก แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาสองคนต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน ทว่ากลับสามารถประสานงานกันได้อย่างรู้ใจ ฝูงมดมารปฐพีนับสิบตัวถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นในเวลาอันรวดเร็ว

"ฟู่!" ซูหยาพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด ใบหน้างดงามดูซีดเซียวลงเล็กน้อย นางกลืนโอสถฟื้นฟูพลังลงไปหนึ่งเม็ดแล้วทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้น เมื่อทอดสายตามองหยางซิว นางก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าเหน็ดเหนื่อยหรือสูญเสียพลังงานไปมากเลยแม้แต่น้อย เขากลับเดินตรงไปที่กำแพงอุโมงค์อย่างสบายอารมณ์ "นี่เขาไม่สูญเสียพลังงานไปเลยงั้นหรือ" ซูหยาได้แต่ลอบเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง

อันที่จริงการใช้เคล็ดวิชากระบี่พยัคฆ์คำรามนั้นสูบพลังงานน้อยกว่าเคล็ดวิชากระบี่เทพสังหารมากนัก การต่อสู้ติดต่อกันเพียงเท่านี้ สำหรับหยางซิวที่มีเส้นชีพจรมารถึงยี่สิบสี่เส้นคอยหนุนนำแล้ว แทบจะไม่นับว่าเป็นการสูญเสียพลังงานเลยด้วยซ้ำ ต่อให้มีการสูญเสียพลังงานไปบ้าง เส้นชีพจรมารทั้งยี่สิบสี่เส้นในร่างกายก็สามารถฟื้นฟูกลับมาได้อย่างรวดเร็วโดยที่เขาไม่ต้องเสียเวลามานั่งเดินพลังฟื้นฟูเองเลย การต่อสู้ในครั้งนี้หยางซิวก็แค่เสียเหงื่อและเปลืองแรงไปนิดหน่อยเท่านั้นแหละ

"เจ้าดูอะไรอยู่งั้นหรือ" ครู่ใหญ่ผ่านไปเมื่อซูหยาฟื้นฟูพลังจนกลับมาเป็นปกติ นางก็หยัดกายลุกขึ้นและเดินเข้าไปหาหยางซิว นางพบว่าเขากำลังจ้องมองกำแพงอุโมงค์ตาไม่กะพริบ ราวกับถูกอะไรบางอย่างดึงดูดความสนใจไปจนหมดสิ้น

"นี่มัน!" เมื่อซูหยาหันไปมองกำแพงด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง บนกำแพงเบื้องหน้าปรากฏภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดมหึมาที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีเหลืองหม่นจางๆ

กำแพงบริเวณรอบๆ ภาพจิตรกรรมฝาผนังล้วนมีรอยปริแตกและหลุดร่อนไปตามกาลเวลาที่ล่วงเลยมาเนิ่นนาน ทว่าตัวภาพจิตรกรรมฝาผนังกลับยังคงเห็นลวดลายชัดเจนแจ่มแจ้ง ราวกับไม่เคยถูกกาลเวลาทำลายล้าง สีเหลืองหม่นจางๆ นี้ น่าจะเป็นสีที่สกัดมาจากสำริดอย่างแน่นอน เพียงแต่เมื่อครู่นี้ความสนใจของพวกเขาถูกซากศพและฝูงมดมารปฐพีดึงดูดไปจนหมด จึงไม่ได้สังเกตเห็นมันก็เท่านั้นเอง

ทันทีที่สายตาของทั้งสองปะทะเข้ากับภาพจิตรกรรมสำริดฝาผนัง พวกเขาก็ไม่อาจละสายตาไปได้อีกเลย

บนกำแพงอันกว้างใหญ่ไพศาลได้ถ่ายทอดเรื่องราวของฉากอันยิ่งใหญ่ตระการตา มันคือมหาสงครามครั้งประวัติศาสตร์ ท่ามกลางหมู่เมฆบนฟากฟ้าและท่ามกลางขุนเขาสลับซับซ้อน เงาร่างนับไม่ถ้วนที่ถืออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างพุ่งเข้าห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ประกายดาบและเงากระบี่ที่สาดแสงสะท้อนไปมา ราวกับกำลังดึงดูดวิญญาณของคนทั้งสองให้ดำดิ่งเข้าไปร่วมเป็นประจักษ์พยานในสมรภูมิรบแห่งนั้น

สิ่งที่ทำให้คนทั้งสองต้องเบิกตากว้างก็คือ หนึ่งในฝ่ายที่กำลังทำศึกอยู่นั้น กลับเป็นกองทัพเผ่าอสูรที่มีรูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดแตกต่างกันออกไป! เผ่าอสูรเหล่านี้ บ้างก็มีร่างกายเป็นมนุษย์ทว่ามีใบหน้าเป็นสัตว์ป่า บ้างก็ยังคงรูปลักษณ์เป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ละตัวล้วนแผ่ซ่านรังสีอำมหิตโกรธเกรี้ยว พุ่งทะยานเข้าห้ำหั่นกับกองทัพมนุษย์ที่ลอยอยู่เต็มฟ้าอย่างเอาเป็นเอาตาย

ทางฝั่งกองทัพมนุษย์นั้น แต่ละคนล้วนกวัดแกว่งอาวุธเทพศาสตราในมือ ปลดปล่อยกลิ่นอายอันห้าวหาญและทรงพลังประดุจสายรุ้งพาดผ่านฟากฟ้า

จังหวะนั้นเองสายตาของหยางซิวก็เลื่อนไปหยุดอยู่ที่บริเวณท้องฟ้าเบื้องบนของภาพจิตรกรรมฝาผนัง ในเสี้ยววินาทีที่สายตาปะทะเข้ากับภาพเหล่านั้น ร่างกายของเขาก็สะท้านเยือกขึ้นมาอย่างรุนแรง!

เพราะบนฟากฟ้าของภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้น ปรากฏเงาร่างอันยิ่งใหญ่ถึงสิบสี่สาย! เงาร่างทั้งสิบสี่นี้ แต่ละสายล้วนมีขนาดมหึมาสูงตระหง่านนับร้อยจ้าง สูงเทียมฟ้าแทบจะทัดเทียมกับภูเขาอสูรในภาพวาด แต่ละคนล้วนถือครองอาวุธเทพ รัศมีเทพเจิดจรัสเปล่งประกาย ประดุจดั่งทวยเทพจุติลงมาโปรดสัตว์!

"สิบสี่จักรพรรดิเซียน!" หยางซิวตกตะลึงสุดขีด ตอนแรกเขายังไม่ค่อยแน่ใจนัก ทว่าเมื่อได้เห็นหนึ่งในจักรพรรดิเซียนกำลังกวัดแกว่งกระบี่สังหาร แผ่ซ่านรังสีเทพสังหารอันดุดันออกมา เขาก็ฟันธงได้ทันที เงาร่างทั้งสิบสี่บนภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้ จะต้องเป็นสิบสี่จักรพรรดิเซียนอย่างแน่นอน!

และเรื่องราวทั้งหมดที่ถูกถ่ายทอดลงบนภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้ ก็คือเหตุการณ์ที่สิบสี่จักรพรรดิเซียนนำทัพยอดฝีมือเผ่ามนุษย์บุกทะลวงบดขยี้เขาหมื่นอสูรจนราบเป็นหน้ากลอง!

"สิบสี่จักรพรรดิเซียนงั้นหรือ" ซูหยาหน้าถอดสี นางจ้องมองภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วยแววตาเหม่อลอยราวกับคนเสียสติ

หยางซิวเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ "เจ้าก็รู้จักสิบสี่จักรพรรดิเซียนด้วยหรือ"

"หึ สิบสี่จักรพรรดิเซียนมีใครบ้างที่ไม่รู้จัก" ซูหยาค้อนขวับใส่เขา สิบสี่จักรพรรดิเซียนคือทวยเทพทั้งสิบสี่พระองค์ที่ได้รับการกล่าวขานและสรรเสริญไปทั่วทั้งทวีปแห่งนี้ ตำนานเล่าขานกันว่าพวกเขาสถิตอยู่เหนือสวรรค์ชั้นเก้าคอยปกปักรักษาเผ่ามนุษย์ ได้รับการเคารพกราบไหว้จากผู้คนนับแสนล้าน เป็นตัวตนอันสูงสุดและศักดิ์สิทธิ์ในสายตาของเผ่ามนุษย์ทุกคน

ภายในพระราชวังของราชวงศ์นางก็ยังมีรูปปั้นสิบสี่จักรพรรดิเซียนประดิษฐานอยู่เลย มีการจุดธูปบูชาสวดมนต์สรรเสริญอยู่ทุกวี่ทุกวัน!

"แล้วเจ้าล่ะรู้ได้อย่างไรว่าคนทั้งสิบสี่คนบนภาพวาดนั่น คือสิบสี่จักรพรรดิเซียนผู้ยิ่งใหญ่" ซูหยาเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้

"หึหึ สิบสี่จักรพรรดิเซียนผู้ยิ่งใหญ่อย่างนั้นหรือ ไร้สาระสิ้นดี! ก็แค่พวกตาแก่จอมปลอมหน้าไหว้หลังหลอกสิบสี่คนเท่านั้นแหละ" หยางซิวแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา สิบสี่จักรพรรดิเซียนน่ะหรือ ทำไมเขาจะไม่รู้จักล่ะ เขายังเคยจับ จักรพรรดิเซียนเทพสังหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในนั้นมาเป็นอาหารแล้วกลืนกินเข้าไปเลยนี่นา!

ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้ภายในหอคอยจองจำโลกที่อยู่ในร่างกายของเขา ก็ยังมีดวงวิญญาณของจักรพรรดิเซียนอีกเจ็ดพระองค์ถูกกักขังอยู่อีกด้วย!

"หยางซิว สิบสี่จักรพรรดิเซียนคือทวยเทพผู้ปกปักรักษาฟ้าดิน เจ้าห้ามพูดจาลบหลู่เด็ดขาดนะ!" ซูหยาเอ่ยปรามด้วยสีหน้าจริงจัง

แม้นางจะไม่รู้ว่าทำไมหยางซิวถึงได้ฟันธงอย่างมั่นใจนักว่าเงาร่างบนภาพจิตรกรรมฝาผนังคือสิบสี่จักรพรรดิเซียน แต่เมื่อดูจากท่าทางจริงจังของเขาแล้วก็ไม่น่าจะเป็นการพูดจาเลื่อนเปื้อน นางจึงหันไปเพ่งพินิจภาพวาดอย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วก็ต้องตกใจจนสะดุ้งเฮือก เพราะรูปลักษณ์ของเงาร่างเหล่านั้น ช่างเหมือนกับรูปปั้นสิบสี่จักรพรรดิเซียนที่ประดิษฐานอยู่ในพระราชวังทุกระเบียดนิ้วจริงๆ!

"ข้ารู้แล้วล่ะ เรื่องราวบนภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้น่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อพันปีก่อน ที่สิบสี่จักรพรรดิเซียนนำทัพกวาดล้างเขาหมื่นอสูรแน่ๆ เลย" จู่ๆ ซูหยาก็โพล่งขึ้นมา

"สิบสี่จักรพรรดิเซียนกวาดล้างเขาหมื่นอสูรงั้นหรือ" หยางซิวหันไปมองซูหยาด้วยความสงสัย ดูเหมือนแม่หนูนี่จะมีความรู้รอบตัวไม่เบาเลยแฮะ

เมื่อดูจากการที่สิบสี่จักรพรรดิเซียนมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาบนภาพจิตรกรรมฝาผนังแล้ว เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นก่อนศึกผนึกมารอย่างแน่นอน เพราะในศึกผนึกมารที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น สิบสี่จักรพรรดิเซียนก็ถูกมหาจักรพรรดิเฟิงหมัวสังหารไปถึงแปดพระองค์ เหลือเพียงหกพระองค์เท่านั้น

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 21 - ภาพจิตรกรรมสำริดฝาผนัง สิบสี่จักรพรรดิเซียน!

คัดลอกลิงก์แล้ว