เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 - ท่านดูสิว่าข้าเป็นคนดีหรือคนเลว

บทที่ 20 - ท่านดูสิว่าข้าเป็นคนดีหรือคนเลว

บทที่ 20 - ท่านดูสิว่าข้าเป็นคนดีหรือคนเลว


บทที่ 20 - ท่านดูสิว่าข้าเป็นคนดีหรือคนเลว

จ้าวเสี่ยนกลับหน้าถอดสีอย่างกะทันหัน "กระบี่เดียวสั่นสะเทือนพงไพร! แกใช้วิชากระบี่ของข้าเป็นได้อย่างไร!"

กระบี่เดียวสั่นสะเทือนพงไพรเป็นทักษะยุทธ์ระดับสามที่เขายอมทุ่มเงินมหาศาลซื้อมาเพื่อใช้คู่กับกระบี่พยัคฆ์คำรามโดยเฉพาะ

เขาต้องฝึกฝนอยู่นานถึงหนึ่งปีเต็มกว่าจะสำเร็จถึงขั้นเจ็ดส่วน ทว่ายามนี้หยางซิวกลับสามารถร่ายมันออกมาได้อย่างง่ายดาย ซ้ำเมื่อดูจากกระบวนท่าแล้ว มันคือขั้นสมบูรณ์อย่างเห็นได้ชัด!

"ชิ เคล็ดวิชากระบี่พรรค์นี้มันจะไปยากอะไร แค่มองแวบเดียวข้าก็ทำได้แล้ว"

หยางซิวหัวเราะอย่างดูแคลน เขาหลอมรวมเจตจำนงกระบี่ของจักรพรรดิเซียนเทพสังหารเข้าไปแล้ว ความเข้าใจในวิถีกระบี่ของเขานั้นเหนือกว่าที่จ้าวเสี่ยนจะจินตนาการได้

เมื่อนำมาเทียบกับเคล็ดวิชากระบี่เทพสังหารแล้ว วิชากระบี่ระดับนี้แค่มองปราดเดียวเขาก็สามารถเข้าใจได้ถึงสามส่วนแล้ว!

"ไอ้หนู คราวก่อนเพราะจ้าวเสี่ยนพ่ายแพ้ให้แก ข้าถึงได้ยอมปล่อยแกไป!"

"ครั้งนี้แกโผล่หัวมารนหาที่ตายอีก ก็อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานีก็แล้วกัน!" จ้าวควงอู๋มีเปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นลุกโชนอยู่ในดวงตา เขาซัดหมัดสังหารงูสีดำไปหลายตัวก่อนจะพุ่งตัวเข้ามาหา "ส่งทักษะยุทธ์ของข้าคืนมาซะ!"

ทันใดนั้นแสงวิญญาณจากค่ายกลใต้ฝ่าเท้าของทุกคนก็สว่างวาบขึ้น พื้นดินสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

"แย่แล้ว!"

หยางซิวหน้าเปลี่ยนสี เขาตะโกนบอกทุกคนเสียงหลง "ค่ายกลกำลังจะระเบิดแล้ว! รีบฝ่าวงล้อมออกไปจากหุบเขาเร็วเข้า ไม่อย่างนั้นได้ตายกันหมดแน่!"

ซูหยายังคงยืนอึ้งอยู่กับที่ ประการแรกคือนางถูกฝูงงูสีดำทำให้หวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ประการที่สองคือการได้พบกับหยางซิวอีกครั้ง

"อย่ามัวแต่ยืนบื้อสิ ไปเร็ว!"

ไม่รอให้นางตั้งสติได้ หยางซิวก็คว้าข้อมือของนางแล้วพาฝ่าวงล้อมออกไปทันที!

คนอื่นๆ ก็เริ่มดึงสติกลับมาได้ เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายทำลายล้างที่แผ่ซ่านออกมาจากค่ายกล แต่ละคนก็หน้าซีดเผือด เมื่อต้องเผชิญกับความตาย ในที่สุดความกลัวก็ถูกข่มเอาไว้ พวกเขาเริ่มฟาดฟันฝูงงูสีดำอย่างบ้าคลั่ง

หยางซิวตวัดกระบี่พยัคฆ์คำรามฟาดฟันลงมาอย่างต่อเนื่อง ปราณกระบี่ที่แหวกว่ายฉีกกระชากห้วงอากาศบดขยี้งูสีดำไปนับร้อยตัว ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาจ้าวเสี่ยนที่มองดูอยู่ไกลๆ ถึงกับหน้าถอดสีราวกับเห็นผี

จ้าวควงอู๋เห็นดังนั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้า เขาแผดเสียงคำรามลั่น ซัดหมัดสายฟ้าออกไปในทันที อสนีบาตที่หมุนวนบิดเกลียวระเบิดออกท่ามกลางฝูงงูสีดำ งูสีดำนับร้อยตัวถูกม้วนเข้าไปในสายฟ้าและระเหยกลายเป็นไอ เปิดทางเป็นพื้นที่ว่างขนาดใหญ่

คนอื่นๆ ก็ทุ่มเทโจมตีอย่างสุดกำลังเช่นกัน ทว่าจำนวนงูสีดำนั้นมีมหาศาลเกินไป ไม่ว่าจะฆ่าไปมากเท่าไหร่พวกมันก็พากันเลื้อยมาสมทบอย่างรวดเร็ว

"แย่แล้ว ไม่ทันการแล้ว!"

การสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้าทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นอายทำลายล้างฟ้าดินอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากใต้ดิน บนท้องฟ้าจู่ๆ ก็ปรากฏจุดสีดำลึกลับขึ้นมา

ตอนแรกที่ปรากฏขึ้นจุดนี้มีขนาดเล็กมาก ทว่าเพียงชั่วพริบตามันก็ขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นช่องว่างที่นำไปสู่ดินแดนปริศนา

ในเสี้ยววินาทีที่ช่องว่างปรากฏขึ้น หัวใจของหยางซิวก็กระตุกวูบ ราวกับว่ามีสิ่งลี้ลับบางอย่างในช่องว่างนั้นกำลังดึงดูดเขาอยู่ เขาอดไม่ได้ที่จะแหงนหน้ามองขึ้นไป ดวงตาของเขาพยายามจะมองทะลุผ่านช่องว่างเพื่อสอดส่องภาพที่อยู่ภายใน

ตูม!

ในที่สุดพลังอันปั่นป่วนของค่ายกลก็พุ่งทะยานถึงขีดสุด ไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป แสงสว่างจ้าพวยพุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน สาดแสงเจิดจ้าบาดตา พื้นดินทั่วทั้งหุบเขาระเบิดออกอย่างรุนแรงท่ามกลางแสงสว่างนั้น!

"หนีเร็ว!"

ชั่วพริบตานั้นศิษย์สำนักมังกรฟ้ากว่าสิบคนที่อยู่ใกล้ใจกลางค่ายกลก็ถูกพายุหมุนดูดกลืนเข้าไป ร่างของพวกเขาแตกสลายหายไปในคลื่นพลังงานที่ระเบิดออก ท่ามกลางสายตาอันหวาดหวั่นของทุกคน พวกเขาอันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา!

และหลังจากชะงักไปชั่วครู่พายุหมุนก็ขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ร้องโวยวายกันระงม!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นศิษย์ร่วมสำนักนับสิบคนถูกทำให้กลายเป็นเถ้าธุลีไปในพริบตา แต่ละคนก็แทบอยากจะถลกหนังถอนเอ็นจ้าวควงอู๋เสียให้ได้ โทษฐานที่พ่อแม่ไม่ได้ให้ขามาเยอะกว่านี้ พวกเขาพากันวิ่งหนีตายออกไปอย่างบ้าคลั่ง!

หยางซิวคว้าตัวซูหยาหมายจะหนีเอาชีวิตรอด ทว่าเขากลับพบว่ามิติรอบด้านถูกพลังของค่ายกลปิดตายเอาไว้ เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปก็จะเห็นว่าหุบเขาทั้งลูกตกอยู่ภายใต้พลังปิดกั้น ราวกับฝาหม้อที่ครอบทับเอาไว้ ไม่ว่าภายในจะเกิดความวุ่นวายปานใด โลกภายนอกก็ไม่อาจสัมผัสได้เลย

สีหน้าของทุกคนซีดเผือดลงทันที คราวนี้จบสิ้นแล้ว หนีไปไหนก็ไม่ได้ ถอยก็ไม่ได้ ทำได้เพียงเบิกตาดูพายุหมุนที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งพัดถล่มเข้ามา

"จบกัน จบกัน คราวนี้ได้ตายจริงๆ แน่!"

"โฮๆๆ ข้ายังไม่อยากตาย ข้ายังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลย!"

"รู้อย่างนี้ว่าการสำรวจครั้งนี้มันอันตรายปานนี้ ต่อให้ตีให้ตายข้าก็ไม่มาหรอก!"

"โฮๆๆ!"

สีหน้าของทุกคนรวมถึงซูหยาต่างเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ศิษย์บางคนถึงกับร้องไห้โฮออกมาด้วยความหวาดกลัว ศิษย์ที่ขวัญอ่อนบางคนถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้น กลิ่นปัสสาวะเหม็นคลุ้งโชยมา

"เร็วเข้า ช่องว่าง เข้าไปในช่องว่าง!"

ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน หยางซิวก็สังเกตเห็นจุดสีดำที่กลายเป็นช่องว่าง เขาจึงรีบดึงซูหยาพุ่งทะยานเข้าไปในนั้น

"ใช่แล้ว ช่องว่าง! เร็วเข้า!"

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้นมา ทุกคนราวกับค้นพบความหวังในการมีชีวิตรอด ไม่ว่าช่องว่างนั้นจะนำไปสู่ที่ใด แต่อย่างน้อยก็คงดีกว่าถูกพายุหมุนดูดกลืนเข้าไปจนร่างแหลกเป็นผุยผงใช่ไหมล่ะ

ผู้คนนับสิบต่างพากันวิ่งกรูกันเข้าไปในช่องว่างอย่างไม่คิดชีวิต หยางซิวและคนอื่นๆ ก็พุ่งเข้าไปในช่องว่างได้ทันเวลาในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่มันจะเลือนหายไป แน่นอนว่าก็มีศิษย์บางคนที่กลัวจนตัวแข็งทื่อ ก้าวขาไม่ออก ถูกพายุหมุนดูดกลืนเข้าไปจนกลายเป็นเถ้าธุลี!

ตูม!

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในช่องว่าง เบื้องหน้าของหยางซิวก็มืดสนิท ข้างหูมีแต่เสียงระเบิดต่ำๆ ที่ฉีกกระชากห้วงอากาศดังอื้ออึง

ซูหยาที่อยู่ข้างกายก็ส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและโผเข้ากอดหยางซิว ทั้งสองคนต่างไม่รู้ว่าช่องว่างนี้จะนำพกเขาไปที่ใด ทำได้เพียงจับมือกันแน่นและร่วงหล่นลงไปเรื่อยๆ

ผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ มิติภายในอุโมงค์ใต้ดินก็เปิดออก ร่างของทั้งสองร่วงหล่นกระแทกพื้นอย่างแรง!

โชคดีที่ก่อนจะร่วงลงมาทั้งสองคนต่างก็เตรียมตัวรับแรงกระแทกไว้แล้ว จึงไม่ได้ทำให้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด!

"ที่นี่คือที่ไหน" ทันทีที่เท้าแตะพื้นหยางซิวก็ดึงซูหยาให้ลุกขึ้นยืน เขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง เมื่อแน่ใจว่าบริเวณใกล้เคียงปลอดภัยดีเขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

จังหวะนั้นเองน้ำเสียงเย็นชาปนเขินอายก็ดังขึ้น "เจ้าจะจับมือข้าไปอีกนานแค่ไหน"

หยางซิวรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่ายังจับมือของซูหยาเอาไว้แน่น จึงส่งเสียงหัวเราะแห้งๆ แล้วรีบปล่อยมือทันที

ซูหยารีบชักมือกลับราวกับถูกไฟดูด หัวใจของนางเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ

แม้ว่าหยางซิวจะทำไปเพื่อช่วยชีวิตนาง แต่ตั้งแต่เล็กจนโต นี่เป็นครั้งแรกที่นางถูกบุรุษอื่นนอกจากเสด็จพ่อจับมือ

เมื่อมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้า บนฝ่ามือคล้ายกับยังมีไออุ่นของเขาหลงเหลืออยู่ องค์หญิงแห่งราชวงศ์ถึงกับก้มหน้าลงด้วยความขวยเขิน พวงแก้มทั้งสองข้างแดงปลั่งดุจลูกตำลึงสุก

"ขอบใจนะ"

ครู่ใหญ่ผ่านไปซูหยาถึงได้เอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

หากไม่ได้หยางซิวช่วยไว้ นางคงตายในพายุหมุนไปแล้ว

"ไม่เป็นไรหรอก ไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม"

หยางซิวสะบัดมือ กระบี่พยัคฆ์คำรามก็ปรากฏขึ้นในมือ เขาเริ่มสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างละเอียด รอบด้านว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดเลย แหล่งกำเนิดแสงเพียงแห่งเดียวก็คือหลังคาโค้งขนาดมหึมาที่อยู่สูงขึ้นไปไกลลิบ

"ไม่เป็นไร ต้องขอบใจเจ้า..."

"งั้นก็ดีแล้ว"

หยางซิวปักกระบี่พยัคฆ์คำรามลงบนพื้นแล้วนั่งขัดสมาธิลง เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ช่วยคุ้มกันข้าที"

ซูหยาเบิกตากว้าง "เจ้าบาดเจ็บหรือ"

"พรวด!"

เพิ่งจะสิ้นคำพูด หยางซิวก็กระอักเลือดออกมาคำโต ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงทันตา แม้กระทั่งกลิ่นอายก็ยังปั่นป่วนและอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด

ก่อนที่จะเข้ามาในหุบเขาเขาก็บาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว พอมาโดนลูกหลงจากพายุหมุนอีก อาการบาดเจ็บภายในร่างกายจึงยิ่งสาหัสขึ้นไปอีก

"เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม" ซูหยารีบวิ่งเข้าไปหาหยางซิวด้วยความร้อนใจ นางรีบนั่งยองๆ ลงพร้อมกับ "แคว่ก" ฉีกชายเสื้อตัวในออกมาชิ้นหนึ่งเพื่อเช็ดเลือดให้เขา

"ข้าเช็ดเองดีกว่า"

หยางซิวรับเศษผ้ามาเช็ดเลือดที่มุมปาก เขาส่ายหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "วางใจเถอะ ข้ายังไม่ตายง่ายๆ หรอก แต่อาการบาดเจ็บพวกนี้ต้องรีบจัดการให้เรียบร้อย ไม่อย่างนั้นถ้าไปเจอเรื่องยุ่งยากอะไรเข้า มันจะลำบากเอา"

พูดจบเขาก็ประสานอินด้วยมือทั้งสองข้าง โคจรคัมภีร์มารกลืนสวรรค์โดยตรง บนผิวหนังมีอักขระมารผุดพรายขึ้นมา แสงมารแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างและกะพริบไหวอย่างต่อเนื่อง

พลังวิญญาณฟ้าดินรอบด้านก็ถูกดูดกลืนเข้ามาอย่างบ้าคลั่งในวินาทีนี้เช่นกัน!

"ปราณมารงั้นหรือ"

ปกติเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย หยางซิวจะซ่อนกลิ่นอายของปราณมารเร้นลับเอาไว้ แม้แต่ตอนที่สู้กับจ้าวเสี่ยน เขาก็ไม่ได้เปิดเผยตัวตนว่าเป็นผู้บำเพ็ญวิถีมาร

แต่ตอนนี้เขาต้องรีบฉวยโอกาสฟื้นฟูพลัง จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเปิดเผยตัวตนว่าเป็นผู้บำเพ็ญวิถีมารต่อหน้าซูหยา

ซี๊ด! ดวงตาคู่สวยของซูหยาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง นางลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แววตาฉายชัดถึงความไม่อยากจะเชื่อ

หยางซิวเป็นผู้บำเพ็ญวิถีมารอย่างนั้นหรือ

ในความทรงจำของนาง ผู้บำเพ็ญวิถีมารล้วนเป็นพวกมารร้ายที่ชอบทำเรื่องเลวทรามต่ำช้า เข่นฆ่าผู้คนบริสุทธิ์เป็นผักปลา นางไม่อาจนำภาพเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกับเด็กหนุ่มรูปงามตรงหน้านี้ได้เลย

สีหน้าของซูหยาแปรเปลี่ยนไปมา คล้ายกับกำลังลังเลใจอะไรบางอย่าง ท้ายที่สุดนางก็ถอนหายใจยาว แล้วเลือกที่จะอยู่ต่อ

ครู่ใหญ่ผ่านไป

"ถอนหายใจทำไม เจ้ากำลังคิดอยู่ใช่ไหมว่า ข้ากลายเป็นผู้บำเพ็ญวิถีมารไปได้อย่างไร" จังหวะนั้นเองหยางซิวก็ลืมตาขึ้นพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

"เจ้า เจ้าตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย"

ซูหยาชะงักไปเล็กน้อย นางค้อนขวับใส่เขาแล้วส่งเสียงฮึดฮัด "ข้าจะคิดอะไรมันก็เรื่องของข้า เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย"

หยางซิวคลี่ยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบอะไร แต่กลับจ้องหน้านางนิ่งแล้วเอ่ยว่า "เจ้ากำลังคิดอยู่ใช่ไหมล่ะว่า ในเมื่อข้าเป็นมารร้าย เจ้าควรจะหนีไป หรือจะฉวยโอกาสฆ่าข้าทิ้ง เพื่อกำจัดมารร้ายเป็นภัยต่อแผ่นดินเสียเลย"

ซูหยาหน้าถอดสี "เจ้า!"

"ฮ่าฮ่าฮ่า แล้วเจ้าก็กำลังคิดอยู่ใช่ไหมล่ะว่า ข้าไปล่วงรู้ความคิดเจ้าได้อย่างไร" หยางซิวฉีกยิ้มกว้างจนเห็นไรฟันพลางหัวเราะร่วน

"เจ้า เจ้ามันมารร้าย!"

สีหน้าของซูหยาซีดเผือดลงทันที เพราะสิ่งที่หยางซิวพูดมานั้นตรงกับความคิดของนางทุกกระเบียดนิ้ว! ชั่วขณะหนึ่งนางรู้สึกหวาดกลัวราวกับลูกแกะที่ตกอยู่ในเงื้อมมือหมาป่า นางเริ่มลุกลนทำอะไรไม่ถูก

"ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่ต้องกลัวไปหรอก คนเรามีทั้งคนดีและคนเลว อย่างเช่นข้า แม้ว่าข้าจะเป็นมารร้าย แต่ข้าก็เป็นมารร้ายคนดีนะ"

หยางซิวมองนางด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ต้องยอมรับเลยว่าท่าทีลุกลี้ลุกลนและตื่นตระหนกของซูหยานั้น ช่างเหมือนกับลูกจิ้งจอกน้อยที่ขดตัวอยู่ท่ามกลางหิมะ ดูน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากจะเข้าไปกอดปลอบ

ซูหยาส่งเสียงฮึดฮัด "ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าเป็นคนดีหรือคนเลว"

สายตาของหยางซิวเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ทันที "หึหึ ท่านดูสิ เราอยู่กันตามลำพังชายหญิง คนเลวเขามักจะทำเรื่องเลวๆ กันนะ!"

พูดจบเขาก็ขยับเข้าไปใกล้ซูหยา

ซูหยาหน้าเปลี่ยนสี นางตะโกนด้วยความหวาดกลัว "เจ้าอย่าเข้ามานะ ไอ้พวกมารร้าย!"

"ฮ่าฮ่าฮ่า!"

"วางใจเถอะ ข้าถึงบอกไงว่าข้าเป็นคนดี ไม่อย่างนั้นข้าจะช่วยเจ้าไว้ทำไมล่ะ" หยางซิวหัวเราะลั่น เขาเลิกหยอกล้อองค์หญิงน้อยองค์นี้แล้วหันไปสำรวจรอบๆ แทน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง "ที่นี่ดูแปลกๆ นะ ดูยังไงก็เหมือนเราอยู่ในซากโบราณสถานใต้ดินเลย"

ว้าว!

ซูหยาเบิกตากว้าง นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนประหม่า "จริงหรือ นี่พวกเราเข้ามาในซากโบราณสถานแล้วหรือเนี่ย!"

"ข้าจะไปรู้ได้ยังไงล่ะว่าใช่หรือเปล่า" หยางซิวผายมือออกพลางถอนหายใจ "ข้าน้อยก็แค่ถูกสัตว์อสูรไล่ล่ามาจนถึงที่นี่ บังเอิญเจอหุบเขาเข้าก็เลยมาเจอกับพวกเจ้าพอดี"

ซูหยาชะงักไป "เจ้าไม่ได้สะกดรอยตามพวกเรามาหรอกหรือ"

หยางซิวกลอกตาใส่ เขากล่าวอย่างหงุดหงิด "จะสะกดรอยตามพวกเจ้าไปทำไม ข้าโดนสัตว์อสูรไล่ล่ามาจริงๆ นะ!"

"ฮึ่ม ขนาดสัตว์อสูรระดับสี่เจ้ายังกล้าฆ่า แล้วจะไปกลัวอะไรกับสัตว์อสูรตามล่าอีกล่ะ"

ซูหยาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจแล้วโพล่งขึ้นมาว่า "บอกมาสิว่าเป็นสัตว์อสูรตัวไหน เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ รอให้ข้าออกไปได้เมื่อไหร่ ข้าจะพาคนไปแก้แค้นให้เจ้าเอง!"

"หึหึ ช่างเถอะ เรามาพูดเรื่องที่มันเป็นไปได้ดีกว่านะ!"

หยางซิวหน้าดำคร่ำเครียด เขาจะไปบอกได้อย่างไรว่าขโมยผลึกมารเพลิงม่วงที่ราชสีห์มังกรเพลิงม่วงเตรียมไว้ใช้ทะลวงด่านมา การที่ถูกส่งตัวมาโผล่ในซากโบราณสถานแห่งนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี ไม่แน่ว่าตอนนี้ไอ้สัตว์เดรัจฉานนั่นอาจจะกำลังพลิกแผ่นดินตามหาเขาเพื่อสับให้แหลกเป็นชิ้นๆ อยู่ก็ได้!

"ถ้าที่นี่เป็นซากโบราณสถานอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ งั้นพวกเราก็น่าจะอยู่ในอุโมงค์ทางเดินสินะ"

หยางซิวชี้ไปที่ม่านแสงที่ส่องทะลุลงมาจากหลังคาโค้งเบื้องบนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เจ้าดูแสงที่ส่องลงมาจากข้างบนนั่นสิ ข้าเดาว่ามันน่าจะมาจากม่านพลังใจกลางซากโบราณสถาน พวกเราต้องเดินตามแสงนั่นไป ไม่อย่างนั้นถ้าหลงทางในอุโมงค์นี้ล่ะก็ แย่แน่ๆ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 20 - ท่านดูสิว่าข้าเป็นคนดีหรือคนเลว

คัดลอกลิงก์แล้ว