เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 - ความลับที่แท้จริง เบื้องล่างวังบาดาล!

บทที่ 22 - ความลับที่แท้จริง เบื้องล่างวังบาดาล!

บทที่ 22 - ความลับที่แท้จริง เบื้องล่างวังบาดาล!


บทที่ 22 - ความลับที่แท้จริง เบื้องล่างวังบาดาล!

"ไม่ผิดแน่ ภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้เล่าถึงศึกเขาหมื่นอสูรเมื่อพันปีก่อน!"

ศึกเขาหมื่นอสูรเป็นเพียงเรื่องราวที่ซูหยาเคยอ่านพบในตำราโบราณ นางไม่เคยแน่ใจว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ทว่าภาพสลักทองสัมฤทธิ์ตรงหน้ากลับเป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างดี

แววตาของหญิงสาวสั่นไหวอย่างรุนแรง ไม่อาจสะกดกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ได้

หยางซิวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัย "เขาหมื่นอสูรหรือ"

ซูหยาพยักหน้าแล้วอธิบายให้เขาฟัง "เขาหมื่นอสูรคือดินแดนของเผ่าอสูรที่ตั้งอยู่นอกทวีปเฉียนหลาน"

ม่านตาของหยางซิวหดเกร็งทันที เขาอุทานด้วยความประหลาดใจ "นอกทวีปเฉียนหลานยังมีโลกอื่นอยู่อีกงั้นหรือ"

"แน่นอน ทวีปเฉียนหลานเป็นเพียงส่วนหนึ่งในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้เท่านั้น"

"ข้าเคยค้นดูตำราโบราณของราชวงศ์และได้รู้ว่าทวีปเฉียนหลานที่เราอาศัยอยู่ แท้จริงแล้วเป็นเพียงมิติหนึ่งในหลายๆ มิติของโลกใบนี้ นอกจากทวีปของเราแล้วยังมีดินแดนอื่นเชื่อมต่ออยู่อีก และเขาหมื่นอสูรก็คือหนึ่งในนั้น"

ซูหยายิ้มบางๆ ทวีปเฉียนหลานนั้นกว้างใหญ่ไพศาล แบ่งออกเป็นสี่ภูมิภาค แต่ละภูมิภาคห่างไกลกันนับหมื่นล้านลี้

อย่าว่าแต่จะเดินทางข้ามภูมิภาคเลย ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่แม้จะใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจก้าวออกจากแดนใต้ได้ด้วยซ้ำ

ดังนั้นผู้ฝึกยุทธ์ส่วนมากจึงไม่มีวันล่วงรู้เรื่องราวของดินแดนอื่น ซูหยาเองก็บังเอิญไปเห็นข้อมูลนี้ในตำราโบราณของราชวงศ์ที่บันทึกเรื่องราวของทวีปเอาไว้

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้"

หยางซิวสูดลมหายใจเข้าลึก เขาเคยรู้เพียงว่าทวีปเฉียนหลานนั้นกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต แค่แดนใต้เพียงแห่งเดียวก็กว้างใหญ่จนสุดจะจินตนาการแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าทวีปแห่งนี้จะเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของโลกใบนี้เท่านั้น

ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นมาได้ ในเมื่อทวีปที่เขาอยู่เป็นแค่ดินแดนแห่งหนึ่ง แล้ว "เก้าชั้นฟ้า" ที่พวกสิบสี่จักรพรรดิเซียนอาศัยอยู่เล่า มันคือสถานที่แบบไหนกัน

หรือว่ามันจะเป็นโลกที่เหนือล้ำขอบเขตของพวกเขาไปอีกขั้น

ฟุ่บ!

หยางซิวเหม่อลอยไปชั่วขณะ บริเวณหน้าอกของเขามีความร้อนรุ่มดั่งเปลวเพลิงแผดเผา โลกที่เขาอาศัยอยู่นี้ดูเหมือนจะกว้างใหญ่และน่าตื่นตาตื่นใจกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก!

ซูหยาหยุดไปครู่หนึ่ง นางจ้องมองภาพจิตรกรรมฝาผนัง ทอดสายตาไปยังร่างอันยิ่งใหญ่เทียมฟ้าของจักรพรรดิเซียนทั้งสิบสี่พระองค์ แววตาของนางแฝงความเลื่อมใสศรัทธาเอาไว้อย่างลึกซึ้ง นางค่อยๆ เอ่ยปากอีกครั้ง "อย่างที่บอกไป เขาหมื่นอสูรคือดินแดนของเผ่าอสูรที่อยู่ติดกับทวีปของเรา เมื่อพันปีก่อนเผ่าอสูรเตรียมจะรุกรานทวีปนี้ ท่านจักรพรรดิเซียนทั้งสิบสี่จึงนำกองทัพเผ่ามนุษย์บุกโจมตีเขาหมื่นอสูร"

"ในศึกครั้งนั้นท่านจักรพรรดิเซียนทั้งสิบสี่สำแดงเทวานุภาพจนเผ่าอสูรพ่ายแพ้ย่อยยับ เขาหมื่นอสูรถูกกวาดล้างจนราบคาบ นับแต่นั้นมาทวีปนี้ก็ปราศจากภัยคุกคามจากเผ่าอสูรอีกเลย!"

"อาจกล่าวได้ว่าหากไม่ได้ท่านจักรพรรดิเซียนทั้งสิบสี่ ทวีปเฉียนหลานของเราคงถูกเผ่าอสูรรุกรานและผู้คนคงล้มตายเป็นผักปลาไปนานแล้ว"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ แววตาของซูหยาเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน

ทว่าหยางซิวกลับมีสีหน้าเรียบเฉย เผ่าอสูรรุกรานแล้วสิบสี่จักรพรรดิเซียนกอบกู้ทวีปอย่างนั้นหรือ หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงรู้สึกซาบซึ้งและเทิดทูนจักรพรรดิเซียนทั้งสิบสี่เหมือนกับซูหยา

แต่หลังจากได้รู้ธาตุแท้ของพวกมันแล้ว เขากลับเกิดความคลางแคลงใจต่อสิ่งที่พวกมันทำ

ท้ายที่สุดแล้วไอ้สิบสี่คนนี้มันไม่ใช่คนดีอะไรเลยนี่นา!

เขาเพ่งมองภาพสลักตรงหน้า หากเป็นไปตามที่ซูหยาเล่า ในศึกเขาหมื่นอสูรครั้งนั้นดินแดนของเผ่าอสูรถูกสิบสี่จักรพรรดิเซียนบดขยี้จนบาดเจ็บสาหัส ทำให้พวกมันไม่กล้าย่างกรายเข้าสู่ทวีปนี้อีกเลยตลอดพันปีที่ผ่านมา

แต่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดศึกเขาหมื่นอสูรในครั้งนั้น เป็นเพราะเผ่าอสูรคิดจะรุกรานเผ่ามนุษย์จนพวกมันต้องชิงลงมือก่อนจริงหรือ เป็นไปตามที่พวกสิบสี่จักรพรรดิเซียนป่าวประกาศบอกชาวโลกจริงหรือ

เรื่องทั้งหมดนี้ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามตัวโต

"ในซากโบราณสถานแห่งนี้กลับมีภาพสลักของศึกเขาหมื่นอสูรเมื่อพันปีก่อน เจ้าของสถานที่แห่งนี้เป็นใครกันแน่" สีหน้าของหยางซิวเคร่งเครียดอย่างยิ่ง

ตามหลักแล้วราชวงศ์เสวียนหลงเป็นเพียงหนึ่งในราชวงศ์ทางโลกมากมายของแดนใต้ โบราณสถานในเขตนี้จะไปเกี่ยวข้องกับศึกเขาหมื่นอสูรเมื่อพันปีก่อนได้อย่างไร

ซูหยาส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น "ไม่รู้สิ โบราณสถานแห่งนี้พวกเราก็แค่บังเอิญมาพบเข้าเท่านั้น"

หยางซิวหรี่ตาลงเล็กน้อย ท่าทางของซูหยาไม่ได้ดูเหมือนกำลังโกหก

"หรือว่าโบราณสถานแห่งนี้จะเกี่ยวข้องกับสิบสี่จักรพรรดิเซียน" เขาถอนหายใจออกมา ดูเหมือนว่าหากอยากรู้คำตอบ คงต้องเดินลึกเข้าไปในโบราณสถานแห่งนี้เสียแล้ว

วินาทีนั้นเองหัวใจของหยางซิวพลันกระตุกวูบก่อนจะเต้นระรัวอย่างรุนแรง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที เขาจ้องมองลึกเข้าไปในอุโมงค์ด้วยความตื่นตระหนก

"เกิดอะไรขึ้น" ซูหยาเห็นความผิดปกติจึงรีบถาม พร้อมกับระแวดระวังภัยเบื้องหน้า

หยางซิวไม่ตอบคำทำเพียงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาค่อยๆ ส่ายหน้าแล้วมองลึกเข้าไปในโบราณสถานด้วยแววตาสงสัย เมื่อครู่นี้เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีความรู้สึกประหลาดบางอย่างส่งมาจากส่วนลึก ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างกำลังเชื่อมโยงกับเขาอยู่ในความมืดมิด

ความรู้สึกนี้มันลี้ลับยากจะอธิบาย แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่

พวกเขาออกเดินทางต่อ ภายในโบราณสถานเริ่มมีมดมารปฐพีปรากฏตัวให้เห็น ทำให้ทั้งสองคนต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น โชคดีที่ตลอดทางพวกมดมารปฐพีราวกับหายสาบสูญไป พวกเขาไม่พบเจอพวกมันเลยแม้แต่ตัวเดียว และไม่พบศพของศิษย์สำนักมังกรฟ้าอีกเลย

ไม่นานนักทั้งสองก็เดินทะลุอุโมงค์และก้าวเข้าสู่โถงวังบาดาลขนาดมหึมา

ทันทีที่ก้าวเข้าไป ทั้งสองคนก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงกับภาพตรงหน้า

วังบาดาลแห่งนี้มีลักษณะเป็นทรงกลม พื้นที่ด้านในกว้างใหญ่ไพศาล เหนือศีรษะขึ้นไปคือเพดานโดมที่ส่องแสงสว่างจ้าซึ่งพวกเขาเห็นก่อนหน้านี้

สิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนตกตะลึงก็คือ ทั่วทุกมุมของวังบาดาลเต็มไปด้วยศิลาวิญญาณจำนวนมหาศาล พวกมันถูกกองทิ้งไว้ระเกะระกะราวกับภูเขาลูกย่อมๆ กะด้วยสายตาคร่าวๆ คงมีไม่ต่ำกว่าสิบล้านก้อน!

ทั้งสองคนเบิกตากว้าง แม้แต่ซูหยายังต้องยกมือขึ้นป้องปาก ลมหายใจของนางเริ่มหนักหน่วง

แม้นางจะเป็นถึงองค์หญิงแห่งราชวงศ์ ทว่านางก็ไม่เคยเห็นศิลาวิญญาณมากมายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต!

หยางซิวเดินเข้าไปใกล้กองศิลาวิญญาณกองหนึ่ง เขาหยิบมันขึ้นมาสุ่มๆ ก้อนหนึ่งแล้วออกแรงบีบเบาๆ ศิลาวิญญาณก้อนนั้นก็แตกละเอียดคามือทันที

เขาถอนหายใจออกมา "น่าเสียดาย ศิลาวิญญาณพวกนี้ส่วนใหญ่กลายเป็นขยะไปหมดแล้ว"

เมื่อกวาดตามองไป ศิลาวิญญาณส่วนใหญ่ในวังบาดาลถูกกัดกินจนพลังวิญญาณรั่วไหลออกไปหมด ประกอบกับการกัดกร่อนของกาลเวลานับร้อยปี ทำให้ศิลาวิญญาณที่ยังคงสภาพสมบูรณ์และใช้งานได้เหลืออยู่เพียงหยิบมือเท่านั้น

"หยางซิว!"

ทันใดนั้นก็มีคนกลุ่มหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากอุโมงค์ต่างๆ เมื่อคนสองคนในกลุ่มนั้นเห็นหยางซิว แววตาของพวกเขาก็วาวโรจน์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

พวกเขาคือจ้าวเสี่ยนและจ้าวควงอู๋นั่นเอง!

ด้านหลังของพวกเขายังมีศิษย์สำนักมังกรฟ้าตามมาอีกสิบกว่าคน เมื่อเห็นหยางซิวกับซูหยาอยู่ที่นี่ต่างก็ประหลาดใจเล็กน้อย

และเมื่อพวกเขามองเห็นภูเขาศิลาวิญญาณ แววตาของทุกคนก็เปล่งประกายความโลภออกมาทันที

"ซี๊ด! ศิลาวิญญาณเยอะขนาดนี้ เกิดมาข้ายังไม่เคยเห็นมาก่อนเลย!"

"สวรรค์ เยอะเหลือเกิน นี่มันน่าจะเป็นสิบล้านก้อนเลยไม่ใช่หรือไง"

"รีบแย่งศิลาวิญญาณเร็วเข้า!"

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้นมา ศิษย์สำนักมังกรฟ้าสิบกว่าคนต่างพุ่งตัวออกไปราวกับผึ้งแตกรัง พวกเขากระจายตัวพุ่งเข้าหากองศิลาวิญญาณจากทุกทิศทุกทาง

ทว่าพี่น้องตระกูลจ้าวกลับมีสีหน้าอำมหิต "หยางซิว หุบเขาระเบิดรุนแรงขนาดนั้น เจ้ายังไม่ตายอีกเรอะ"

หยางซิวปรายตามองทั้งสองคนอย่างเย็นชา "ตายงั้นหรือ พวกเจ้าสองคนยังไม่ตาย แล้วคุณชายอย่างข้าจะรีบตายไปทำไม"

ดวงตาของจ้าวเสี่ยนแดงก่ำ เขามองหยางซิวด้วยความเคียดแค้นชิงชัง "รีบส่งวิชาของพวกข้าคืนมาเดี๋ยวนี้!"

จ้าวควงอู๋กวาดตามองหยางซิวและซูหยา เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนเดินมาด้วยกันอย่างสนิทสนม แววตาของเขาก็ทอประกายเย็นเยียบ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที "ใช่ คราวก่อนข้าปล่อยเจ้าไป ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะกล้ารนหาที่ตายถึงนี่"

"ส่งวิชาของตระกูลจ้าวมาให้พวกข้าเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นก็ตายซะ!"

น้ำเสียงเย็นเยียบของจ้าวควงอู๋ดังก้องไปทั่ววังบาดาล ท่าทางพร้อมจะลงมือได้ทุกเมื่อหากอีกฝ่ายปฏิเสธ

สีหน้าของหยางซิวเย็นชาลง เขากวาดสายตามองไปรอบด้าน "ในวังบาดาลนี้มีศิลาวิญญาณมากมายมหาศาล ทว่าส่วนใหญ่กลับมีรอยถูกกัดกิน ข้าเกรงว่าที่นี่คงมีมดมารปฐพีอยู่ไม่น้อยและอันตรายอย่างยิ่ง"

"ถ้าข้าเป็นพวกเจ้า ข้าจะไม่เลือกเปิดศึกที่นี่เด็ดขาด"

"ฮ่าๆ!" จ้าวควงอู๋หัวเราะหยัน ใบหน้าของเขาเผยความเหี้ยมเกรียมออกมา "เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว มดมารปฐพีบ้าบออะไรกัน ข้าไม่เห็นจะเจอสักตัว!"

จ้าวเสี่ยนพูดเยาะเย้ย "ท่านพี่ ไอ้เด็กนี่มันคงกลัวท่านแต่ไม่อยากเสียหน้าต่อหน้าองค์หญิงก็เลยจงใจหาข้ออ้างส่งเดชล่ะสิ!"

"เฮ้อ ไอ้พวกหน้าโง่"

หยางซิวถึงกับหลุดขำกับความเขลาของคนทั้งสอง เขาส่ายหน้าด้วยความระอา

"ฮึ! ใกล้ตายแล้วยังกล้าปากดี ไอ้เด็กเวร วันนี้ต่อให้เจ้ามีลิ้นทองคำก็อย่าหวังว่าจะรอดไปจากที่นี่ได้!"

จ้าวควงอู๋มีสีหน้าดุร้าย หยางซิวครอบครองวิชาของตระกูลจ้าวเอาไว้! หากปล่อยให้ไอ้เด็กนี่หนีรอดไปได้แล้ววันหน้าคนในตระกูลจ้าวรู้เรื่องนี้เข้า ต่อให้เขาจะเป็นอัจฉริยะของตระกูลก็คงไม่อาจรับผิดชอบความผิดนี้ได้!

ในเมื่อไอ้เด็กนี่ไม่ยอมส่งคืนมา ก็จงฝังร่างไว้ใต้บาดาลนี้ตลอดกาลซะเถอะ!

จ้าวควงอู๋แผดเสียงคำรามลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ นิ้วทั้งห้ากำแน่น ดาบเล่มเขื่องสีแดงฉานปรากฏขึ้นในมือ เขาเงื้อดาบขึ้นสูงแล้วฟาดฟันลงมาอย่างสุดแรงตามแรงส่ง ท่าทางดุดันราวกับจะผ่าหินผาให้แยกเป็นสองเสี่ยง!

สีหน้าของซูหยาเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน นางรีบร้องห้าม "จ้าวควงอู๋ หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"

ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก สิ่งที่หยางซิวพูดมานั้นมีเหตุผล ดูจากท่าทางของพวกจ้าวควงอู๋แล้ว ตลอดทางที่ผ่านมาพวกเขาย่อมไม่พบเจอมดมารปฐพีอย่างแน่นอน

แต่พวกนางเคยเห็นความน่ากลัวของมดมารปฐพีที่นี่มาแล้ว! ยิ่งเมื่อมองดูศิลาวิญญาณนับสิบล้านก้อนในวังบาดาลที่ล้วนมีรอยถูกกัดกิน นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าจำนวนมดมารปฐพีในวังบาดาลแห่งนี้จะต้องไม่น้อยแน่!

เมื่อเห็นซูหยาแสดงความกังวลออกมา ไฟโทสะในใจของจ้าวควงอู๋ก็ยิ่งลุกโชน เขาคิดว่านางกำลังเป็นห่วงหยางซิว

มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าซูหยาคือของหวงห้ามของจ้าวเทียนจี๋พี่ชายของเขา และวีรบุรุษคนไหนบ้างจะไม่หลงใหลสาวงาม ซูหยางดงามราวกับเทพธิดาจำแลง นางคือเทพธิดาในดวงใจของศิษย์ส่วนใหญ่ในสำนัก แม้แต่ตัวจ้าวควงอู๋เองก็ยังมีความปรารถนาเบื้องลึกต่อนาง

ยามนี้เมื่อเห็นซูหยาเป็นห่วงเป็นใยหยางซิว สีหน้าของเขาก็ยิ่งบิดเบี้ยว จิตสังหารอันเย็นเยียบแผ่ซ่านออกมา

"บั่นโลหิตยมโลก!"

ภายใต้ความโกรธเกรี้ยว พลังจากฝ่ามือทั้งสองถูกส่งผ่านลงไปในตัวดาบ ปราณดาบพุ่งพล่านล็อคเป้าหมายไปที่หยางซิวอย่างแน่วแน่ พลังดาบอันบ้าคลั่งก่อตัวเป็นพายุหมุนพัดกระหน่ำลงมาราวกับน้ำตกที่ไหลบ่าเข้าบดขยี้ศัตรู

ศิลาวิญญาณรอบด้านทนรับแรงกดดันไม่ไหวระเบิดแตกกระจายไปหลายก้อน

ซูหยาที่อยู่ไม่ไกลหน้าถอดสี บั่นโลหิตยมโลกงั้นหรือ นี่คือกระบวนท่าแรกของเคล็ดดาบยมโลกซึ่งเป็นวิชาแกนหลักของตระกูลจ้าว! หากฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบ พลังทำลายล้างของมันจะเทียบเท่ากับทักษะยุทธ์ระดับสามขั้นสูงสุดเลยทีเดียว!

ดาบนี้ถึงขั้นสร้างสภาวะดาบขึ้นมาได้แล้ว แสดงว่าเขาฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว!

ไม่เพียงเท่านั้น จ้าวควงอู๋ยังเป็นถึงยอดฝีมือระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นแปด หากวัดกันที่ความแข็งแกร่งอย่างแท้จริงแล้ว แม้แต่นางที่อยู่ระดับวิญญาณยุทธ์ขั้นเก้าก็ยังไม่แน่ว่าจะสะกดเขาเอาไว้ได้!

"ระวัง!"

ซูหยาเผลอร้องเตือนออกไป ทันทีที่คำพูดหลุดออกจากปาก แม้แต่นางเองก็ยังไม่อยากเชื่อ

นี่นาง... กำลังเป็นห่วงไอ้มารร้ายหยางซิวคนนี้งั้นหรือ

"ฮึ!"

การโจมตีแบบไม่ลืมหูลืมตาของจ้าวควงอู๋ เพียงแค่ดาบเดียวก็สร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลขนาดนี้ หากรุนแรงกว่านี้อีกนิดล่ะก็...

หยางซิวแค่นเสียงเย็นชา วินาทีที่ดาบฟาดฟันลงมา กระบี่พยัคฆ์คำรามก็ส่งเสียงกู่ร้องพร้อมกับปรากฏขึ้นในมือ เขาจับกระบี่ด้วยสองมือแล้วดันสวนขึ้นไปรับการโจมตีเอาไว้!

"เปรี้ยง!"

ดาบและกระบี่ปะทะกันอย่างรุนแรง แสงวิญญาณสว่างวาบขึ้นบนตัวดาบสีเลือด!

"อะไรนะ! วิญญาณยุทธ์ขั้นสาม!" จ้าวเสี่ยนที่อยู่ไม่ไกลมองหยางซิวด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ เขากัดฟันกรอด "วิญญาณยุทธ์ขั้นสาม! เวลาผ่านไปไม่ถึงสองวัน ไอ้เด็กนี่มันทะลวงระดับได้ถึงสองขั้นเลยงั้นเรอะ!"

ซูหยาที่อยู่ห่างออกไปก็ทอประกายความประหลาดใจในดวงตา วิญญาณยุทธ์ขั้นสาม หยางซิวหมอนี่ใช้เวลาแค่สองวันก็ทะลวงผ่านไปได้ถึงสองระดับ หากมองไปทั่วทั้งสำนักมังกรฟ้าก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะเหนือมนุษย์แล้ว! มิน่าเล่าเขาถึงยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับจ้าวควงอู๋

"เจ้า!"

ในฐานะคู่ต่อสู้ จิตใจของจ้าวควงอู๋ในยามนี้แตกตื่นยิ่งกว่าใครๆ คลื่นพายุลูกใหญ่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายในใจ!

การโจมตีของหยางซิวเมื่อครู่ไม่มีคลื่นพลังวิญญาณแผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย ไม่มีท่วงท่าพลิกแพลงใดๆ อาศัยเพียงพละกำลังทางกายล้วนๆ ในการต้านทานเขา ราวกับใช้ความเด็ดขาดสยบทุกความซับซ้อน!

จะเป็นไปได้อย่างไร! ต่อให้ไอ้เด็กนี่จะทะลวงระดับได้ แต่พลังฝึกปรือของมันก็เพิ่งจะวิญญาณยุทธ์ขั้นสาม ส่วนเขาคือวิญญาณยุทธ์ขั้นแปด เหนือกว่าหยางซิวตั้งหลายขุม!

แต่อีกฝ่ายกลับใช้แค่พละกำลังทางกายรับดาบของเขาเอาไว้ได้ มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!

"เจ้าอะไรของเจ้า ไสหัวไปให้พ้น!"

หยางซิวตวาดกร้าว แสงกระบี่พยัคฆ์คำรามสาดส่องเจิดจ้ากระแทกจ้าวควงอู๋จนกระเด็นถอยไป ส่วนตัวเขาเองก็ถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้าเคร่งเครียด

สภาพของเขาในตอนนี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก เพื่อความปลอดภัยเขาไม่ได้ใช้ปราณมารเร้นลับ อาศัยเพียงร่างกายเนื้อรับดาบของจ้าวควงอู๋ตรงๆ หลังจากการปะทะ เขารู้สึกปวดร้าวราวกับร่างกายทุกตารางนิ้วถูกปราณดาบเชือดเฉือน เส้นชีพจรภายในฉีกขาด เลือดลมในกายปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์!

ทว่าการปะทะครั้งนี้กลับทำให้ร่างกายของเขาเกิดความรู้สึกประหลาดบางอย่าง หลังผ่านพ้นความเจ็บปวดจากปราณดาบ ร่างกายที่ปวดร้าวก็เริ่มร้อนผ่าวราวกับกำลังแช่อยู่ในน้ำพุร้อนอันอบอุ่น ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูเนื้อ

หยางซิวพบด้วยความประหลาดใจว่าร่างกายของตนคล้ายจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เส้นชีพจรก็สมานตัวเข้าหากันเอง

ผิวหนังของหยางซิวทอประกายแสงสีเงินยวงออกมาท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคน!

"แสงชุบกายา นี่มันสัญลักษณ์ของการก้าวสู่นักรบเงินขาว!"

จบบทที่ บทที่ 22 - ความลับที่แท้จริง เบื้องล่างวังบาดาล!

คัดลอกลิงก์แล้ว