เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 52 หลอมลมปราณขั้นเก้า

บทที่ 52 หลอมลมปราณขั้นเก้า

บทที่ 52 หลอมลมปราณขั้นเก้า


บทที่ 52 หลอมลมปราณขั้นเก้า

การบำเพ็ญเซียนผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่นับปี

หลายปีต่อมา

เกาะปี้อวี้ ภายในถ้ำพำนัก

ฟางชิงค่อยๆ เก็บพลัง ในดวงตามีแสงสีดำวาบผ่าน: “หลอมลมปราณขั้นเก้าแล้วหรือ? ไม่เลว...”

ด้วยความช่วยเหลือของโอสถอย่างโอสถผงหลอมปราณ ความจริงแล้วเขาสามารถบำเพ็ญถึงหลอมลมปราณขั้นเก้าได้ตั้งนานแล้ว

สาเหตุที่ล่วงเลยมาจนถึงยามนี้ ย่อมเป็นเพราะเขายังไม่ได้เปลี่ยนผันปราณหยวนของเคล็ดวิชาอื่นมาใช้งานนั่นเอง!

ต่อให้ในยามนี้เขาจะทะลวงสู่หลอมลมปราณขั้นเก้า ทว่าภายในไข่มุกกำเนิดเต๋า ยังคงมีปราณหยวนที่เปลี่ยนมาจาก ‘คัมภีร์เฮยหลิง’ ระดับเจ็ดกักเก็บไว้อยู่!

หากเปลี่ยนผันทั้งหมด เขาจะบรรลุหลอมลมปราณขั้นสมบูรณ์ได้ทันที และสามารถเริ่มพุ่งชนขอบเขตสร้างรากฐานได้เลย

“ด้วยการมีตำราฉบับของแท้ของตระกูลหลัว การทะลวงสู่ผสานปราณระดับเจ็ดสำหรับข้าจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด เพียงแต่ข้าปรารถนาจะหล่อหลอมรากฐานให้มั่นคงอีกครั้ง ทั้งยังต้องการสะสมปราณหยวน จึงเลือกที่จะเริ่มฝึกฝนใหม่ตั้งแต่ต้น จนบัดนี้จึงเพิ่งจะถึงระดับเจ็ดเท่านั้น...”

“ส่วน《มหาเวทรับอาณัติมหาตะวัน》น่ะหรือ? ลำพังเพียงการเพียรบำเพ็ญของตนเองอย่าได้หวังเลย ยามนี้หากไม่มีการรับอาณัติ งั้นก็คงมีวาสนาเพียงแค่ระดับเริ่มต้นเท่านั้น!”

ฟางชิงแอบคำนวณในใจ อีกไม่นานเกินรอ วันที่วิถีสูดปราณและวิถีหลอมลมปราณของเขาจะบรรลุระดับเก้าพร้อมกันคงจะมาถึง

ถึงตอนนั้น ‘ด่านแก่นแท้แห่งปราณ’ ในบรรดาสามด่านของการสร้างรากฐาน ย่อมสามารถทะลวงผ่านได้เพียงปลายนิ้ว

“สร้างรากฐาน... อยู่แค่เอื้อมแล้วสินะ?”

เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาจึงสำรวจภายในทะเลจิตสำนึก ก็พบกับอักขระเมล็ดพันธุ์ที่ส่องแสงเจิดจ้า ซึ่งเป็นตัวแทนของ ‘มหาอำนาจวชิระ’

ที่ข้างอักขระเมล็ดพันธุ์ตัวนี้ ยังมีอักขระเมล็ดพันธุ์อีกไม่กี่ตัวที่ได้จากการฝึกฝน《มหาเวทรับอาณัติมหาตะวัน》 ซึ่งเป็นตัวแทนของความหมายอย่าง ‘รับอาณัติ’, ‘บริจาค’ และ ‘ศีล’ ตามลำดับ

ตามที่ฟางชิงเคยทดลองและพิจารณาก่อนหน้านี้ หากจะ ‘บริจาค’ พลังบำเพ็ญของตนเอง ก็ต้องทำผ่านอักขระเมล็ดพันธุ์ของนิกายลับเหล่านี้ ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนครั้งและความรุนแรง

ขณะที่กำลังพินิจพิจารณาตัวอักษรที่ดูคล้ายมังกรคล้ายแมลงเหล่านี้ ในใจของเขาพลันไหววูบ ปราณโลหิตและพลังประหลาดทั่วร่างพลันโคจรอย่างบ้าคลั่งไปทั่วทุกจุดในร่างกาย

ภาพเพ่งกสิณ ‘ธรรมบาลพระมหามาตราวชิระ’ แหงนหน้าคำรามกึกก้อง สามพักตร์แปดกรเริ่มควบแน่นสมจริง

อักขระเมล็ดพันธุ์ที่เป็นตัวแทนของ ‘มหาอำนาจวชิระ’ ส่องแสงเจิดจ้าสุดขีด คาดว่ายามนี้สามารถสำแดง ‘มหาอำนาจวชิระ’ ได้ถึงสามครั้ง!

“วันนี้ช่างเป็นเรื่องมงคลซ้อนมงคลจริงๆ คัมภีร์ธรรมบาลพระมหามาตราวชิระระดับขั้นแรกของข้า บรรลุขั้นสมบูรณ์โดยสิ้นเชิงแล้ว”

ฟางชิงสัมผัสได้ถึงร่างกายที่ได้รับการเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง จึงอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเงียบๆ: “นับเป็นระดับกึ่งขั้นสองได้หรือไม่นะ? หากมีการเสริมส่งจากมหาอำนาจวชิระ งั้นก็คือการบ่มเพาะกายเนื้อระดับสอง!”

“ประกอบกับข้ากลั่นกรองสัมผัสเทวะสำเร็จมานานแล้ว... การสร้างรากฐานมั่นคงดุจภูผา ส่วนภัยแฝงเพียงอย่างเดียว ข้าย่อมมีหนทางแก้ไขเช่นกัน”

เขาหยิบขวดหยกใบหนึ่งออกมา ภายในบรรจุโอสถ ‘โอสถบำรุงเส้นชีพจรเหมันต์’ ไว้หนึ่งเม็ด

ตามตำราโอสถระดับสองที่ฟางชิงเคยอ่านในยามนี้ เมื่อนำมาตรวจสอบอีกครั้ง ก็สามารถยืนยันได้แน่นอนว่าโอสถระดับสองเม็ดนี้เป็นของแท้ มีผลช่วยปกป้องเส้นชีพจรยามที่ผู้ฝึกตนกำลังสร้างรากฐาน!

และการสร้างรากฐานหากล้มเหลว สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเส้นชีพจรขาดสะบั้นจนถึงแก่ความตาย

ดังนั้น โอสถเม็ดนี้แม้จะช่วยในการสร้างรากฐานได้ไม่มากนัก ทว่ากลับสามารถปกป้องชีวิตของผู้ฝึกตนหลอมลมปราณยามที่สร้างรากฐานล้มเหลวไม่ให้ต้องตายได้!

“เช่นนี้แล้ว ข้าอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้โอสถสร้างรากฐานเลยก็ได้ใช่หรือไม่?”

“กระทั่งหากเปลี่ยนผันปราณหยวนล่ะก็… ยามนี้ข้าก็คงบรรลุหลอมลมปราณขั้นเก้าสมบูรณ์ เพื่อพุ่งชนขอบเขตสร้างรากฐานได้ทันทีเลยนี่นา?”

ฟางชิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า: “สวัสดิการที่สำนักมอบให้ฟรีๆ ทำไมถึงจะไม่เอาเล่า? งานประลองศิษย์สืบทอดนับว่าอยู่ตรงหน้าแล้ว... ได้โอสถสร้างรากฐานมาสักเม็ดก่อนค่อยสร้างรากฐานมันไม่หอมหวานกว่าหรือ? ต่อให้ไม่ได้ใช้ แต่นำไปขายย่อมได้หินวิญญาณมหาศาลอยู่แล้ว!”

ตามที่เขาคำนวณไว้ การที่เคล็ดวิชาทั้งสองสายของเขาจะบรรลุระดับเก้าสมบูรณ์นั้น ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นช่วงหลังจากงานประลองศิษย์สืบทอดพอดี

เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่เสียงานทั้งสองฝ่าย

‘และ... ปราณหยวนในไข่มุกกำเนิดเต๋ายังสามารถเปลี่ยนผันได้ไม่จำกัด แต่ปราณหยวนที่ร่างกายข้าแบกรับได้นั้นกลับมีขีดจำกัด... หากไม่สร้างรากฐานเพื่อขยายความจุ แล้วจะแบกรับเคล็ดวิชาแต่ละสายให้รุดหน้าไปพร้อมกันได้อย่างไร ใช่ไหม?’

หลังจากซึมซับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของหลอมลมปราณขั้นเก้าแล้ว ฟางชิงก็เดินมาที่โต๊ะหินสีเขียว หยิบกาสุราผลไม้ออกมาจากถุงเก็บของ รินให้ตนเองหนึ่งจอก แล้วค่อยๆ ลิ้มรสอย่างละเมียดละไม: “นึกไม่ถึงเลยจริงๆ... หลี่หรูหลงจะเป็นคนพรรค์นี้ไปได้!”

เมื่อนึกถึงเรื่องราวในปีนั้น สีหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความทอดถอนใจ

ในปีนั้น หลังจากทำเรื่องใหญ่โตอย่างการปั่นหัวระดับตำหนักม่วงแล้ว ฟางชิงก็หลบซ่อนตัวอยู่นานถึงหนึ่งปี จึงจะกล้าไปสืบข่าวที่กู่สู่

ทว่าเขากลับได้ยินข่าวที่ทำให้ตนเองต้องตกตะลึงอย่างยิ่ง—หลี่หรูหลงบูชายัญกองทัพของตนเอง สังหารญาติมิตรและคนที่รักจนสิ้น แล้วหายสาบสูญไป!

แม้จะรู้ดีว่าข่าวลือตามตลาดนัดมักจะขาดรายละเอียดและความจริง แต่ทิศทางโดยรวมก็น่าจะถูกต้อง

‘หลี่หรูหลงปรารถนาจะหนีตาย... ค่าตอบแทนมันช่างมหาศาลถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’

‘สุดท้ายเขาก็... เลือกตนเองสินะ? มรรควิถีเซียนให้ความสำคัญกับตนเองเป็นที่หนึ่ง สมคำร่ำลือจริงๆ!’

ถึงจะกล่าวเช่นนั้น ทว่าฟางชิงกลับไม่ได้มีความรู้สึกโกรธแค้นที่ถูกหลอกเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรเสีย การที่เขาช่วยหลี่หรูหลงมันก็เป็นเพียงผลพลอยได้ เป้าหมายหลักคือการกำจัดตระกูลหลัวแห่งเทียนสุ่ยต่างหาก!

อีกทั้งการได้ยินข่าวการล่มสลายของตระกูลหลัวแห่งเทียนสุ่ย มันก็ทำให้เขารู้สึกสดชื่นราวกับได้ดื่มน้ำเย็นจัดท่ามกลางฤดูร้อนที่แผดเผาจริงๆ

เพียงแต่เพื่อความปลอดภัย ฟางชิงจึงไม่กล้าไปสืบข่าวแถวเทียนสุ่ย และยิ่งไม่กล้ากลับไปดูที่แอ่งสามลำธาร

เผื่อว่าระดับตำหนักม่วงจะยังคงซุ่มดักรอคนอยู่ที่นั่น!

ด้วยนิสัยของผู้สูงส่งทางฝั่งกู่สู่ ใช่ว่าจะไม่มีความเป็นไปได้!

เพื่อความรอบคอบ ย่อมต้องมั่นคงไว้ก่อนจะดีที่สุด

‘ทว่าหลังจากหลัวต้าเฉิงตายไป ในมือข้าก็ไม่มีหมากให้ใช้งานแล้ว คงต้องมองหาคนใหม่...’

‘แม้จะไม่เคยเห็นสถานการณ์จริงระหว่างคุรุกับศิษย์ในอาณาเขตมหาขุมทรัพย์ แต่การควบคุมศิษย์ของข้า ดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าคุรุทั่วไปสินะ?’

ฟางชิงจิบสุราผลไม้คำหนึ่ง พลางทบทวนแผนการอย่างช้าๆ: ‘หลังจากนี้หากเจอสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้ การส่งเบี้ยใช้แล้วทิ้งไปหยั่งเชิงย่อมเหมาะสมที่สุด’

‘แผนการคราวก่อนที่สำเร็จได้ ยังนับว่ามีโชคช่วยอยู่บ้าง หัวใจสำคัญคือตอนนั้นหลี่หรูหลงติดอยู่ในกระดานหมากของระดับตำหนักม่วง และถูกระดับตำหนักม่วงจ้องมองอยู่... หลัวต้าเฉิงในฐานะคนนอกที่เพิ่งจะได้สัมผัสกับเขา หากหลี่หรูหลงแสดงท่าทีผิดปกติออกมา แปดเก้าส่วนย่อมต้องถูกผู้ฝึกตนระดับตำหนักม่วงคำนวณ หรือแม้แต่ถูกจับตามองโดยตรงทันที!’

และด้วยระดับความสูงส่งที่แตกต่างกันถึงสองขอบเขตใหญ่ ขอเพียงระดับตำหนักม่วงผู้นั้นมีความรู้เรื่องการพยากรณ์บ้าง ย่อมต้องคำนวณเรื่องราวทุกอย่างของหลัวต้าเฉิงออกมาได้แน่นอน!

ที่วิเศษยิ่งกว่า คือเขามี ‘ดั่งอยู่ในคำนวณ’ ปกปิดไว้ ในเหตุปัจจัยของหลัวต้าเฉิงจึงไม่มีร่องรอยของเขาปรากฏออกมาเลยแม้แต่น้อย

‘ทว่าการเสี่ยงทายมิใช่ทุกสิ่ง การพยากรณ์ก็อาจฆ่าคนให้ตายได้เช่นกัน!’

‘หากระดับตำหนักม่วงผู้นั้นสืบหาเบาะแสจากโลกโลกิยะ อย่างมากก็คงหามาถึงแค่หอวารีเก้าสาย ณ ตลาดนัดปี้หลัวเท่านั้น... แต่ในตอนนั้นข้าใช้รูปลักษณ์บุรุษวัยกลางคนท่าทางเจ้าเล่ห์ที่แปลงโฉมมา แล้วมันจะเกี่ยวอะไรกับฟางสุ่ยเล่า? ขนาดฟางสุ่ยยังตามรอยไม่ได้ แล้วจะมาตามรอยข้าฟางชิงได้งั้นหรือ?’

ฟางชิงจิบสุราผลไม้อีกจอก สีหน้าดูเหม่อลอย: “หากคำนวณตามฝั่งโน้น บัดนี้ก็เป็นปีศักราชยุคใกล้ที่แปดพันห้าร้อยสามสิบสี่แล้ว ข้าเองก็อายุสามสิบกว่าปี ทว่ากลับยังทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง แม้แต่สร้างรากฐานก็ยังไม่ได้...”

“ยังดีที่ถึงจะเป็นเช่นนั้น หัวใจข้ายังคงเป็นดั่งเด็กหนุ่ม”

เขาลูบใบหน้าของตนเอง พบว่าอาจเป็นเพราะการบำเพ็ญเซียนหรือการบ่มเพาะกายเนื้อ รูปลักษณ์ของเขาจึงยังคงหยุดอยู่ที่วัยสิบแปดปี นับเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง

หลังจากนี้ ขอเพียงขอบเขตพลังบำเพ็ญทะลวงผ่านได้เร็วพอ ความแก่ชราก็ย่อมมิอาจตามเขาได้ทัน!

...

ฟางชิงเดินออกจากถ้ำพำนัก มุ่งหน้าไปยังตำหนักโอสถ

ยามนี้เหนือเกาะโอสถ แม้จะมีศิษย์หลอมลมปราณอยู่ไม่น้อย ทว่ากลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความกระวนกระวาย

ฟางชิงย่อมรู้ดีว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

งานประลองศิษย์สืบทอด อยู่แค่เอื้อมแล้ว!

และในยามนี้เหนือเกาะโอสถ ศิษย์ที่มีหวังจะเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สืบทอดจริงๆ ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

‘นักปรุงโอสถโดยทั่วไปมักไม่ถนัดการต่อสู้ พื้นฐานแล้วล้วนต้องการเดินตามเส้นทางศิษย์สืบทอดร้อยวิชาชีพเซียนทั้งสิ้น’

‘นักปรุงโอสถสองคนที่โด่งดังที่สุดของเกาะโอสถในยามนี้ คนหนึ่งคือกงซู่ซู่ อีกคนคืออู่หลงจื่อ... ทั้งสองคนต่างก็เคยปรุงโอสถวิเศษระดับสองสำเร็จมาแล้วคนละหนึ่งชนิด ก็นับว่าเป็นว่าที่นักปรุงโอสถระดับสองได้แล้ว’

ฟางชิงลูบคางพลางเผยรอยยิ้ม: ‘ประจวบเหมาะนัก... หนี้แค้นจะได้สะสางไปพร้อมกันเลย’

คนทั้งสองนี้ต่างก็มีความเกี่ยวพันกับเขา กงซู่ซู่เคยแอบวางแผนร้ายกับเขาในตอนนั้น ส่วนอู่หลงจื่อยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง สูบกินหินวิญญาณของเขาไปตั้งมากมาย

‘ผลคือจนถึงปัดนี้กลับยังสร้างรากฐานไม่ได้ ช่างเป็นพวกสวะจริงๆ!’

‘แต่ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่ไปประลองยุทธ์หรอก ยื่นขอรับการทดสอบนักปรุงโอสถระดับสองโดยตรงเลยแล้วกัน...’

ต่อให้จะเป็นการประลองยุทธ์บนเวที ด้วยวิชาบ่มเพาะกายเนื้อระดับสอง ฟางชิงก็มั่นใจว่าจะสามารถกวาดล้างคู่ต่อสู้ทุกคนเพื่อชิงตำแหน่งมาได้

แต่เขาคือนักปรุงโอสถ ไม่ถนัดการต่อสู้ ย่อมต้องรักษาภาพลักษณ์ไว้ให้มั่น!

ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถสะสางหนี้แค้นได้อีกด้วย นี่ก็นับเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ทำให้เขารู้สึกสนุกได้จริงๆ

ฟางชิงมีรอยยิ้มประดับมุมปาก เดินมาที่โต๊ะหยก

ผู้ที่เข้าเวรในวันนี้ประจวบเหมาะที่เป็นฮวาหลิงซู่ นางเมื่อพบฟางชิงก็ยิ้มแย้มหยาดเยิ้ม: “ศิษย์น้องฟาง วันนี้มาที่นี่ มีธุระอันใดหรือ?”

“มาขอยื่นเรื่องทดสอบ... นักปรุงโอสถระดับสอง”

ฟางชิงยิ้มบางๆ พลางเอ่ยจุดประสงค์การมาของตน

ชั่วพริบตา ทั่วทั้งตำหนักโอสถพลันเงียบกริบ สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่เขา ทำให้มหาผู้บำเพ็ญในชุดคลุมสีน้ำเงินที่มีท่าทีสงบนิ่งผู้นี้ กลายเป็นจุดสนใจเพียงหนึ่งเดียวของที่นี่ทันที

...

ในขณะเดียวกัน

ณ สถานที่แห่งหนึ่งบนเกาะโอสถ ภายในตำหนักที่หรูหราอลังการ

ผู้อาวุโสเทียนติ่งนั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน จ้องมองบรรดานักปรุงโอสถระดับสองที่นั่งอยู่ซ้ายขวากำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือด

เรื่องที่สามารถทำให้เขาต้องออกจากด่านมาจัดการ ย่อมต้องเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของเกาะโอสถ—การคัดเลือกศิษย์สืบทอดร้อยวิชาชีพเซียน!

แม้จะกล่าวว่าเกาะโอสถเป็นผู้เสนอชื่อ มิใช่ผู้กำหนดโดยตรง ทว่าหลังจากส่งรายชื่อขึ้นไปแล้ว มีหรือที่เจ้าสำนักลิ่งหูจะกล้าปฏิเสธ?

และการปรุงโอสถเช่นนี้ หากมิใช่ความแตกต่างของระดับขั้นอย่างชัดเจน ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของโอสถที่ปรุงสำเร็จ ย่อมมีเพียงปรมาจารย์ปรุงโอสถที่แท้จริงเท่านั้นจึงจะจำแนกได้

แล้วนักปรุงโอสถผู้ยิ่งใหญ่ที่มีอำนาจตัดสินใจเช่นนี้ของสำนักปี้ไห่อยู่ที่ใดเล่า? ก็มิใช่อยู่ในตำหนักแห่งนี้หรอกหรือ!

“ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ในบรรดาศิษย์สืบทอดร้อยวิชาชีพเซียนของสำนัก ย่อมต้องมีที่นั่งให้เกาะโอสถของข้าหนึ่งที่เสมอ ทุกท่าน... ลองหารือกันดูเถิด”

เทียนติ่งค่อยๆ เอ่ยขึ้น น้ำเสียงดูไม่รีบร้อน สายตากวาดมองไปที่ผู้ใต้บังคับบัญชา: “แน่นอนว่า จะให้น่าเกลียดเกินไปไม่ได้ การเสนอชื่อนักปรุงโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงขึ้นไป เกรงว่าจะมิอาจปิดปากคนทั้งสำนักได้”

สิ้นคำกล่าวนี้ บุรุษวัยกลางคนที่มีกลิ่นอายของบัณฑิตพลันยิ้มว่า: “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าขอเริ่มก่อนแล้วกัน ข้าขอเสนอชื่อกงซู่ซู่... นางเป็นศิษย์ของข้า ในวิถีโอสถก็นับว่าพอมีพรสวรรค์อยู่บ้าง บัดนี้สามารถปรุง ‘โอสถเซียงอวี้’ ระดับสองได้สำเร็จแล้ว... ก็นับว่าเป็นว่าที่นักปรุงโอสถระดับสองแล้วล่ะ”

“ข้าขอเสนออู่หลงจื่อ!”

ในตอนนี้เอง นักปรุงโอสถระดับสองอีกท่านหนึ่งพลันเอ่ยขึ้น

“อู่หลงจื่อหรือ? คราวก่อนเขาสร้างรากฐานล้มเหลว... สิ้นเปลืองโอสถสร้างรากฐานไปหนึ่งเม็ดแล้ว ตามธรรมเนียมของสำนัก เขาได้หมดสิทธิ์ในการชิงตำแหน่งศิษย์สืบทอดไปโดยอัตโนมัติแล้วนี่นา”

ผู้อาวุโสหานได้ยินดังนั้นพลันขมวดคิ้ว

เขามิได้มีเรื่องบาดหมางกับอาจารย์ของอู่หลงจื่อ แต่เขาเป็นพวกสายเป็นกลางที่เคร่งครัดในกฎระเบียบของสำนักมากกว่า

“กฎข้อนี้... มีเขียนไว้ในกฎระเบียบสำนักหรือไม่?”

ชิงอู๋ อาจารย์ของอู่หลงจื่อยิ้มว่า: “ในเมื่อไม่มี งั้นก็แสดงว่าไม่ใช่กฎที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และการมอบโอสถสร้างรากฐานคราวก่อน ก็นับเป็นรางวัลที่สำนักมอบให้แก่ผู้มีความดีความชอบ ปกติย่อมไม่นับรวมในจำนวนครั้งที่แลกเปลี่ยนอยู่แล้ว... เช่นเดียวกับชุยเจ๋อผู้นั้น หากเขาไม่ได้สร้างรากฐาน ในวันนี้หากเขาจะมาชิงโอสถสร้างรากฐานจากการประลองยุทธ์อีกเม็ด งั้นก็คงไม่มีใครว่าอะไรได้”

แม้เหตุผลจะเป็นเช่นนั้น ทว่าเมื่อชิงอู๋เห็นสีหน้าของสหายร่วมงานคนอื่นๆ ที่ดูไม่เห็นด้วย เขาจึงได้แต่ถอนหายใจในใจ ก่อนจะตัดสินใจเพิ่มน้ำหนักในการเจรจาอีกครั้ง: “อู่หลงจื่อ... กลั่นกรองสัมผัสเทวะสำเร็จแล้ว!”

จบบทที่ บทที่ 52 หลอมลมปราณขั้นเก้า

คัดลอกลิงก์แล้ว