เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 - ข้าอยากรู้เรื่องของเจ้า

บทที่ 32 - ข้าอยากรู้เรื่องของเจ้า

บทที่ 32 - ข้าอยากรู้เรื่องของเจ้า


"เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน!"

เยี่ยอู๋โยวกล่าวขึ้น "ช่วงหลายวันนี้ข้าจะสละเวลาครึ่งวันเพื่อชี้แนะพวกท่าน ส่วนเวลาที่เหลือพวกท่านก็ไปทบทวนกันเอาเอง ดีหรือไม่?"

"ดี ดีเยี่ยม ยอดเยี่ยมไปเลย!"

จี้จงเฉิงรีบกล่าว "ขอบพระคุณคุณชายเยี่ย ขอบพระคุณมากขอรับ!"

เดิมที

เขาคิดว่าหากเยี่ยอู๋โยวเจียดเวลาให้สักหนึ่งชั่วยามก็ถือว่าบุญโขแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าจะให้ถึงครึ่งวัน

กำไรเห็นๆ!

"มู่โหยว!"

จี้จงเฉิงตะโกนเรียกชื่อ

มู่โหยวผู้เป็นศิษย์เอกรีบก้าวออกมารับคำ "ขอรับท่านอาจารย์!"

"ไป ไปเตรียมห้องปรุงโอสถของข้าให้พร้อม แล้วชงชาปี้อวิ๋นที่อาจารย์เก็บสะสมมานานปีมาด้วย!"

"ขอรับ!"

ฟางอีหลินที่อยู่ด้านข้างได้ยินเช่นนั้น นางก็รีบชี้ไปที่คนข้างกายแล้วสั่งการ "เจ้าไปเอาธูปเทียนฉานของข้ามาจุด แล้วนำไปไว้ในห้องปรุงโอสถของปรมาจารย์จี้เดี๋ยวนี้!"

"เจ้าค่ะ!"

เยี่ยอู๋โยวมองดูคนทั้งสองประจบประแจงเอาอกเอาใจแต่ก็ไม่ได้พูดสิ่งใด

ไม่นานนัก คนทั้งหมดก็เดินตามเยี่ยอู๋โยวเข้าไปในห้องปรุงโอสถ

ในเวลาเดียวกัน ช่วงเช้าตรู่

หลังจากป๋ายมู่เฉินเดินตรวจตราความเรียบร้อยรอบหอว่านเซี่ยง เขาก็มาถึงบริเวณที่บรรดาปรมาจารย์โอสถวิเศษมักจะใช้ปรุงโอสถ ทว่ากลับไม่พบปรมาจารย์โอสถวิเศษเลยแม้แต่คนเดียว

"คนหายไปไหนกันหมด?"

ป๋ายมู่เฉินตะโกนขึ้น "เช้าตรู่ขนาดนี้ก็พากันอู้งานแล้วงั้นหรือ? ปรมาจารย์โอสถวิเศษของหอว่านเซี่ยงเราได้รับผลตอบแทนสูงกว่าพวกปรมาจารย์รับเชิญของสี่ตระกูลใหญ่และจวนเจ้าเมืองตั้งเท่าไหร่ ยังจะกล้าอู้งานกันอีกหรือ?"

เมื่อถูกป๋ายมู่เฉินตำหนิ บรรดาผู้ดูแลต่างก็ไม่กล้าปริปากพูด

ในเวลานี้เอง

ป๋ายเชียนหลิงก็เดินเข้ามาดึงแขนผู้เป็นบิดาแล้วกระซิบ "ท่านพ่อ เลิกโวยวายได้แล้วเจ้าค่ะ บรรดาปรมาจารย์โอสถวิเศษพากันไปรวมตัวอยู่ที่ห้องปรุงโอสถของปรมาจารย์จี้กันหมดแล้ว"

"หืม?" ป๋ายมู่เฉินถามด้วยความไม่เข้าใจ "พากันไปรวมตัวอยู่ที่นั่นทำไมกัน?"

"คุณชายเยี่ยมาถึงตั้งแต่เช้าตรู่ ปรมาจารย์ฟางอีหลินกับปรมาจารย์จี้จงเฉิงก็พาลูกศิษย์ไปขอร้องให้คุณชายเยี่ยช่วยชี้แนะ คุณชายเยี่ยก็ตอบตกลงว่าจะให้เวลาครึ่งวัน ตอนนี้ทุกคนกำลังตั้งใจฟังคำสอนอยู่เจ้าค่ะ"

เมื่อได้ยินดังนั้น

สีหน้าของป๋ายมู่เฉินก็ดูพิลึกพิลั่น

"เมื่อวานคุณชายเยี่ยก็สอนวิธีปรุงโอสถชุบกายา โอสถรวบปราณ และโอสถปราณวิญญาณสูตรปรับปรุงใหม่ไปแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดวันนี้ถึงยังต้องสอนอีกเล่า?"

"ท่านพ่อ นี่ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือเจ้าคะ?"

ป๋ายเชียนหลิงกระซิบ "ที่พวกเขากำลังขอคำชี้แนะจากคุณชายเยี่ย ไม่ใช่เรื่องการปรุงโอสถวิเศษสามชนิดนั้น แต่เป็นการขอคำชี้แนะเรื่องวิถีโอสถต่างหาก!"

ขอคำชี้แนะเรื่องวิถีโอสถ!

ปรมาจารย์โอสถวิเศษระดับสามที่มีชื่อเสียงโด่งดังสองคน รวมกับปรมาจารย์โอสถวิเศษระดับหนึ่งและระดับสองอีกเกือบยี่สิบคน กำลังขอคำชี้แนะจากเยี่ยอู๋โยว!

สีหน้าของป๋ายมู่เฉินยิ่งดูพิลึกพิลั่นมากขึ้นไปอีก

"คุณชายเยี่ยผู้นี้ ช่างเป็น ... ยอดคนเหนือคนโดยแท้!"

จากนั้นป๋ายมู่เฉินก็เอ่ยต่อ "ดูเหมือนว่าตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้กลายเป็นคนไร้ค่าหรอก แต่ตั้งใจซ่อนเร้นกายเพื่อดูธาตุแท้ของคนรอบข้างมากกว่า ... "

"หา?"

ป๋ายเชียนหลิงชะงักไป

ช่วงอายุสิบสี่ถึงสิบหกปีถือเป็นช่วงเวลาทองในการเริ่มต้นฝึกยุทธ์เลยนะ

เยี่ยอู๋โยวจะยอมปล่อยให้เสียเวลาไปเปล่าๆ เช่นนี้เชียวหรือ?

"ลูกไม่เข้าใจหรอก!"

ป๋ายมู่เฉินเอ่ยด้วยสีหน้าลึกลับ "พ่อเคยได้ยินมาว่ามียอดอัจฉริยะบางคน เพื่อขัดเกลาสภาวะจิตใจของตนเอง พวกเขาถึงกับจงใจทำลายวรยุทธ์ตนเองเพื่อตกตะกอนจิตใจ ทั้งหมดก็เพื่อให้การฝึกฝนในระดับที่สูงขึ้นราบรื่นยิ่งกว่าเดิม พ่อว่าเยี่ยอู๋โยวก็น่าจะเป็นเช่นนั้น!"

เมื่อพูดถึงตรงนี้

ป๋ายมู่เฉินก็หัวเราะออกมา "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้ก็เริ่มสนุกขึ้นมาแล้วสิ ตระกูลเยี่ยทอดทิ้งเขา ตระกูลเสิ่นและจวนเจ้าเมืองก็เคียดแค้นเขาเข้ากระดูกดำ กลับกลายเป็นว่าตระกูลซูได้ส้มหล่นไปเต็มๆ!"

"ลูกกลับไม่คิดเช่นนั้นนะเจ้าคะ"

ป๋ายเชียนหลิงแย้งขึ้นมา "ลูกดูออกว่าคุณชายเยี่ยไม่ได้มีท่าทีกระตือรือร้นกับซูชิงเหอเลย ออกจะเย็นชาเสียด้วยซ้ำ เป็นไปได้ว่า ... คุณชายเยี่ยอาจจะทำข้อตกลงอะไรบางอย่างกับตระกูลซู อย่างเช่นช่วยรักษาอาการป่วยให้ซูชิงเหอเพื่อแลกกับการที่ตระกูลซูยอมให้ความคุ้มครองเขาชั่วคราว?"

"มิเช่นนั้น เหตุใดคุณชายเยี่ยถึงไม่ยอมฝึกฝนอยู่ที่ตระกูลซู แต่กลับมาที่หอว่านเซี่ยงของเราทุกวันเล่าเจ้าคะ"

ป๋ายมู่เฉินรู้สึกว่าคำพูดของลูกสาวก็มีเหตุผลไม่น้อย

"เจ้านี่น้า ก็เป็นคนฉลาดเฉลียวอยู่หรอก เพียงแต่ตอนที่คบค้าสมาคมกับพวกต้วนอิ้งเยว่ สมองคงจะเบลอไปหน่อย!"

ป๋ายมู่เฉินเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ "จำเอาไว้ ในเมื่อตอนนี้คุณชายเยี่ยมีความบาดหมางกับจวนเจ้าเมือง เจ้าก็ควรจะถอยห่างจากต้วนอิ้งเยว่ให้มากหน่อย"

"ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"

"อืม"

...

ภายในหอว่านเซี่ยง

ยามเที่ยงตรง

เยี่ยอู๋โยวชี้แนะเสร็จสิ้น เขาเดินออกจากห้องปรุงโอสถพร้อมกับบิดขี้เกียจ

ถูกบรรดาปรมาจารย์โอสถวิเศษตามตื๊อมาตลอดทั้งเช้า ตอนนี้เขารู้สึกปวดหัวตึบๆ ไปหมดแล้ว

ปัญหาของปรมาจารย์โอสถวิเศษพวกนี้ช่างตื้นเขินจนเขาแทบจะพูดไม่ออก

แต่เมื่อนึกถึงว่าโอสถชุบกายา โอสถรวบปราณ และโอสถปราณวิญญาณสูตรปรับปรุงใหม่จะสามารถทำเงินให้เขาได้อย่างมหาศาล เยี่ยอู๋โยวก็จำต้องอดทนสอนต่อไป

"ยอดเยี่ยมไปเลย คุณชายเยี่ย!"

เสียงหัวเราะใสกังวานราวกระดิ่งเงินดังกังวานขึ้น "ทำให้ปรมาจารย์โอสถวิเศษระดับสามถึงสองคนแทบจะกราบกรานท่านได้ ท่านนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ!"

เยี่ยอู๋โยวหันไปมองตามเสียง

เห็นเพียงเจียงหนานหนิงนั่งอยู่บนระเบียงทางเดิน นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองอ่อนที่ขับเน้นใบหน้าให้ดูเนียนนุ่มและผิวพรรณขาวผ่อง

ใบหน้างดงามส่งยิ้มบางๆ เผยให้เห็นลักยิ้มเล็กๆ อย่างชัดเจน

เรียวขาขาวเนียนที่โผล่พ้นชายกระโปรงแกว่งไกวไปมา ยิ่งดึงดูดสายตาจนไม่อาจละสายตาได้

เจียงหนานหนิงนั่นเอง

"ข้าก็แค่เอาทฤษฎีการปรุงโอสถง่ายๆ มาประยุกต์ใช้เท่านั้น พวกเขาคลุกคลีอยู่กับวิถีโอสถมานานจนมีความคิดยึดติด เลยปรับตัวไม่ทันก็เท่านั้นเอง"

เยี่ยอู๋โยวเดินเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยถาม "ท่านผู้เฒ่าเจียงเป็นอย่างไรบ้าง?"

"ดีมากเลยล่ะ!"

เจียงหนานหนิงยิ้มตอบ "โอสถวิเศษที่ท่านปรุงเมื่อวาน พอนำมาใช้ควบคู่กับเคล็ดวิชาปราณหยินเร้นลับ มันก็ช่วยระงับพิษไฟที่เกิดจากการฝึกเคล็ดวิชาสวรรค์เพลิงทองคำของท่านปู่ได้ชะงัดนัก"

พูดจบเจียงหนานหนิงก็มองหน้าเยี่ยอู๋โยวแล้วส่งยิ้มหวาน "ขอบใจเจ้ามากนะ"

"เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น"

เจียงหนานหนิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ "ปีนี้เจ้าเพิ่งจะอายุสิบหกใช่หรือไม่? เหตุใดถึงชอบทำตัวแก่แดดแก่ลมนักเล่า"

"ข้าทำเช่นนั้นหรือ?"

"ใช่สิ!"

เจียงหนานหนิงพูดพลางกระโดดลงมายืนบนพื้น นางเอามือไพล่หลัง โน้มตัวไปข้างหน้าแล้วจ้องมองเยี่ยอู๋โยว

กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวนางลอยมาเตะจมูกของเยี่ยอู๋โยว

"พูดตามตรง ข้าอยากรู้เรื่องของเจ้ามาก"

"หืม?"

"เจ้ามีพรสวรรค์สูงส่ง ฟื้นฟูระดับพลังกลับมาอยู่ที่ขั้นหลอมกายาระดับเจ็ดได้ และใช้เวลาเพียงสองสามวันก็ก้าวมาถึงขั้นหลอมกายาระดับเก้าแล้ว"

เจียงหนานหนิงส่งยิ้มบางๆ "ข้าเห็นว่าซูชิงเหอชื่นชอบเจ้ามาก แต่เจ้ากลับเย็นชาใส่นาง"

"อายุเพิ่งจะสิบหกปี แก่กว่าข้าแค่ปีเดียวแท้ๆ แต่กลับดูสุขุมเยือกเย็นนัก"

"ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าตลอดสองปีมานี้เจ้าต้องเผชิญกับเรื่องอันใดมาบ้าง"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น

เยี่ยอู๋โยวก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ไม่ได้มีอะไรหรอก ก็แค่ ... เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตใหม่ก็เท่านั้น"

"เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตใหม่หรือ?"

เจียงหนานหนิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย "น่าสนใจดีนี่!"

"จริงสิ ท่านปู่จัดเตรียมสุราอาหารไว้รอต้อนรับเจ้า ไม่ทราบว่าคุณชายเยี่ยจะให้เกียรติไปร่วมวงสักหน่อยจะได้หรือไม่?"

"ย่อมได้"

ไม่นานนัก

ทั้งสองก็เดินทางมาถึงเรือนพักที่อยู่ด้านหลังหอว่านเซี่ยง

ภายในลานบ้าน โต๊ะอาหารพร้อมสรรพไปด้วยอาหารเลิศรสกลิ่นหอมฉุยถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

เมื่อเจียงอวิ๋นเสียนเห็นเยี่ยอู๋โยวเดินเข้ามา เขาก็ลุกขึ้นยืนหัวเราะร่วนพลางเอ่ย "เชิญนั่งเถิด เจ้าหนูเยี่ย"

"อืม"

พริบตาเดียว

ทั้งสามคนก็นั่งลงประจำที่

เจียงอวิ๋นเสียนไม่ได้ให้สาวใช้คอยปรนนิบัติ แต่เขากลับรินสุราให้เยี่ยอู๋โยวด้วยตนเอง

"ท่านผู้เฒ่าเจียงรู้สึกว่าร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง?"

"ดี ดีมากเลยล่ะ!"

เจียงอวิ๋นเสียนหัวเราะเบิกบาน "พูดตามตรง ตอนแรกข้าคิดว่าตัวเองคงจะอยู่ได้อีกแค่อีกห้าปี แต่พอได้ฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณหยินเร้นลับของเจ้าหนูเยี่ย บวกกับโอสถวิเศษที่กินเข้าไป ตอนนี้ต่อให้อยู่ไปอีกสิบปีก็ไม่มีปัญหาเลยล่ะ!"

"อืม"

เยี่ยอู๋โยวพยักหน้ารับ "เวลาเท่านั้นเพียงพอให้ข้าบรรลุถึงขั้นตำหนักวิญญาณแล้ว ถึงเวลานั้นข้าจะปรุงโอสถวิเศษเพื่อขจัดพิษไฟให้ท่านจนหมดสิ้นเลย!"

"ดี!"

เจียงอวิ๋นเสียนกล่าวจบก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด จากนั้นจึงกล่าวต่อ "ที่ข้าเรียกเจ้ามาวันนี้ ก็เป็นเพราะเรื่องที่เจ้าวานให้ข้าช่วยสืบ ตอนนี้พอจะมีเบาะแสบ้างแล้วล่ะ"

"โอ้?"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยอู๋โยวก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 32 - ข้าอยากรู้เรื่องของเจ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว