- หน้าแรก
- หนึ่งกระบี่พลิกสวรรค์ ตำนานจอมเทพเยี่ยอู๋โยว
- บทที่ 31 - เจ้าเปลี่ยนใจแล้วหรือ?
บทที่ 31 - เจ้าเปลี่ยนใจแล้วหรือ?
บทที่ 31 - เจ้าเปลี่ยนใจแล้วหรือ?
ที่ซูเทียนสยงตกตะลึงเป็นเพราะเขาไม่เคยได้ยินชื่อแร่ทองคำม่วงลายครามมาก่อน มันน่าจะเป็นแร่โลหะหายากชนิดหนึ่ง
ส่วนที่เยี่ยอู๋โยวตกตะลึงเป็นเพราะ ...
แร่ทองคำม่วงลายครามคือหนึ่งในแร่โลหะหายากที่เขากำลังตามหาพอดี
ภายในเจดีย์เทพกลืนสวรรค์ ปราณต้นกำเนิดเต๋าสวรรค์ในชั้นแรกมีอยู่อย่างไร้ที่สิ้นสุด ในแต่ละวันเขาจะดูดซับและหลอมรวมมันเพื่อยกระดับพลัง
นอกเหนือจากนี้ เขายังสามารถอาศัยร่างกายของตนเองกักเก็บมันไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับระเบิดพลังทำลายล้างอันคาดไม่ถึงในยามคับขันได้อีกด้วย!
ทว่าร่างกายย่อมมีขีดจำกัดในการรองรับ
มีเพียงอาวุธวิเศษที่หลอมสร้างจากแร่โลหะพิเศษเท่านั้นที่จะสามารถกักเก็บมันไว้ภายในได้หลังจากที่ผ่านการโคจรพลังของเขา
เช่นนี้แล้ว เมื่อถึงยามคับขันก็สามารถปลดปล่อยมันออกมา พลังทำลายล้างนั้นย่อมสุดจะจินตนาการได้อย่างแน่นอน
ยิ่งกักเก็บไว้มากเท่าใด เมื่อปลดปล่อยออกมารวดเดียว พลังทำลายล้างก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
สองวันนี้เขาก็ได้เขียนรายชื่อแร่โลหะบางชนิดให้ป๋ายมู่เฉินช่วยตามหา แต่ก็ยังไม่มีวี่แวว
คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้จะได้ยินชื่อแร่ทองคำม่วงลายคราม
"เป็นอะไรไปหรือ อู๋โยว?"
ซูชิงเหอถามด้วยความไม่เข้าใจ
ซูเทียนสยงเห็นภาพนี้ก็แค่นเสียงฮึดฮัด
อู๋โยว อู๋โยว!
เอะอะก็อู๋โยว!
ไม่เห็นหรือว่าพ่อของเจ้าก็กำลังตกตะลึงอยู่เหมือนกัน?
ทำไมไม่ถามพ่อบ้างว่าเกิดอะไรขึ้น?
"ตามหลักแล้ว แร่ทองคำม่วงลายครามสามารถนำมาหลอมสร้างอาวุธวิเศษระดับเก้าได้อย่างเหลือเฟือ การที่สำนักศึกษาเทียนชิงนำมาหลอมสร้างแค่อาวุธวิเศษระดับสี่ถือว่าเสียของไปหน่อย"
เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยอู๋โยว ซูชิงเหอก็ยิ้มพลางกล่าว "ได้ยินมาว่าท่านอาจารย์ใหญ่สั่งให้หลอมสร้างอาวุธวิเศษออกมาหลายชิ้น แร่ทองคำม่วงลายครามที่นำมาใช้หลอมเตาหลอมเสวียนจินก็มีอยู่ไม่มากหรอก ... "
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง"
เยี่ยอู๋โยวได้ยินแล้วก็เริ่มครุ่นคิด
ตอนนี้เขาต้องการอาวุธวิเศษที่สร้างจากแร่โลหะหายากเช่นนี้มาก เพื่อใช้กักเก็บปราณต้นกำเนิดเต๋าสวรรค์ให้ได้มากขึ้น
หากเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ การดึงปราณต้นกำเนิดเต๋าสวรรค์ที่กักเก็บไว้ออกมาใช้ย่อมสามารถระเบิดพลังทำลายล้างและสังหารศัตรูได้อย่างน่าสะพรึงกลัว
เตาหลอมเสวียนจิน!
อาวุธวิเศษระดับสี่!
ถือว่าเหมาะสมทีเดียว
แต่ถ้าจะเป็นเช่นนั้นก็ต้องเข้าร่วมการทดสอบของสำนักศึกษาเทียนชิง
เดิมทีเยี่ยอู๋โยวไม่ได้คิดจะเข้าร่วมเลย
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ...
เมื่อนึกถึงการลอบสังหารเมื่อคืน เยี่ยอู๋โยวก็ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
เยี่ยชิงหมิงจะต้องเข้าร่วมการทดสอบแน่ๆ
เสิ่นเหวินเซวียนแห่งตระกูลเสิ่นและต้วนอิ้งเยว่แห่งจวนเจ้าเมืองก็ต้องเข้าร่วมเช่นกัน
หากเขาเข้าร่วมการทดสอบ นอกจากจะได้เตาหลอมเสวียนจินที่หลอมจากแร่ทองคำม่วงลายครามมาครอบครองแล้ว ยังทำให้คนของตระกูลเยี่ย จวนเจ้าเมือง และตระกูลเสิ่นต้องรู้สึกขัดใจอีกด้วย
ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลย
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ...
ก็เข้าร่วมการทดสอบเสียเลยสิ!
เยี่ยอู๋โยวจึงถามขึ้น "การเข้าร่วมทดสอบของสำนักศึกษาเทียนชิงต้องสมัครหรือไม่?"
เมื่อคำถามนี้หลุดออกไป
ซูชิงเหอก็รีบถามทันที "เจ้าเปลี่ยนใจแล้วหรือ?"
ก่อนหน้านี้นางเคยถามเขาแล้ว แต่เยี่ยอู๋โยวไม่ได้มีความคิดที่จะเข้าร่วมสำนักศึกษาเทียนชิงเลย
"อืม"
เยี่ยอู๋โยวพยักหน้ารับ "ข้าอยากได้เตาหลอมเสวียนจิน"
"เจ้าอยากได้มันก็เป็นของเจ้างั้นหรือ? ต้องสอบได้ที่หนึ่งต่างหาก แถมต้องเป็นที่หนึ่งของการทดสอบร่วมห้าเมืองด้วยนะ!"
ซูเทียนสยงแค่นเสียงฮึดฮัด "ไม่ต้องพูดถึงแค่ในเขตเมืองไท่เสวียนหรอกว่าเจ้าจะได้ที่หนึ่งหรือไม่"
"เมืองซิงเยว่ เมืองคูมู่ เมืองหลิงเฟิง เมืองอวิ๋นไห่ สี่เมืองใหญ่นี้มีเมืองไหนอ่อนแอกว่าเมืองไท่เสวียนของเราบ้าง? มียอดอัจฉริยะมารวมตัวกันตั้งเท่าไหร่? เจ้าบอกว่าอยากได้ที่หนึ่งก็จะได้ที่หนึ่งเลยหรือ?"
เยี่ยอู๋โยวปรายตามองซูเทียนสยงและพยักหน้ารับ "ใช่แล้ว ข้าบอกว่าจะเอาที่หนึ่ง ข้าก็ต้องได้ที่หนึ่ง!"
"เฮอะ ไอ้เด็กเหลือ ... "
"ท่านพ่อ!"
ซูชิงเหอตวัดสายตามองผู้เป็นบิดาด้วยความไม่พอใจ
ซูเทียนสยงหุบปากฉับทันที
จากนั้น
ซูชิงเหอก็หันมามองเยี่ยอู๋โยวพลางกล่าว "หลายปีมานี้ศิษย์ที่สำนักรับเข้ามามีคุณภาพแตกต่างกันเกินไป ปีนี้จึงได้ยกระดับเงื่อนไขให้สูงขึ้น"
"การทดสอบร่วมห้าเมืองในครั้งนี้ ทางสำนักตั้งใจจะรับศิษย์จากทั้งห้าเมืองเพียงแค่สิบคนเท่านั้น!"
"อีกทั้งยังต้องมีอายุไม่เกินสิบแปดปีและต้องมีพลังตั้งแต่ขั้นหลอมกายาขึ้นไป ... นี่เป็นเพียงเงื่อนไขพื้นฐานนะ!"
เมื่อซูเทียนสยงได้ยินเช่นนั้นเขาก็โพล่งขึ้นมา "ปัดโธ่เอ๊ย เงื่อนไขเข้มงวดกว่าปีก่อนๆ ตั้งหลายเท่าเลยนี่ ข้าว่าก็ดีเหมือนกัน ไอ้พวกเด็กเหลือขอตระกูลเสิ่นกับตระกูลเยี่ยก็คงผ่านเกณฑ์กันได้ไม่กี่คนหรอก"
ซูชิงเหอไม่ได้สนใจผู้เป็นบิดา นางหันไปมองเยี่ยอู๋โยวแล้วเอ่ยต่อ "หากเจ้าอยากเข้าร่วม สามารถใช้ชื่อในฐานะลูกหลานตระกูลซูสมัครได้ ข้าจะให้ท่านพ่อจัดการให้"
"เอ๊ะ! ข้ายังไม่ได้บอกเลยว่าจะช่ว ... "
ซูเทียนสยงพูดยังไม่ทันจบ เมื่อเห็นสายตาของซูชิงเหอตวัดมองมา ความน่าเกรงขามของเขาก็ลดฮวบลงทันที
ฉายาพ่อผู้คลั่งรักลูกสาวอันดับหนึ่งแห่งเมืองไท่เสวียนของซูเทียนสยงไม่ได้มีไว้ตั้งเล่นๆ หรอกนะ
"เรื่องสมัครไม่มีปัญหาหรอก แต่ว่า ... เรื่องอายุไม่เกินสิบแปดปีเจ้าน่ะผ่าน ทว่าระดับพลังต้องอยู่เหนือขั้นหลอมกายานี่สิ ... "
ซูชิงเหอมีสีหน้าลำบากใจ
"ยังมีเวลาอีกห้าวันไม่ใช่หรือ?"
เวลานี้เยี่ยอู๋โยววางถ้วยชามลง เขามองหน้าซูชิงเหอพลางกล่าว "เวลาห้าวันก็เพียงพอแล้ว"
พูดจบเยี่ยอู๋โยวก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องอาหารไป
ซูเทียนสยงทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาตบโต๊ะดังปัง "เจ้าดูท่าทางของมันสิ ทำตัวโอหังนัก!"
"ยังจะมาบอกว่าห้าวันเพียงพอแล้วอีก ... เจ้าดูสภาพมันสิ ห้าวันจะทะลวงจากขั้นหลอมกายาระดับเจ็ดไปถึงขั้นเบิกปราณระดับต้นได้งั้นหรือ? หากมันทำได้ ข้าจะยอมตัดหัวตัวเองให้มันเตะเล่นเลยเอ้า!"
เมื่อประโยคนี้หลุดออกมา
ซูชิงเหอก็มองผู้เป็นบิดาด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น "ท่านพ่อ ท่านลืมเรื่องดวงตาเทวะหยินหยางของลูกไปแล้วหรือ?"
"หืม?"
ซูเทียนสยงถามด้วยความตกตะลึง "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"อู๋โยวในตอนนี้อยู่ขั้นหลอมกายาระดับเก้าแล้ว ท่านพ่ออาจจะดูไม่ออก แต่ลูกมองเห็นได้ชัดเจน"
ซูชิงเหออดไม่ได้ที่จะเอ่ยต่อ "นี่เพิ่งจะผ่านไปแค่สองวันเท่านั้น เวลาอีกห้าวัน การทะลวงจากขั้นหลอมกายาสู่ขั้นเบิกปราณก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว"
"บัด ... ซบ?"
ซูเทียนสยงผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึงจนตาค้าง "ไอ้เด็กนี่อยู่ขั้นหลอมกายาระดับเก้าแล้วงั้นหรือ?"
นี่มันกินยาโด๊ปอะไรเข้าไป ถึงได้ก้าวหน้าเร็วปานนี้?
"ข้าขอถอนคำพูดเมื่อครู่นี้ก็แล้วกัน!"
เมื่อซูชิงเหอได้ยินนางก็ลอบอมยิ้ม
ในเมื่อเยี่ยอู๋โยวตั้งใจจะเข้าร่วมการทดสอบของสำนักศึกษาเทียนชิง เช่นนั้นในภายภาคหน้าพวกเขาทั้งสองก็จะได้ร่วมฝึกฝนอยู่ในสำนักศึกษาเทียนชิงด้วยกัน
ขอเพียงได้อยู่ด้วยกัน สักวันหนึ่งเยี่ยอู๋โยวจะต้องรับรู้ถึงความในใจของนางอย่างแน่นอน
ระหว่างทางจากตระกูลซูมุ่งหน้าไปยังหอว่านเซี่ยง เยี่ยอู๋โยวก็พบกับสองปรมาจารย์โอสถวิเศษระดับสามอย่างฟางอีหลินและจี้จงเฉิง รวมถึงบรรดาลูกศิษย์ที่แห่กันมาต้อนรับตั้งแต่ยังไม่ทันได้พบหน้าป๋ายมู่เฉินและป๋ายเชียนหลิงเลยด้วยซ้ำ
"คุณชายเยี่ย คำชี้แนะเมื่อวานนี้ช่วยเปิดหูเปิดตาให้ชายชราผู้นี้มากเลย ท่านคิดว่าวันนี้ ... "
จี้จงเฉิงฉีกยิ้มกว้างด้วยใบหน้าแก่ชรา
เดิมทีเขาก็รู้สึกลังเลและเสียหน้าอยู่บ้าง ทว่าเมื่อถูกเยี่ยอู๋โยวดุด่าไปเมื่อวาน พอลองกลับไปทบทวนดูดีๆ ก็พบว่าคำพูดทุกประโยคที่เยี่ยอู๋โยวสั่งสอนในช่วงครึ่งวันนั้นล้วนแต่ลึกซึ้งและควรค่าแก่การขบคิดยิ่งนัก
แถมบางปัญหายังเป็นสิ่งที่ค้างคาใจเขามาหลายปี ทว่าตอนนี้กลับสว่างวาบราวกับได้รับการชี้แนะให้หลุดพ้น
ปรมาจารย์โอสถวิเศษระดับสามอย่างจี้จงเฉิง แม้จะมีฐานะและชื่อเสียงโดดเด่นในเมืองไท่เสวียน แต่หากมองดูทั่วทั้งจักรวรรดิเทียนเสวียนแล้วก็ยังถือว่าธรรมดานัก
ปรมาจารย์โอสถวิเศษระดับสูงที่ไหนจะยินยอมมาสั่งสอนพวกเขาเล่า?
ยากนักที่จะได้พบกับเยี่ยอู๋โยวที่ยอมอธิบายทุกอย่างให้พวกเขาฟังโดยไม่ปิดบัง ผู้ใดบ้างจะไม่อยากไถ่ถามและรับฟังให้มากขึ้น?
เมื่อมองดูสายตาอันมุ่งมั่นและคาดหวังของปรมาจารย์โอสถวิเศษกว่าสิบคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า เยี่ยอู๋โยวก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว "เมื่อวานข้าอธิบายไปตั้งมากมาย ยังไม่เข้าใจกันอีกหรือ?"
จี้จงเฉิงเพิ่งจะอ้าปากเตรียมบอกว่าเข้าใจแล้ว
ทว่าฟางอีหลินที่อยู่ด้านข้างกลับชิงพูดขึ้นก่อน "ยังไม่ค่อยเข้าใจเจ้าค่ะ รบกวนคุณชายเยี่ยช่วยสั่งสอนพวกเราอีกสักคราเถิด"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
จี้จงเฉิงก็หุบปากฉับทันที
ใช่แล้ว ใช่แล้ว
ยังไม่เข้าใจ
ขืนบอกว่าเข้าใจแล้ว เยี่ยอู๋โยวจะยอมสอนพวกเขาต่อได้อย่างไร?
เยี่ยอู๋โยวมองดูคนนับสิบตรงหน้าแล้วรู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ
คนพวกนี้หัวทึบขนาดนี้เชียวหรือ?
หรือว่าเป็นเพราะเขาอยู่ในระดับที่สูงกว่าเกินไป สิ่งที่พูดออกไปจึงลึกซึ้งเกินกว่าที่พวกเขาจะเข้าใจได้?
[จบแล้ว]