เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 - ไม่จำเป็นต้องไว้ชีวิต!

บทที่ 22 - ไม่จำเป็นต้องไว้ชีวิต!

บทที่ 22 - ไม่จำเป็นต้องไว้ชีวิต!


"นอกจากพวกเราไม่กี่คนแล้ว ดูเหมือนว่าในที่ลับจะยังมีคนอื่นกำลังเฝ้าจับตาดูเยี่ยอู๋โยวอยู่อย่างใกล้ชิดด้วยขอรับ!"

ชายวัยกลางคนรีบรายงานต่อ "ดูเหมือนจะเป็นคนของจวนเจ้าเมือง แล้วก็มีคนของตระกูลเสิ่นด้วยขอรับ"

เยี่ยซานไห่ขมวดคิ้ว "ต้วนเทียนอี้กับเสิ่นจิ้นซงยังไม่ยอมตัดใจจริงๆ สินะ ถึงอย่างไรเยี่ยอู๋โยวก็เป็นลูกหลานตระกูลเยี่ยของข้า จะฆ่าจะแกงก็ควรจะเป็นหน้าที่ของตระกูลเยี่ย ถึงคราวที่พวกเขาต้องเข้ามายุ่งด้วยหรือ?"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิ่วหรูอวิ๋นก็รีบกล่าว "ท่านพี่ จะพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูก คนของตระกูลเสิ่นและจวนเจ้าเมืองต่างก็อยากให้เยี่ยอู๋โยวตาย มีคนช่วยเพิ่มอีกแรงก็เท่ากับเพิ่มความหวังนะเจ้าคะ"

"ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่ไอ้เด็กเหลือขอนี่มันหายดีแล้ว ทั้งยังฟื้นฟูพลังฝึกตนได้อีก กลับกล้าปิดบังข้า ไอ้ลูกอกตัญญู!!!"

เมื่อพูดถึงจุดนี้ เยี่ยซานไห่ก็เกิดโทสะ "ข้าจะต้องจับตัวมันกลับมาทรมานรีดเค้นความจริงให้จงได้"

เมื่อได้ยินคำพูดนี้

หลิ่วหรูอวิ๋นและเยี่ยชิงหมิงก็ลอบสบตากัน

คำพูดของเยี่ยซานไห่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาไม่ได้อยากให้เยี่ยอู๋โยวตาย!

นี่ไม่ใช่เรื่องดีแน่!

"ท่านพี่ ท่านเองก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปพักผ่อนให้สบายเถอะเจ้าค่ะ รอให้อีกไม่กี่วันตระกูลซูลดความระมัดระวังลง พวกเราก็ยังมีโอกาสจับตัวเยี่ยอู๋โยวกลับมาได้"

"อืม ... "

เยี่ยซานไห่ลุกขึ้นเดินออกจากห้องโถงไป

หลิ่วหรูอวิ๋นจึงหันไปมองชายวัยกลางคนที่เข้ามารายงานพลางเอ่ย "เยี่ยเจิ้ง หากมีโอกาสจับตัวเยี่ยอู๋โยวผู้นั้นได้ก็ไม่จำเป็นต้องไว้ชีวิต เข้าใจหรือไม่?"

"หา?"

ชายวัยกลางคนที่ชื่อเยี่ยเจิ้งมีสีหน้าหวาดหวั่น "ฮูหยิน แต่ท่านผู้นำตระกูลสั่งไว้ว่าจะต้องจับเยี่ยอู๋โยวกลับมารีดเค้นความจริง ... "

"เยี่ยเจิ้งเอ๋ย เจ้าอยู่ในตระกูลเยี่ยมาสิบยี่สิบปีแล้วใช่หรือไม่?"

หลิ่วหรูอวิ๋นแค่นหัวเราะ "จนถึงตอนนี้เจ้าก็ยังอยู่แค่ขั้นเบิกปราณ ทั้งยังเป็นแค่คนของตระกูลสายรอง ภรรยาของเจ้าคงจะบ่นว่าเจ้าอยู่บ่อยๆ สินะ?"

เยี่ยเจิ้งได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าย่ำแย่

"ขอเพียงครั้งนี้เจ้าสังหารเยี่ยอู๋โยวได้ ข้าจะช่วยเลื่อนฐานะในตระกูลเยี่ยให้เจ้า และจะให้ลูกชายของเจ้ามาคอยติดตามฝึกฝนอยู่ข้างกายชิงหมิงด้วย"

พอได้ยินข้อเสนอนี้ สีหน้าของเยี่ยเจิ้งก็พลันยินดีขึ้นมาทันที "ขอบพระคุณฮูหยิน ผู้น้อยเข้าใจแล้ว ผู้น้อยเข้าใจแล้วขอรับ"

เวลานี้เยี่ยชิงหมิงก็เอ่ยขึ้นบ้าง "ไอ้ทึ่ม ท่านแม่ของข้าสั่งให้เจ้าทำอะไรเจ้าก็ทำไปเถอะ รอให้วันหน้าข้าได้เป็นผู้นำตระกูลเยี่ย ข้ารับรองว่าจะให้เจ้าได้กินดีอยู่ดีแน่!"

"ขอรับๆ ขอบพระคุณคุณชายชิงหมิงขอรับ"

เยี่ยเจิ้งพาคนอีกสองสามคนเดินจากไปด้วยความปิติยินดี

ภายในห้องโถง

เยี่ยชิงหมิงมองหลิ่วหรูอวิ๋นด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม "ท่านแม่ อีกหกวันอาจารย์ผู้ดูแลการทดสอบคัดเลือกของสำนักศึกษาเทียนชิงก็จะมาถึงแล้ว แต่กระดูกของข้ายังหักอยู่เลย จะทำอย่างไรดีขอรับ?"

หลิ่วหรูอวิ๋นรีบตอบ "ลูกรัก ไม่ต้องกังวลไป แม่ขอโอสถวิเศษต่อกระดูกจากท่านลุงของเจ้ามาแล้ว พรุ่งนี้ก็น่าจะส่งมาถึง"

"พอเจ้ากินโอสถวิเศษนี้เข้าไป กระดูกที่หักก็จะสมานกันอย่างรวดเร็ว ดีไม่ดีอาจจะช่วยให้เจ้าก้าวหน้าขึ้นจนทะลวงเข้าสู่ขั้นเบิกปราณได้เลยนะ"

"จริงหรือขอรับ?"

"แน่นอนสิ!"

หลิ่วหรูอวิ๋นกล่าวด้วยใบหน้าภาคภูมิใจ "หลิ่วหยาง ญาติผู้พี่ของเจ้า ตอนนี้ได้เป็นศิษย์ของสำนักศึกษาเทียนชิงแล้ว อยู่ที่เมืองหลวงก็ได้รับผลประโยชน์มาไม่น้อย โอสถวิเศษต่อกระดูกนั่นก็เป็นของที่เขานำกลับมาเมื่อคราวก่อนและเก็บไว้ในคลังของตระกูลหลิ่วมาตลอด แม่เป็นคนไปขอร้องท่านลุงของเจ้าด้วยตัวเองเลยนะ"

"ยอดเยี่ยมไปเลย!"

เยี่ยชิงหมิงดีใจจนเนื้อเต้น เขาเอ่ยด้วยความตื่นเต้น "รอให้กระดูกของข้าสมานกันดีและทะลวงเข้าสู่ขั้นเบิกปราณได้เมื่อไหร่ ข้าจะเหยียบไอ้สวะเยี่ยอู๋โยวนั่นไว้ใต้ฝ่าเท้า และทำให้มันต้องคุกเข่าร้องขอชีวิตให้จงได้!"

"ข้าจะทำให้มันต้องทนดูข้าแต่งงานกับซูชิงเหอให้ได้เลย!"

หลิ่วหรูอวิ๋นลูบหัวลูกชายพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มปลื้มปริ่ม "ลูกรักของแม่ เจ้าต้องทำได้แน่!"

...

วันต่อมา

เช้าตรู่

เยี่ยอู๋โยวสิ้นสุดการฝึกฝนตลอดทั้งคืน เขารู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายไปทั้งตัว

ปราณต้นกำเนิดเต๋าสวรรค์หลอมรวมเข้ากับสายเลือดและเส้นลมปราณ ทำให้พลังจิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งขึ้นเป็นพิเศษ

ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยยกระดับการปรุงโอสถและการหลอมสร้างศัสตราได้เป็นอย่างดี

"ท่านเขย!"

พอดันประตูเรือนเปิดออกก็เห็นสาวใช้สองคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว

"คุณหนูสั่งไว้ว่าหากท่านตื่นแล้ว ให้พวกเราพาท่านไปรับประทานอาหารเช้าเจ้าค่ะ"

เยี่ยอู๋โยวเลิกคิ้วขึ้น

เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะตรงไปที่หอว่านเซี่ยงเพื่อฝึกฝนต่อ

ยิ่งพัวพันกับตระกูลซูมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีแต่เรื่องยุ่งยาก

"ไม่จำเป็นหรอก!"

เยี่ยอู๋โยวปฏิเสธทันควัน "ข้าออกไปหากินข้างนอกง่ายๆ ก็พอแล้ว!"

เมื่อสาวใช้ทั้งสองได้ยินก็หน้าถอดสี คนหนึ่งรีบพูดขึ้นมาว่า "ท่านเขย นี่เป็นคำสั่งของคุณหนู หากท่านไม่ไป พวกเราคงถูก ... "

"เอาเถอะๆ นำทางไปสิ!"

เยี่ยอู๋โยวโบกมือปฏิเสธไม่ลง

เขาไม่ใช่คนเรื่องมากอะไร ถึงอย่างไรก็ถือเสียว่าเป็นการกินข้าวเพื่อแก้ปัญหาดวงตาเทวะหยินหยางให้ซูชิงเหอ ถือเป็นค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมที่ตระกูลซูมอบให้ก็แล้วกัน

ไม่นานนัก เยี่ยอู๋โยวก็เดินตามสาวใช้ทั้งสองมาถึงห้องอาหารของตระกูลซู เขาเห็นซูเทียนสยงและซูชิงเหอนั่งอยู่ก่อนแล้ว

"อู๋โยว!"

"รีบมาสิ"

ซูชิงเหอลุกขึ้นดึงตัวเยี่ยอู๋โยวมานั่งที่โต๊ะ นางเอ่ยอย่างกระตือรือร้น "ข้าเตรียมอาหารเช้าที่เจ้าชอบไว้ตั้งหลายอย่าง เจ้าลองดูสิ ... "

"รบกวนแล้ว"

ช่วงเริ่มต้นของการฝึกยุทธ์มักจะสิ้นเปลืองพละกำลังมากที่สุด จึงจำเป็นต้องบำรุงให้มาก

เยี่ยอู๋โยวนั่งลงแล้วก็ไม่เกรงใจ เขากินอย่างเอร็ดอร่อย

ในบรรดาอาหารเหล่านั้นมีขนมชนิดหนึ่งที่เขาเคยโปรดปรานมากที่สุด และน่าจะเป็นฝีมือของซูชิงเหอที่ทำขึ้นเอง

เมื่อเห็นเยี่ยอู๋โยวกินอย่างเอร็ดอร่อย ในแววตาของซูชิงเหอก็เต็มไปด้วยความสุข

ซูเทียนสยงที่นั่งอยู่ด้านข้างกลับหนวดกระตุกด้วยความไม่สบอารมณ์

ลูกสาวของเขาตื่นแต่เช้ามาง่วนอยู่กับการทำอาหาร ทำกับข้าวตั้งมากมายเต็มโต๊ะ แต่ไม่มีสักอย่างที่เขาชอบกิน

ล้วนเป็นของโปรดของไอ้เด็กเหลือขอเยี่ยอู๋โยวทั้งนั้น!

ตั้งแต่เล็กจนโต เขายังไม่เคยเห็นลูกสาวเอาใจใส่เขาขนาดนี้มาก่อนเลย

ซูเทียนสยงแค่นเสียงเย็น "ไอ้หนู กินแล้วไม่รู้รสชาติอะไรบ้างเลยหรือ?"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 22 - ไม่จำเป็นต้องไว้ชีวิต!

คัดลอกลิงก์แล้ว