- หน้าแรก
- หนึ่งกระบี่พลิกสวรรค์ ตำนานจอมเทพเยี่ยอู๋โยว
- บทที่ 21 - ข้าจะพังหอว่านเซี่ยงของพวกเจ้าให้ราบ!
บทที่ 21 - ข้าจะพังหอว่านเซี่ยงของพวกเจ้าให้ราบ!
บทที่ 21 - ข้าจะพังหอว่านเซี่ยงของพวกเจ้าให้ราบ!
การทำความเข้าใจเมล็ดพันธุ์เจตจำนงกระบี่ถูกขัดจังหวะ เยี่ยอู๋โยวจำต้องลืมตาขึ้น ความรู้สึกหยั่งรู้เมื่อครู่นี้เริ่มจางหายไปบ้างแล้ว
เขาผลักประตูเดินออกไป
เห็นเพียงภายนอกหอ ป๋ายเชียนหลิงในชุดกระโปรงยาวสีอ่อนยืนนิ่งอยู่ด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน
"เกิดอันใดขึ้น?"
เยี่ยอู๋โยวขมวดคิ้วถาม
การสามารถทำความเข้าใจเมล็ดพันธุ์เจตจำนงกระบี่ได้ในขณะที่ฝึกฝนวิชากระบี่ ถือเป็นโอกาสรู้แจ้งที่พบเจอได้ยากยิ่ง
ทว่ากลับต้องมาถูกป๋ายเชียนหลิงขัดจังหวะเสียอย่างนั้น
เมื่อเห็นใบหน้าเย็นชาของเยี่ยอู๋โยว ป๋ายเชียนหลิงก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวเล็กน้อย "เป็นซูชิงเหอ นาง ... นางมาแล้ว ... "
"มาก็มาสิ คุ้มค่าให้เจ้าต้องโวยวายด้วยหรือ?"
ถูกเยี่ยอู๋โยวตำหนิเช่นนี้ ป๋ายเชียนหลิงก็รู้สึกโกรธเคืองในใจ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของบิดา นางก็ฝืนยิ้มประจบพลางกล่าว "นางบอกว่าพวกเรากักขังเจ้าเอาไว้ พวกเราอธิบายให้นางฟังแล้วว่าเป็นเจ้าที่ต้องการพำนักอยู่ที่หอว่านเซี่ยงชั่วคราว แต่นางไม่เชื่อ จึงเกิดการปะทะกับผู้คุ้มกันหอว่านเซี่ยงของพวกเรา ... "
เยี่ยอู๋โยวขมวดคิ้ว "นำทางไป!"
"ตกลง!"
เวลานี้
ยามตะวันคล้อย ภายในห้องโถงใหญ่หอว่านเซี่ยงมีลูกค้าบางตาลงมาก
ซูชิงเหอยืนหยัดอยู่เพียงลำพัง แววตาของนางดูเย็นชา
เบื้องหน้านาง ป๋ายมู่เฉินพร้อมด้วยผู้คุ้มกันหอว่านเซี่ยงนับสิบคนกำลังยืนเผชิญหน้าอยู่
"คุณหนูซู คุณชายเยี่ยเป็นแขกคนสำคัญของหอว่านเซี่ยงเรา เขาเป็นคนขอพำนักอยู่ที่นี่ชั่วคราว ข้าไม่มีความจำเป็นต้องหลอกลวงเจ้า!"
ป๋ายมู่เฉินกล่าวด้วยความจริงใจ "วันนี้ข้าออกหน้าช่วยเหลือเขา แล้วจะมีเหตุผลอันใดให้ต้องทำร้ายเขาด้วยเล่า?"
"ใครจะไปรู้ว่าท่านคิดหวังสิ่งใดอยู่?" ซูชิงเหอกล่าวเสียงเรียบ "ข้าไม่สน หากไม่ได้พบคน ข้าก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น"
"ข้าให้เชียนหลิงไปเชิญเขาแล้ว ส่วนเขาจะยอมพบเจ้าหรือไม่ ข้าไม่อาจรับประกันได้!"
"หากเขาไม่ปรากฏตัว ข้าจะพังหอว่านเซี่ยงของพวกเจ้าให้ราบ!"
ซูชิงเหอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หากไม่ใช่เพราะอาการบาดเจ็บจากการแปรเปลี่ยนครั้งที่สองของดวงตาเทวะหยินหยางยังไม่หายดี นางคงลงมือไปนานแล้ว
เมื่อเผชิญกับความแข็งกร้าวของซูชิงเหอ ป๋ายมู่เฉินก็รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก
เขาได้ยินมาว่าเมื่อก่อนซูชิงเหอและเยี่ยอู๋โยวต่างก็มีใจให้กัน
จากนั้นซูชิงเหอก็ถูกยอดฝีมือจากสำนักศึกษาเทียนชิงถูกตาต้องใจและพาตัวไปฝึกฝนโดยตรง
เยี่ยอู๋โยวเองก็ได้รับสิทธิ์เข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษจากสำนักศึกษาเทียนชิง ขอเพียงรออีกหนึ่งปีก็สามารถเข้าไปฝึกฝนได้แล้ว
แต่ผลกลับกลายเป็นว่าในช่วงเวลาหนึ่งปีที่รอนั้น เยี่ยอู๋โยวถูกคนทำร้ายจนเส้นลมปราณได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างไม่อาจฟื้นฟูได้
และได้ยินมาว่าในปีแรกที่ซูชิงเหอจากไป นางยังคงกลับมาพบปะกับเยี่ยอู๋โยวอยู่บ้างเป็นครั้งคราว
แต่หลังจากเยี่ยอู๋โยวกลายเป็นคนไร้ค่า ตลอดสองปีมานี้นางก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย
ผู้คนทั่วทั้งเมืองไท่เสวียนต่างก็คิดว่าซูชิงเหอทอดทิ้งเยี่ยอู๋โยวไปแล้ว
แต่จากที่เห็นในตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้นกระมัง?
ทว่าในเมื่อซูชิงเหอยังใส่ใจเยี่ยอู๋โยวอยู่ แล้วเหตุใดสองปีมานี้ถึงไม่กลับมาเลยสักครั้ง?
หรือว่า ...
สองพ่อลูกซูเทียนสยงและซูชิงเหอเห็นว่าเยี่ยอู๋โยวหายดีแล้วจึงรู้สึกเสียใจภายหลัง ดังนั้น ...
ในขณะที่ป๋ายมู่เฉินกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ
"เจ้ามาทำไม?"
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เยี่ยอู๋โยวเดินตามป๋ายเชียนหลิงมาถึงแล้ว
เมื่อซูชิงเหอเห็นเยี่ยอู๋โยวปรากฏตัว นางก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก "ตะวันตกดินแล้ว ข้าเห็นเจ้ายากยังไม่กลับไปจึงมาตามหาเจ้า"
เยี่ยอู๋โยวเลิกคิ้วขึ้น "ซูชิงเหอ ข้ารับปากว่าจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้เจ้า จากนั้นพวกเราก็จะยกเลิกสัญญาหมั้นหมายกัน แต่ข้าจะพักอยู่ที่ใดมันก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า!"
เมื่อเห็นเยี่ยอู๋โยวมีท่าทีเย็นชาเช่นนี้ ซูชิงเหอก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง "ข้ารู้สึกว่าดวงตาของข้าไม่ค่อยสบาย พอเจ้าไม่อยู่ข้าก็รู้สึกไม่สบายใจ"
เยี่ยอู๋โยวเดินเข้าไปใกล้แล้วเอื้อมมือไปจับข้อมือขาวผ่องของซูชิงเหอ หลังจากตรวจดูอย่างละเอียดเขาก็เลิกคิ้ว "ไม่เห็นมีปัญหาอันใดเลย"
"ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่" ซูชิงเหอรีบกล่าว "พอเจ้าไม่อยู่ข้าก็รู้สึกกระวนกระวายใจมาก"
เยี่ยอู๋โยวถอนหายใจ จากนั้นก็หันไปมองป๋ายมู่เฉินพลางกล่าว "ท่านเจ้าหอป๋าย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าขอตัวกลับตระกูลซูก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่"
"ได้ๆๆ คุณชายเยี่ยเชิญตามสบาย"
ไม่นานนัก
เยี่ยอู๋โยวก็เดินจากไปพร้อมกับซูชิงเหอ
ป๋ายมู่เฉินมองดูแผ่นหลังของคนทั้งสองที่เดินเคียงคู่กันไป เขาก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมา "เมื่อก่อนสองคนนี้ถือเป็นกิ่งทองใบหยก เป็นเรื่องราวดีๆ ที่เล่าขานกันมา ... "
ป๋ายเชียนหลิงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น "ท่านพ่อ ข้าดูออกว่าในใจของเยี่ยอู๋โยวผู้นี้ยังคงมีซูชิงเหออยู่ ตอนนี้เขาหายดีแล้ว ซูชิงเหอก็ตัดใจทิ้งเขาไม่ลง ข้าว่าพวกเขาสองคนคงต้องกลับมาคบกันอีกแน่ๆ ข้าคงหมดหวังแล้วล่ะ!"
เมื่อเทียบกับรูปโฉมอันงดงามและพรสวรรค์อันโดดเด่นของซูชิงเหอแล้ว ป๋ายเชียนหลิงก็กลายเป็นเพียงก้อนกรวดริมทางไปเลย
"เด็กโง่ เจ้าดูไม่ออกหรือ?"
ป๋ายมู่เฉินหัวเราะเบาๆ "เห็นได้ชัดว่าเยี่ยอู๋โยวผู้นี้ไม่อยากข้องเกี่ยวกับตระกูลซูอีกต่อไป เขาแค่รับปากว่าจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ซูชิงเหอก็เท่านั้น วางใจเถอะ ตั้งแต่โบราณกาลมาเหล่าบุตรแห่งสวรรค์คนใดบ้างที่ไม่มีความหยิ่งทะนง? เยี่ยอู๋โยวถูกซูชิงเหอทอดทิ้งไปแล้วครั้งหนึ่ง เขาไม่มีทางหันหลังกลับไปอย่างแน่นอน!"
"จะเป็นเช่นนั้นหรือ?"
"ต้องเป็นเช่นนั้นแน่!"
ในเวลาเดียวกัน
เยี่ยอู๋โยวและซูชิงเหอกำลังเดินเคียงคู่กันมุ่งหน้าไปยังทิศทางของตระกูลซู
แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องลงบนร่างของคนทั้งสอง ทอดเงาของพวกเขาให้ทอดยาวออกไป
สายตาของซูชิงเหอจับจ้องอยู่ที่เงาของคนทั้งสองตลอดเวลา
"ความจริงแล้วเจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้เลย"
จู่ๆ เยี่ยอู๋โยวก็เอ่ยขึ้น "ข้ารู้ซึ้งถึงวิชาแพทย์ของตนเองดี ข้าฝังเข็มให้เจ้าไปแล้วครั้งหนึ่ง ดวงตาของเจ้าไม่มีทางเกิดปัญหาฉุกเฉินอันใดขึ้นมาหรอก ที่เจ้ารีบมาหาคงเพราะกลัวว่าข้าจะหนีไปใช่หรือไม่? ในเมื่อข้ารับปากแล้ว ข้าย่อมรักษาสัญญา ไม่มีทางหนีไปไหนแน่!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ซูชิงเหอก็รู้สึกหดหู่ใจ นางอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกไป "ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น!"
"นั่นไม่สำคัญหรอก!"
เยี่ยอู๋โยวเอ่ยอีกครั้ง "ซูชิงเหอ ข้าเพียงแค่อยากให้เจ้าเข้าใจว่าข้าไม่ได้เกลียดชังเจ้า ทว่า ... ข้าก็ไม่ได้ชอบเจ้าแล้วเช่นกัน ที่รับปากบิดาของเจ้าว่าจะช่วยรักษาเจ้านั้นก็เพียงแค่อยากจะยุติเรื่องราวในอดีตระหว่างเจ้ากับข้า ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจ"
ซูชิงเหอมองดูเยี่ยอู๋โยว
ในปีแรกที่นางกราบอาจารย์เข้าฝึกฝนในสำนักศึกษาเทียนชิง อาจารย์ไม่ได้เข้มงวดกับนางมากนัก นางจึงมักจะกลับมาพบเยี่ยอู๋โยวที่เมืองไท่เสวียนอยู่บ่อยครั้ง
แต่ประจวบเหมาะกับตอนที่เยี่ยอู๋โยวกลายเป็นคนไร้ค่า อาจารย์ก็สั่งห้ามไม่ให้นางออกไปข้างนอก
ระยะเวลาสองปีที่ขาดการติดต่อกัน
เขาคงจะต้องผิดหวังอย่างถึงที่สุดเป็นแน่!
"ขอโทษนะ อู๋โยว"
"ไม่มีอะไรต้องขอโทษ ข้ายังคงยืนยันคำเดิมว่าข้าไม่ได้เกลียดชังเจ้า แต่ก็ไม่ได้คิดถึงเจ้าอีกแล้ว!"
"ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้ งั้นพวกเราก็มาทำความรู้จักกันใหม่ดีหรือไม่?"
เมื่อได้ยินประโยคนี้
เยี่ยอู๋โยวก็ชะงักฝีเท้า เขาจ้องมองหญิงสาววัยสิบเจ็ดปีตรงหน้า
นางงดงามมากจริงๆ
แต่สตรีที่งดงามยิ่งกว่านี้ เขาก็เคยพบเจอมาแล้ว
"แล้วแต่เจ้าเถอะ!"
เยี่ยอู๋โยวพูดตรงๆ "รอให้เจ้าหายดีแล้วเจ้าก็จะต้องกลับไปที่สำนักศึกษาเทียนชิง ส่วนข้าก็จะออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วหล้า พวกเราจะได้พบกันอีกเมื่อใดก็ไม่อาจรู้ได้ บางทีชาตินี้อาจจะไม่ได้พบกันอีกเลยก็ได้!"
"ถ้าเช่นนั้นข้าจะต้องไปตามหาเจ้าให้พบแน่!"
ซูชิงเหอรำพึงในใจ "ตลอดสองปีที่ผ่านมา เจ้าคงวาดฝันไว้หลายต่อหลายครั้งว่าข้าจะไปปรากฏตัวตรงหน้าเจ้า แต่เจ้าก็รอเก้อ มาวันนี้เปลี่ยนเป็นข้าบ้างที่จะรอเจ้า รอจนกว่าเจ้าจะกลับมาชอบข้าอีกครั้ง!"
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ร้านรวงต่างๆ บนถนนในเมืองไท่เสวียนก็เริ่มจุดตะเกียงส่องสว่าง ทั้งสองคนเดินเคียงคู่กันไปตามทาง ร่างกายอยู่ใกล้ชิดกันทว่าหัวใจกลับห่างเหิน
ในเวลาเดียวกัน
ณ มุมมืดบริเวณหัวมุมถนน สายตาหลายคู่กำลังแอบจับจ้องมาที่คนทั้งสองอย่างลับๆ
จนกระทั่งดึกดื่น
เมืองไท่เสวียน
จวนตระกูลเยี่ย
ภายในห้องโถงใหญ่ที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
เยี่ยซานไห่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ
หลิ่วหรูอวิ๋นยืนอยู่เคียงข้างเขา ส่วนเยี่ยชิงหมิงที่มีผ้าพันแผลพันรอบตัวกำลังนอนอยู่บนเปลหาม
ในเวลานี้เอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น ร่างหลายร่างเดินเข้ามาในห้องโถง
"ท่านผู้นำตระกูล!"
ชายวัยกลางคนที่เป็นผู้นำกุมมือคารวะแล้วเอ่ย "หลังจากที่เยี่ยอู๋โยวและป๋ายมู่เฉินไปที่หอว่านเซี่ยงด้วยกัน พอตกเย็นซูชิงเหอก็ไปรับเขาด้วยตัวเอง ทั้งสองคนกลับไปที่ตระกูลซูด้วยกันและไม่ออกมาอีกเลยขอรับ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิ่วหรูอวิ๋นก็กล่าวด้วยความเคียดแค้น "ไอ้เด็กเหลือขอนี่ช่างระแวดระวังตัวนัก!"
ไม่ว่าจะอยู่ที่หอว่านเซี่ยงหรือตระกูลซู ย่อมไม่มีใครกล้าแตะต้องเขาแน่
แม้แต่ตอนเดินทางจากหอว่านเซี่ยงไปยังตระกูลซู เขาก็ยังให้ซูชิงเหอมารับด้วยตัวเอง! ช่างกลัวตายเสียจริง!
"ท่านแม่ ถ้าเป็นแบบนี้แล้วพวกเราจะยังมีโอกาสอีกหรือ?"
เยี่ยชิงหมิงที่นอนอยู่บนเปลหามร้องโอดครวญ "ข้าไม่สน พวกท่านต้องจับตัวเยี่ยอู๋โยวกลับมาให้ได้ และห้ามให้เขากลับไปถ่านไฟเก่าคุบับกับซูชิงเหอเด็ดขาด สัญญาหมั้นนั้นต้องเปลี่ยนมาเป็นของข้า!"
หลิ่วหรูอวิ๋นรีบย่อตัวลงนั่งและปลอบโยน "ลูกวางใจเถอะ ซูชิงเหอต้องเป็นของเจ้า ไม่มีใครแย่งไปได้หรอก"
ชายวัยกลางคนที่เข้ามารายงานยังคงกุมมือคารวะพลางกล่าวต่อ "นอกจากนี้ ท่านผู้นำตระกูลขอรับ ระหว่างที่พวกเราสะกดรอยตาม พวกเรายังพบเรื่องประหลาดบางอย่างด้วยขอรับ"
เรื่องประหลาด?
เยี่ยซานไห่เลิกคิ้วขึ้น "เรื่องประหลาดอันใด?"
[จบแล้ว]