- หน้าแรก
- หนึ่งกระบี่พลิกสวรรค์ ตำนานจอมเทพเยี่ยอู๋โยว
- บทที่ 18 - เข้าร่วมหอว่านเซี่ยงหรือ?
บทที่ 18 - เข้าร่วมหอว่านเซี่ยงหรือ?
บทที่ 18 - เข้าร่วมหอว่านเซี่ยงหรือ?
ภายในห้องโถงอันหรูหรา
เยี่ยอู๋โยวนั่งเผชิญหน้ากับเจียงอวิ๋นเสียนและเจียงหนานหนิง
ส่วนสองพ่อลูกป๋ายมู่เฉินและป๋ายเชียนหลิงนั้นยืนเฝ้าอยู่นอกห้องอย่างเงียบๆ
"เยี่ยอู๋โยว!"
เจียงหนานหนิงกวาดตามองเยี่ยอู๋โยวตั้งแต่หัวจรดเท้า นางถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "เมื่อก่อนตอนที่เจ้าถูกคนทำร้ายจนเส้นลมปราณและกระดูกพังทลาย เจ้าฟื้นฟูมันกลับมาได้อย่างไร? รู้จักซ่อนคมงำประกายด้วย ไม่เลวเลยนี่!"
เยี่ยอู๋โยวตอบกลับตรงๆ "ที่แท้พวกท่านก็ไม่ใช่ขอทานนี่เอง"
"ใครบอกเจ้าว่าพวกเราเป็นขอทานกัน?"
เจียงหนานหนิงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา "ท่านปู่ของข้า เจียงอวิ๋นเสียน คือหนึ่งในสี่ผู้พิทักษ์แห่งสำนักงานใหญ่หอว่านเซี่ยง ผู้พิทักษ์เสวียนอู่"
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยอู๋โยวก็พยักหน้ารับทว่าบนใบหน้ากลับไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกตกใจอะไรมากนัก
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาตรวจดูอาการให้เจียงอวิ๋นเสียนเขาก็พบแล้วว่าภายในร่างของเจียงอวิ๋นเสียนมีพลังปราณลึกล้ำกว้างใหญ่ดุจมหาสมุทร มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นยอดฝีมือขั้นทะลวงวิญญาณ หรือไม่ก็ขั้นหยั่งรู้ความว่างเปล่า
เมื่อเห็นเยี่ยอู๋โยวไม่มีท่าทีตกใจเลยแม้แต่น้อย เจียงหนานหนิงก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
ชายผู้นี้ มีเรื่องราวแปลกประหลาดซ่อนอยู่มากมายเหลือเกิน
"คุณชายเยี่ย ขอข้าแนะนำตัวเสียหน่อย"
เวลานี้เจียงอวิ๋นเสียนกล่าวอย่างสุภาพ "ชายชราผู้นี้มีนามว่าเจียงอวิ๋นเสียน มาจากสำนักงานใหญ่หอว่านเซี่ยงในเมืองหลวงเทียนหลาน และนี่คือเจียงหนานหนิงหลานสาวของข้า"
เยี่ยอู๋โยวพยักหน้ารับ
"การที่ข้าให้ท่านเจ้าหอป๋ายเชิญคุณชายเยี่ยมาในครั้งนี้ ก็สืบเนื่องมาจากคำพูดของคุณชายเยี่ยก่อนหน้านี้"
เจียงอวิ๋นเสียนไม่อ้อมค้อม เขาเอ่ยถามตรงๆ "ขอเรียนถามคุณชายเยี่ย ท่านพอจะมีวิธีช่วยรักษาโรคซ่อนเร้นในตัวข้าให้หายขาดได้หรือไม่!"
เมื่อฟังถึงตรงนี้ เยี่ยอู๋โยวก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดสองพ่อลูกป๋ายมู่เฉินและป๋ายเชียนหลิงจึงมีท่าทีพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนั้น
สองปู่หลานเจียงอวิ๋นเสียนและเจียงหนานหนิงคู่นี้ก่อนหน้านี้คงจะปลอมตัวมาสืบข่าว ป๋ายเชียนหลิงไม่รู้จักผู้พิทักษ์ผู้นี้จึงได้แสดงท่าทีเย่อหยิ่งอวดดีเช่นนั้น
บางทีอาจเป็นเพราะเขาชี้ให้เห็นถึงปัญหาในร่างกายของเจียงอวิ๋นเสียน เจียงอวิ๋นเสียนจึงได้ให้ป๋ายมู่เฉินไปเชิญตัวเขามา
"วิธีรักษาน่ะข้ามีแน่"
เยี่ยอู๋โยวพูดค้างไว้แค่นั้น
ดวงตาของเจียงอวิ๋นเสียนและเจียงหนานหนิงเป็นประกายขึ้นมาทันที
"แต่ตอนนี้ข้าเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหลอมกายาระดับเจ็ด ระดับพลังยังต่ำเกินไป ส่วนท่านผู้อาวุโสเจียงนั้นมีระดับพลังที่ลึกล้ำยิ่งนัก ด้วยระดับพลังของข้าในตอนนี้จึงไม่อาจรักษาให้ท่านหายขาดได้"
"เรื่องนั้นง่ายนิดเดียว"
เจียงอวิ๋นเสียนสะบัดฝ่ามือ
ทันใดนั้นระหว่างคนทั้งสามก็มีโอสถวิเศษมากมายหลากหลายชนิดลอยฟ่องขึ้นมา
"ที่นี่มีทั้งโอสถโลหิตม่วง โอสถปราณวิญญาณ โอสถหล่อเลี้ยงชีพจร และอื่นๆ อีกมากมาย ล้วนเป็นโอสถที่เหมาะสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหลอมกายาทั้งสิ้น คุณชายเยี่ยสามารถนำไปใช้เพื่อยกระดับพลังของตนเองได้เลย"
เมื่อมองดูโอสถวิเศษเหล่านั้น เยี่ยอู๋โยวกลับมีสีหน้าราบเรียบ เขาส่ายหน้าแล้วกล่าว "ถึงแม้ข้าจะสามารถยกระดับพลังไปถึงขั้นเบิกปราณได้ในเวลาอันสั้น มันก็ไม่มีประโยชน์อันใดหรอก"
"หากต้องการรักษาโรคซ่อนเร้นในตัวของท่านผู้อาวุโสเจียงให้หายขาด อย่างน้อยข้าก็ต้องบรรลุถึงขั้นตำหนักวิญญาณเสียก่อน!"
ขั้นตำหนักวิญญาณ เป็นระดับพลังที่อยู่เหนือขั้นทะลวงชีพจร ในเมืองไท่เสวียนนี้ไม่มีผู้ใดที่มีระดับพลังสูงส่งถึงเพียงนี้เลย
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ในแววตาของเจียงอวิ๋นเสียนก็ฉายแววหม่นหมองลงไปวูบหนึ่ง
เขารู้ตัวดีว่าตนเองมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยอู๋โยว ในใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะมีความหวังขึ้นมา
ทว่าท้ายที่สุด ความหวังก็กลายเป็นความสิ้นหวัง
จากขั้นหลอมกายาไปจนถึงขั้นตำหนักวิญญาณ เกรงว่าเยี่ยอู๋โยวคงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบปี เขาคงทนรอไม่ไหวถึงตอนนั้นแน่
เจียงหนานหนิงตาแดงก่ำพลางเอ่ยถาม "ท่านปู่ ท่านจะต้องตายจริงๆ หรือ?"
เจียงอวิ๋นเสียนถอนหายใจ "เฮ้อ ถึงคราวเคราะห์ก็ต้องเป็นไปตามชะตากรรม ฝืนลิขิตสวรรค์ไม่ได้หรอก"
เมื่อเห็นสองปู่หลานมีสีหน้าโศกเศร้า เยี่ยอู๋โยวก็ทำหน้าแปลกๆ แล้วกล่าวว่า "ท่านผู้อาวุโสเจียง ข้าบอกว่าตอนนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ข้าไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าข้าจะช่วยยื้อชีวิตท่านไม่ได้ ... "
หืม? สองปู่หลานหันขวับมามองเยี่ยอู๋โยวพร้อมกัน
เยี่ยอู๋โยวหัวเราะขื่น "ด้วยระดับพลังของข้าในตอนนี้ ย่อมไม่สามารถรักษาให้ท่านหายขาดได้จริงๆ แต่ข้าสามารถใช้วิธีการบางอย่างร่วมกับสมุนไพร เพื่อป้องกันไม่ให้พิษไฟในตัวท่านลุกลามออกไปและช่วยยื้อชีวิตท่านเอาไว้ รอจนกว่าข้าจะบรรลุขั้นตำหนักวิญญาณ เมื่อนั้นข้าก็จะสามารถรักษาโรคซ่อนเร้นของท่านให้หายขาดได้อย่างแน่นอน!"
เมื่อเจียงหนานหนิงได้ยินเช่นนั้น นางก็ถลึงตาใส่เยี่ยอู๋โยวแล้วแหวใส่ "เจ้าพูดจาเว้นวรรคเสียนาน ทำไมไม่พูดให้จบในคราวเดียวเล่า"
"งั้นหรือ?" เยี่ยอู๋โยวหัวเราะอย่างจนใจ
สาเหตุที่เขายอมรับปากอย่างง่ายดายเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะโลภในผลประโยชน์จากฐานะผู้พิทักษ์เสวียนอู่แห่งหอว่านเซี่ยงของเจียงอวิ๋นเสียนหรอกนะ
แต่เป็นเพราะเขารู้สึกว่าเจียงอวิ๋นเสียนผู้นี้ไม่ได้วางท่าโอ่อ่า อีกทั้งยังเคยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขาจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ออกหน้าพูดจาเพื่อความยุติธรรมในหอว่านเซี่ยง หรือการการที่เขาให้ป๋ายมู่เฉินไปเชิญตัวเขามา ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการช่วยเหลือเขาอย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น การลงมือช่วยชีวิตเจียงอวิ๋นเสียน สำหรับเขาแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด
ระหว่างที่พูด เยี่ยอู๋โยวก็หยิบกระดาษและพู่กันบนโต๊ะขึ้นมาเขียน
ไม่นานนัก เยี่ยอู๋โยวก็ส่งกระดาษให้เจียงอวิ๋นเสียนพลางกล่าว "สมุนไพรสิบกว่าชนิดนี้ไม่ได้หายากอะไรนัก ท่านลองไปหามาดูก่อน ข้าจะลงมือปรุงโอสถบางชนิดเพื่อช่วยควบคุมไม่ให้พิษไฟลุกลามออกไปชั่วคราว!"
"ข้ายังมีเคล็ดวิชาอีกหนึ่งแขนง ท่านสามารถนำไปฝึกฝนใหม่ตั้งแต่ต้นได้ มันจะช่วยสะกดพิษไฟที่ก่อตัวขึ้นในร่างกายของท่านได้เช่นกัน!"
"อย่างน้อยที่สุดก่อนที่ข้าจะบรรลุขั้นตำหนักวิญญาณ ข้าขอรับรองว่าท่านจะไม่มีทางตายเพราะพิษไฟอย่างแน่นอน!"
เจียงอวิ๋นเสียนรับกระดาษมา กวาดสายตามองเพียงไม่กี่ครั้งก็ดูออกว่าสมุนไพรสองสามชนิดที่เยี่ยอู๋โยวระบุมานั้น หากอยู่ในเขตเมืองไท่เสวียนก็นับว่าเป็นของล้ำค่ามากแล้ว
แต่สำหรับเขาที่เป็นถึงผู้พิทักษ์แห่งสำนักงานใหญ่แล้ว ของพวกนี้ถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก
"ป๋ายมู่เฉิน!" เจียงอวิ๋นเสียนร้องเรียก
ป๋ายมู่เฉินที่ยืนเฝ้าอยู่นอกห้องรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาทันที
"รีบไปรวบรวมสมุนไพรตามรายชื่อนี้มา หากในหอว่านเซี่ยงเมืองไท่เสวียนไม่มี ก็จงไปหาที่สำนักงานใหญ่"
"ขอรับ ผู้น้อยจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้" ป๋ายมู่เฉินรีบเดินออกจากห้องโถงไปสั่งการให้คนอื่นไปจัดการทันที
เวลานี้เยี่ยอู๋โยวหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนต่อ ภายในหัวของเขากำลังค้นหาเคล็ดวิชาต่างๆ ที่เคยเรียนรู้มาในอดีตชาติ
ครู่ต่อมา เยี่ยอู๋โยวก็จรดพู่กันลงบนกระดาษ
เจียงอวิ๋นเสียนมองตามสายตาไป ก็เห็นตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวปรากฏขึ้น
"เคล็ดวิชาปราณหยินเร้นลับ ... "
เจียงอวิ๋นเสียนไม่เคยได้ยินชื่อเคล็ดวิชาแขนงนี้มาก่อนเลย
ไม่นานนัก เยี่ยอู๋โยวก็เขียนตัวอักษรหลายร้อยตัวลงไปอย่างคล่องแคล่ว
"เคล็ดวิชาปราณหยินเร้นลับ สามารถเปลี่ยนพลังปราณในร่างกายให้มีคุณสมบัติของธาตุน้ำแข็งหยิน ซึ่งจะช่วยสะกดพิษไฟได้ในระดับหนึ่ง เคล็ดวิชานี้มีทั้งหมดเก้าม้วน ข้าเขียนให้ท่านแค่สามม้วน ท่านลองนำไปฝึกฝนดูก่อนก็แล้วกัน!"
เจียงอวิ๋นเสียนรับกระดาษไปอ่านพิจารณาครั้งแล้วครั้งเล่าพลางพยักหน้าอยู่เป็นระยะ
"เคล็ดวิชาแขนงนี้ คงไม่ได้มีระดับต่ำต้อยกระมัง?"
"ท่านช่วยเหลือข้ามาสองครั้ง ข้าก็แค่ช่วยขจัดพิษให้ท่าน ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจก็แล้วกัน"
"ดี!" เจียงอวิ๋นเสียนพับเก็บกระดาษแผ่นนั้นอย่างระมัดระวัง
เมื่อมองดูชายหนุ่มตรงหน้า เจียงอวิ๋นเสียนก็ยิ่งมองยิ่งรู้สึกถูกชะตา เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม "คุณชายเยี่ย ท่านมีความสนใจที่จะเข้าร่วมหอว่านเซี่ยงของข้าหรือไม่?"
ทันทีที่คำถามนี้ถูกเอ่ยออกมา ใบหน้างดงามของเจียงหนานหนิงที่อยู่ด้านข้างก็แข็งทื่อ
นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นท่านปู่เอ่ยปากชักชวนคนรุ่นเยาว์ให้เข้าร่วมหอว่านเซี่ยงด้วยตนเอง!
เยี่ยอู๋โยวผู้นี้ ...
"หอว่านเซี่ยงของพวกเราหยั่งรากลึกอยู่ในจักรวรรดิเทียนเสวียนมานานกว่าพันปี ทุกวันนี้ทั่วทั้งจักรวรรดิเทียนเสวียน หอว่านเซี่ยงของข้าก็ถือเป็นขุมกำลังที่สามารถงัดข้อกับราชวงศ์ของจักรวรรดิและสำนักศึกษาเทียนชิงได้อย่างสูสี"
เจียงอวิ๋นเสียนกล่าวอย่างจริงใจ "หากท่านยินดีที่จะเข้าร่วมหอว่านเซี่ยง ข้าสามารถเสนอชื่อท่านให้เข้าไปฝึกฝนในหอผู้ฝึกยุทธ์ชั้นยอดของหอว่านเซี่ยงได้ ภายในเวลาไม่เกินสิบปี ท่านจะต้องบรรลุถึงขั้นตำหนักวิญญาณได้อย่างแน่นอน!"
สิบปีงั้นหรือ? ขั้นตำหนักวิญญาณงั้นหรือ? ไม่ได้ล้อเล่นใช่หรือไม่?
เยี่ยอู๋โยวรู้สึกว่าในชาตินี้ เขาที่มีทั้งเจดีย์เทพกลืนสวรรค์และปราณต้นกำเนิดเต๋าสวรรค์ บางทีอาจจะไม่ต้องใช้เวลาถึงสามปีก็สามารถบรรลุขั้นตำหนักวิญญาณได้แล้ว
สิบปี มันออกจะยาวนานเกินไปเสียหน่อย!
"หากท่านยินยอม ท่านสามารถกราบข้าเป็นอาจารย์ได้!" เจียงอวิ๋นเสียนกล่าวต่อ "ข้าขอรับรองว่าจะถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ท่านอย่างหมดเปลือก!"
เมื่อเจียงหนานหนิงได้ยินคำพูดนี้ นางก็กะพริบตาปริบๆ และตกตะลึงไปอย่างสมบูรณ์
นางมองออกว่าท่านปู่ชื่นชมเยี่ยอู๋โยวผู้นี้มาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะชื่นชมถึงขนาดนี้กระมัง?
เยี่ยอู๋โยวหัวเราะพลางกล่าว "ขอขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสที่เมตตา ... "
ทันทีที่เยี่ยอู๋โยวเอ่ยปาก เจียงอวิ๋นเสียนและเจียงหนานหนิงก็พร้อมใจกันหันไปมอง
แววตาของเจียงอวิ๋นเสียนเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ส่วนเจียงหนานหนิงกลับรู้สึกว่า เยี่ยอู๋โยวเกรงว่าคงอยากจะคุกเข่าโขกศีรษะและตอบตกลงในทันทีเพื่อจะได้เกาะบารมีของท่านปู่ให้แน่นๆ!
[จบแล้ว]