- หน้าแรก
- หนึ่งกระบี่พลิกสวรรค์ ตำนานจอมเทพเยี่ยอู๋โยว
- บทที่ 17 - ที่แท้ก็เป็นพวกท่านนี่เอง!
บทที่ 17 - ที่แท้ก็เป็นพวกท่านนี่เอง!
บทที่ 17 - ที่แท้ก็เป็นพวกท่านนี่เอง!
"ฝีมือเจ้าหรือ?"
เสิ่นจิ้นซงยังเอ่ยไม่ทันจบประโยค
ซูชิงเหอมีสีหน้าเย็นชา นางสะบัดมือเรียวงามคราหนึ่ง
แสงสีแดงฉานสายหนึ่งก็ควบแน่นขึ้นกลางฝ่ามือในฉับพลัน
แสงสีแดงนั้นมองเห็นเป็นรูปเป็นร่างของยันต์เวทขนาดเท่าฝ่ามือ บนพื้นผิวสลักลวดลายอักขระอันซับซ้อน
เมื่อซูชิงเหอสะบัดมือ ยันต์เวทก็พุ่งทะลวงอากาศและพุ่งไปอยู่ตรงหน้าเสิ่นจิ้นซงในชั่วพริบตา
"ยันต์เวทระดับสี่!"
"ยันต์ระเบิดอัคคี!"
ยันต์เวทพุ่งตรงไปหาเสิ่นจิ้นซง เสิ่นจิ้นซงหน้าเปลี่ยนสี คิดไม่ถึงเลยว่าซูชิงเหอผู้นี้จะกล้าลงมือกับเขาโดยตรง
เขาสะบัดฝ่ามือ พลังปราณบนหมัดสอดประสานกันกลายเป็นร่างพยัคฆ์ร้ายอ้าปากกลืนกินยันต์เวทแผ่นนั้น
ตูม ...
พยัคฆ์ร้ายกลืนกินยันต์เวทพร้อมกับส่งเสียงระเบิดดังสนั่น
ทว่าวินาทีต่อมา
พยัคฆ์ปราณที่ห่อหุ้มยันต์เวทเอาไว้ก็ระเบิดออกเสียงดังสนั่น ยันต์เวทยังคงมีอานุภาพไม่ลดละ มันพุ่งเข้าใส่เสิ่นจิ้นซงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อยันต์เวทพุ่งมาถึงตรงหน้าเสิ่นจิ้นซง มันก็ระเบิดออกในชั่วพริบตา เปลวเพลิงสาดกระเซ็นไปทั่ว ผู้คนที่ถูกเปลวเพลิงต่างก็ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา
หันไปมองเสิ่นจิ้นซงที่รับการโจมตีไปเต็มๆ เวลานี้แขนข้างหนึ่งของเขาถูกระเบิดจนแหลกละเอียด เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาจากบาดแผลบริเวณหัวไหล่
ผู้คนรอบด้านจำนวนไม่น้อยถูกเปลวเพลิงที่ระเบิดออกลุกลามใส่ บางคนถึงกับสิ้นใจตายในทันที บางคนก็มีบาดแผลไหม้เกรียมเป็นรูเลือดดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
เยี่ยซานไห่และต้วนเทียนอี้หลบหลีกได้ทันเวลา อีกทั้งเป้าหมายหลักของยันต์เวทคือเสิ่นจิ้นซง ทั้งสองคนจึงไม่ได้รับบาดเจ็บอันใด
แต่เมื่อเห็นสภาพอันน่าเวทนาของเสิ่นจิ้นซง ทั้งสองก็ถึงกับหน้าถอดสี
ยันต์เวทระดับสี่! สามารถสังหารยอดฝีมือขั้นทะลวงชีพจรได้!
โชคดีที่ยันต์ระเบิดอัคคีแผ่นนี้จัดอยู่ในระดับล่างของยันต์เวทระดับสี่ มิเช่นนั้นเสิ่นจิ้นซงคงไม่ได้เสียแค่แขนข้างเดียวอย่างแน่นอน
"ซูชิงเหอ เจ้า ... "
เวลานี้เสิ่นจิ้นซงโกรธเกรี้ยวจนสุดจะทน "เยี่ยอู๋โยวไม่ได้บาดเจ็บเลยสักนิด เป็นลูกหลานของสามตระกูลเราต่างหากที่ถูกมันสังหาร เจ้าช่างไร้เหตุผลเกินไปแล้ว!"
ไม่ได้บาดเจ็บหรือ?
ซูชิงเหอหันไปมองเยี่ยอู๋โยวที่อยู่ข้างกาย นางพบว่าแม้บนหน้าอกของเขาจะมีคราบเลือด แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะลุกลามออกไปเลย
อีกทั้งใบหน้าของเยี่ยอู๋โยวก็ยังคงดูมีเลือดฝาด ไม่เหมือนคนบาดเจ็บเลยสักนิด
เมื่อซูเทียนสยงเห็นภาพนี้ เขาก็รีบเดินเข้ามาพลางกล่าวอย่างอารมณ์ดี "ลูกเอ๋ย ไอ้หนูเยี่ยประลองกับทั้งสามตระกูลและชนะรวด เขาไม่ได้บาดเจ็บจริงๆ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว"
เมื่อซูชิงเหอได้ยิน ใบหน้างดงามก็คลายความตึงเครียดลงเล็กน้อย แต่นางก็ยังคงจ้องมองคนของทั้งสามตระกูลด้วยสายตาเย็นเยียบพลางแค่นเสียง "เยี่ยอู๋โยวคือสามีของข้า พวกท่านบุกมาจับคนถึงในตระกูลซูเช่นนี้ ก็สมควรได้รับบทเรียนเสียบ้าง!"
เสิ่นจิ้นซงได้ยินเช่นนั้นก็หน้าเขียวปัด ส่วนเยี่ยซานไห่และต้วนเทียนอี้ต่างก็มีสีหน้ามืดมนและไม่เอ่ยปากอันใด
"ภายภาคหน้า หากใครกล้าล่วงเกินเยี่ยอู๋โยวในเมืองไท่เสวียน ข้าซูชิงเหอจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด"
พูดถึงตรงนี้ ซูชิงเหอก็หันไปมองเยี่ยซานไห่แล้วเอ่ยว่า "ท่านผู้นำตระกูลเยี่ย สามีของข้าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลเยี่ยของท่านอีกแล้ว เรื่องนี้ท่านเข้าใจหรือไม่?"
ถูกเด็กรุ่นหลังตั้งคำถามเช่นนี้ เยี่ยซานไห่จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด เขาได้แต่ยืนนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไร
ซูชิงเหอกลับกำมือ ยันต์เวทอีกแผ่นก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อเห็นภาพนี้ เยี่ยซานไห่ก็ตวัดสายตาเย็นชาไปมองเยี่ยอู๋โยวคราหนึ่งก่อนจะเอ่ย "ข้ารู้แล้ว!"
พูดจบเยี่ยซานไห่ก็แค่นเสียงเย็นและสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
"ท่านเจ้าเมืองต้วน!" ซูชิงเหอตวัดสายตาอันเย็นเยียบไปมองต้วนเทียนอี้
"ข้าได้ยินมาว่าสองปีมานี้ ต้วนอิ้งเยว่มักจะพูดจาให้ร้ายสามีของข้าในเมืองไท่เสวียนอยู่บ่อยครั้งงั้นหรือ?"
ต้วนเทียนอี้ได้ยินก็หน้าเปลี่ยนสี ส่วนต้วนอิ้งเยว่ก็แอบขยับเข้าไปหลบหลังผู้เป็นบิดาอย่างเงียบๆ
"ในอดีตตอนที่ข้ากับสามีหมั้นหมายกัน นางเห็นว่าสามีของข้ามีพรสวรรค์โดดเด่นก็คอยตามประจบสอพลอ สามีของข้าไม่สนใจไยดีนาง นางก็ยังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง พอสามีของข้าต้องเก็บตัวอยู่ถึงสองปี นางก็เอาแต่พูดจาเหลวไหลว่าร้ายเขา!"
ซูชิงเหอกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ภายภาคหน้าหากข้าได้ยินนางพูดจาเหลวไหลในเมืองไท่เสวียนอีก ข้าจะตัดลิ้นนางทิ้งเสีย!"
สองมือของต้วนเทียนอี้ที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่น ทว่าเมื่อมองดูยันต์เวทในมือของซูชิงเหอ เขาก็จำต้องสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้
"ข้าจะสั่งสอนลูกสาวของข้าเอง ไม่รบกวนให้เจ้าต้องมาเป็นห่วงหรอก!"
พูดจบต้วนเทียนอี้ก็พาคนของจวนเจ้าเมืองหันหลังเดินจากไป
ซูชิงเหอตวัดสายตาไปมองเสิ่นจิ้นซง เสิ่นจิ้นซงหลบสายตาทันที เขาเอามือกุมบาดแผลที่แขนซ้ายและพาคนเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ
คนทั้งสามฝ่ายค่อยๆ แยกย้ายกันไป ความขัดแย้งในครั้งนี้ดูเหมือนจะจบลงเพียงเท่านี้
เวลานี้ซูชิงเหอเก็บซ่อนความเย็นชาบนใบหน้า นางเดินเข้าไปหาเยี่ยอู๋โยวแล้วเอ่ยถามด้วยความห่วงใย "เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่? หากคราวหน้ามีเรื่องยุ่งยากเช่นนี้อีก บอกข้าก็พอแล้ว"
"ความจริงแล้วเจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้หรอก" เยี่ยอู๋โยวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เรื่องที่ข้าก่อขึ้น ข้าจัดการเองได้!"
"ข้าเคยบอกแล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับตระกูลซู ก็คือรักษาเจ้าให้หายดี จากนั้นพวกเราก็จะยกเลิกสัญญาหมั้นและไม่ติดค้างกันอีก!"
เมื่อซูชิงเหอได้ยินเช่นนั้น ในแววตาของนางก็เต็มไปด้วยความน้อยใจ
ซูเทียนสยงที่อยู่ด้านข้างรีบพูดแทรกขึ้นมา "เจ้าบอกจะจัดการเอง จะจัดการอย่างไร? เมื่อครู่หากเกิดการต่อสู้กันขึ้นมาจริงๆ ยอดฝีมือขั้นหล่อเลี้ยงปราณคนไหนก็สามารถเด็ดหัวเจ้าได้สบายๆ แล้ว!"
"แต่ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล รักษาชิงเหอให้หายดีแล้วก็ยกเลิกสัญญาหมั้น พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น ห้ามกลับคำเด็ดขาด!"
"ท่านพ่อ!!!" ซูชิงเหอหันไปมองซูเทียนสยงด้วยสีหน้าไม่พอใจ
ในเวลานี้เอง ป๋ายมู่เฉินก็เดินก้าวเข้ามา เขารวบมือคารวะแล้วกล่าวกลั้วรอยยิ้ม "ใครๆ ต่างก็บอกว่าคุณชายเยี่ยกลายเป็นคนไร้ค่าไปแล้ว แต่ข้ากลับมองว่าคุณชายเยี่ยแค่เก็บตัวอยู่สองปี หากไม่ออกโรงก็แล้วไป แต่พอออกโรงก็ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงไปตามๆ กัน"
เยี่ยอู๋โยวคารวะตอบพลางกล่าว "ท่านเจ้าหอป๋ายเกรงใจกันเกินไปแล้ว วันนี้ก็ต้องขอขอบคุณท่านเจ้าหอป๋ายที่ออกหน้าช่วยเหลือเช่นกัน"
สำนวนว่าไว้ยื่นมือไม่ตีคนยิ้ม แม้เขาจะไม่รู้ว่าเหตุใดป๋ายมู่เฉินจึงมีท่าทีกระตือรือร้นเช่นนี้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อาจทำตัวเย็นชาใส่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้เขาจะเป็นถึงราชันเทพที่กลับชาติมาเกิด แต่ตอนนี้เขาก็อยู่เพียงขั้นหลอมกายาระดับเจ็ดเท่านั้น ไม่อาจจะทำตัวเย่อหยิ่งอวดดีว่าข้าเป็นที่หนึ่งได้ตลอดเวลาหรอก
"มิได้ๆ ... " ป๋ายมู่เฉินรีบกล่าว "ก่อนหน้านี้บุตรีของข้าล่วงเกินไปมาก แม้คุณชายเยี่ยจะยอมอภัยให้นางแล้ว แต่ในใจของข้าก็ยังคงรู้สึกผิดอยู่ดี ข้าจึงได้เตรียมสุราอาหารไว้เล็กน้อย หวังว่าคุณชายเยี่ยจะให้เกียรติไปร่วมวงสนทนาที่หอว่านเซี่ยงสักครา จะดีหรือไม่?"
"ไม่ได้เด็ดขาด!" เยี่ยอู๋โยวหยั่งไม่ทันได้ตอบ ซูชิงเหอก็ชิงเอ่ยขึ้นเสียก่อน "ตอนนี้ทั้งตระกูลต้วน ตระกูลเยี่ย และตระกูลเสิ่นต่างก็อยากจะสังหารอู๋โยว ให้อยู่ในตระกูลซูของพวกเราจะปลอดภัยกว่า"
ซูเทียนสยงได้ยินเช่นนั้นก็รีบสำทับ "ใช่ๆๆ ห้ามวิ่งเพ่นพ่านไปไหนเด็ดขาด"
สีหน้าของป๋ายมู่เฉินดูจืดเจื่อนไปเล็กน้อย
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านเจ้าหอป๋าย เชิญเถิด" เยี่ยอู๋โยวส่งยิ้มบางพลางกล่าว "พอดีเลย ข้าเองก็มีเรื่องอยากจะสนทนากับท่านเจ้าหอป๋ายอยู่พอดี"
"อู๋โยว ... " สีหน้าของซูชิงเหอเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ป๋ายมู่เฉินรีบกล่าวรับรอง "แม่นางซูโปรดวางใจ มีข้าอยู่ทั้งคน จะไม่มีใครหน้าไหนมาทำอันตรายคุณชายเยี่ยได้แม้แต่ปลายก้อยอย่างแน่นอน"
มองดูเยี่ยอู๋โยวเดินตามป๋ายมู่เฉิน ป๋ายเชียนหลิง และคนของหอว่านเซี่ยงจากไป ใบหน้างดงามของซูชิงเหอก็ฉายแววหงุดหงิดใจออกมาเล็กน้อย
ซูเทียนสยงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ข้าดูออกว่าป๋ายมู่เฉินผู้นี้คงอยากจะได้เยี่ยอู๋โยวไปเป็นลูกเขยแน่ๆ"
"ไม่มีทาง!" ซูชิงเหอตอบกลับทันควัน "ท่านพ่อ ท่านอย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ"
"มิเช่นนั้นจะอธิบายได้อย่างไรว่าทำไมป๋ายมู่เฉินถึงได้ช่วยเหลือเยี่ยอู๋โยวขนาดนั้น?" ซูเทียนสยงถามด้วยความไม่เข้าใจ "ไอ้หนูนี่ไปหอว่านเซี่ยงแค่แป๊บเดียว ดันไปล่วงเกินทั้งจวนเจ้าเมืองและตระกูลเสิ่น แล้วไปผูกมิตรกับป๋ายมู่เฉินได้อย่างไร ... "
ซูชิงเหอได้ยินก็ขมวดคิ้วเรียว
นางรู้ดีว่าเยี่ยอู๋โยวคงกำลังน้อยใจนาง นับตั้งแต่เขากลายเป็นคนไร้ค่า ตลอดสองปีมานี้นางก็ไม่เคยกลับมาดูใจเขาเลยสักครั้ง
ดังนั้นซูชิงเหอจึงรู้สึกว่าไม่ว่าตอนนี้เยี่ยอู๋โยวจะปฏิบัติกับนางเช่นไรนางก็ยอมรับได้
แต่หากเยี่ยอู๋โยวไปมีใจให้หญิงอื่นเล่า นางควรจะทำเช่นไรดี?
ในเวลาเดียวกัน เยี่ยอู๋โยวก็เดินตามสองพ่อลูกป๋ายมู่เฉินและป๋ายเชียนหลิงกลับมาที่หอว่านเซี่ยงอีกครั้ง
ทั้งสามคนเดินไปด้วยกัน ไม่นานก็มาถึงห้องอันหรูหราแห่งหนึ่งภายในหอว่านเซี่ยง
เมื่อเปิดประตูห้อง ป๋ายมู่เฉินก็เห็นคนสองคนทั้งแก่และสาวกำลังนั่งรออยู่อย่างเงียบๆ เขารีบเดินเข้าไปคุกเข่าโขกศีรษะพลางเอ่ย "ใต้เท้า ผู้น้อยเชิญคุณชายเยี่ยมาถึงแล้วขอรับ"
เยี่ยอู๋โยวมองคนทั้งสองในห้อง เขาก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย "ที่แท้ก็เป็นพวกท่านนี่เอง!"
[จบแล้ว]