- หน้าแรก
- หนึ่งกระบี่พลิกสวรรค์ ตำนานจอมเทพเยี่ยอู๋โยว
- บทที่ 4 - พลังของเจ้าไม่ได้สูญเปล่าหรือ?
บทที่ 4 - พลังของเจ้าไม่ได้สูญเปล่าหรือ?
บทที่ 4 - พลังของเจ้าไม่ได้สูญเปล่าหรือ?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยชิงหมิงก็ยิ่งหน้าซีดเผือด
"เยี่ยอู๋โยว!"
เมื่อเห็นลูกชายถูกรังแก หลิ่วหรูอวิ๋นก็เปลี่ยนสีหน้าทันที นางแผดเสียงแหลมปรี๊ด "อย่าได้คืบจะเอาศอก หากเจ้ายังอยากจะกลับเข้าตระกูลเยี่ย เรื่องในวันนี้ก็ให้เลิกแล้วต่อกันซะ!"
"หุบปาก!"
"นังหญิงแพศยา!"
เยี่ยอู๋โยวมองหลิ่วหรูอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา รังสีฆ่าฟันแผ่ซ่าน
ร่างของหลิ่วหรูอวิ๋นสั่นสะท้าน นางยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่
ไอ้สารเลวนี่ กล้าขึ้นเสียงใส่นางเชียวหรือ?
ขณะเดียวกัน
เยี่ยชิงหมิงมองเยี่ยอู๋โยวที่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอับอายและโกรธแค้น
เศษสวะผู้นี้ สองปีที่ผ่านมามักจะถูกเขารังแกและทุบตีโดยไม่กล้าสู้กลับมาตลอด
แต่ตอนนี้กลับอยากจะทำให้เขาอับอายต่อหน้าธารกำนัล ช่างสมควรตายนัก!
"เยี่ยอู๋โยว! ข้าจะฆ่าเจ้า!"
สิ้นเสียงคำราม เยี่ยชิงหมิงก็ขาดสติสัมปชัญญะอย่างสิ้นเชิง เขาพุ่งเข้าจู่โจมอย่างกะทันหัน
เขากำหมัดแน่น รวบรวมพลังปราณแล้วชกตรงไปยังใบหน้าของเยี่ยอู๋โยว
ตอนนี้เยี่ยชิงหมิงอยู่ขั้นหลอมกายาระดับเก้า อีกเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุขั้นเบิกปราณ
การลอบโจมตีในระยะประชิดเช่นนี้ เยี่ยอู๋โยวไม่มีทางหลบพ้น และไม่มีใครตอบสนองทันเพื่อเข้าช่วยเหลือแน่นอน
เมื่อเห็นเยี่ยชิงหมิงปล่อยหมัดเข้ามา เยี่ยอู๋โยวกลับไม่หลบหลีก เขาแบมือออกเป็นกรงเล็บแล้วคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเยี่ยชิงหมิงอย่างแน่นหนา
ในเสี้ยววินาทีนั้น เยี่ยชิงหมิงรู้สึกเพียงว่าพลังของตนถูกสลายหายไปจนเกือบหมดสิ้น และไม่อาจสลัดหลุดจากการจับกุมของเยี่ยอู๋โยวได้เลย
"เป็นไปไม่ได้ ... เจ้าคนไร้ค่า ... ปล่อยมือ ... "
เยี่ยอู๋โยวเพิ่มแรงบีบที่ฝ่ามือ เสียงกระดูกแตกหักก็ดังกรอบแกรบ
ข้อมือของเยี่ยชิงหมิงถูกหักสะบั้น กระดูกทิ่มแทงทะลุเนื้อเยื่อ เลือดสดๆ สาดกระเซ็น
"อ๊าก ... "
เยี่ยชิงหมิงเจ็บปวดเจียนตาย เขาร้องโหยหวนไม่หยุด "ปล่อยมือ ไอ้สารเลว ปล่อยสิวะ!"
ทว่าเยี่ยอู๋โยวกลับเตะเยี่ยชิงหมิงจนล้มคว่ำลงกับพื้น จากนั้นก็ใช้มืออีกข้างคว้าเทียนบนพื้นมายัดใส่ปากเยี่ยชิงหมิง
"กินเข้าไปให้หมดอย่าให้เหลือแม้แต่เล่มเดียว!"
"ข้าเป็นคนรักษาคำพูด ในเมื่อบอกให้เจ้ากิน เจ้าก็ต้องกินเข้าไป!"
"หากกินไม่ลง ก็ยังมีอีกช่องทางที่ข้ายัดมันเข้าไปได้!"
สิ้นเสียงอันเย็นชา
เยี่ยชิงหมิงเงยหน้าสบตากับแววตาที่เต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟันของเยี่ยอู๋โยว เขารู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งร่าง ของเหลวสีเหลืองขุ่นไหลซึมออกมาจากเป้ากางเกง
จนถึงตอนนี้นี้หลิ่วหรูอวิ๋นเพิ่งจะได้สติกลับมาจากความตกตะลึง นางก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาหาเยี่ยอู๋โยวแล้วด่าทอ "เยี่ยอู๋โยว! ไอ้ลูกเต่า! เจ้า ... "
เพียะ!!!
เยี่ยอู๋โยวหันขวับไปตบหน้าหลิ่วหรูอวิ๋นฉาดใหญ่
เมื่อรู้สึกถึงความเจ็บปวดแสบร้อนบนใบหน้า หลิ่วหรูอวิ๋นก็เบิกตาค้าง "เจ้า ... เจ้ากล้าตบข้าหรือ? เจ้าถึงกับกล้าตบข้าเชียวหรือ?"
"ไสหัวไป!"
"หากยังปากมากอีก ข้าฆ่าเจ้าทิ้งเสียก็ยังได้!"
หลิ่วหรูอวิ๋นยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่
เยี่ยอู๋โยวคว้าแขนอีกข้างของเยี่ยชิงหมิง เสียงกระดูกหักก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"อ๊าก ... "
เสียงร้องโหยหวนดังระงมไม่ขาดสาย
เพียงพริบตา แขนทั้งสองข้างของเยี่ยชิงหมิงก็ห้อยต่องแต่งอยู่ข้างลำตัว ใบหน้าซีดเผือด
"เยี่ยชิงหมิง สองปีที่ผ่านมาเจ้ามาลงอารมณ์กับข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ในจำนวนนั้นมีเจ็ดครั้งที่เจ้าตีข้าจนกระดูกหัก วันนี้ข้าขอคืนให้เป็นสองเท่า!"
ระหว่างที่พูด
เยี่ยอู๋โยวก็ทำมือเป็นสันดาบและฟาดลงไปทีละครั้ง
เสียงกระดูกแตกหักดังก๊อบแก๊บดังประสานกับเสียงร้องโหยหวนครั้งแล้วครั้งเล่าของเยี่ยชิงหมิง มันดังก้องกังวานไปทั่วห้องโถงชวนให้ผู้คนหวาดผวา
เยี่ยชิงหมิงในครั้งนี้ แม้ไม่ตายก็ต้องกลายเป็นคนพิการ
หลังจากหักกระดูกในร่างกายเยี่ยชิงหมิงไปสิบสี่จุด เยี่ยอู๋โยวก็เตะเขากระเด็นออกไปนอกห้องโถง ก่อนที่เสียงอันเย็นชาจะดังขึ้น
"หลิ่วหรูอวิ๋น กลับไปบอกเยี่ยซานไห่ว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้ากับตระกูลเยี่ยไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกันอีก!"
หลิ่วหรูอวิ๋นถลันออกไปอุ้มร่างที่อาบไปด้วยเลือดของลูกชาย นางจ้องมองอย่างเคียดแค้น "เยี่ยอู๋โยว เรื่องนี้ยังไม่จบหรอก ฝากไว้ก่อนเถอะ!"
สิ้นเสียง นางก็รีบประคองลูกชายจากไปอย่างเร่งรีบ
และในเวลานี้
ผู้คนทั้งห้องโถงต่างจ้องมองลูกเขยคนใหม่ผู้นี้ด้วยสีหน้าตกตะลึง
นี่หรือคือลูกหลานตระกูลเยี่ยที่ผู้คนต่างเล่าลือว่าเป็นเศษสวะ?
สามารถซ้อมเยี่ยชิงหมิงที่อยู่ขั้นหลอมกายาระดับเก้าจนปางตายได้อย่างง่ายดาย เจ้านี่ ... ฟื้นฟูพลังตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ซูเทียนสยงเพิ่งจะได้สติ เขารีบออกคำสั่งทันที "คนมานี่ มาเก็บกวาดหอวิวาห์เดี๋ยวนี้ แล้วก็เอาโลงศพไปทุบทิ้งให้หมด เอาไปทิ้งให้ไกลๆ เห็นแล้วอัปมงคลยิ่งนัก!"
คนตระกูลซูรีบเร่งมือทำตามคำสั่งอย่างกระตือรือร้นทันที
ไม่นานนัก ห้องโถงก็ว่างเปล่า เหลือเพียงซูเทียนสยง ซูชิงเหอ และเยี่ยอู๋โยวสามคนยืนเผชิญหน้ากัน
"ท่านพ่อ!"
ซูชิงเหอเอ่ยปาก "ข้ามีเรื่องจะคุยกับอู๋โยว ท่านออกไปก่อนเถิด!"
ซูเทียนสยงอ้าปากคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับแล้วเดินออกจากห้องโถงไปโดยหันกลับมามองอย่างอาลัยอาวรณ์
ภายในห้องโถง
เยี่ยอู๋โยวและซูชิงเหอล้วนสวมชุดแต่งงาน ยืนเผชิญหน้ากัน ดูราวกับกำลังจะกราบไหว้ฟ้าดินจริงๆ
"อู๋โยว เจ้าไม่ได้กลายเป็นคนไร้ค่าแล้วหรือ?"
ดวงตาอันงดงามของซูชิงเหอจ้องมองเยี่ยอู๋โยว แววตาของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
เมื่อได้ยินคำถามของซูชิงเหอ เยี่ยอู๋โยวตอบเสียงเรียบ "ก่อนหน้านี้เคยสูญเสียพลังไปแล้วจริงๆ แต่ตอนนี้หายดีแล้ว"
ซูชิงเหอรู้จักกับเขามาตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสมัยเด็กที่เติบโตมาด้วยกัน
ซูชิงเหอวัยสิบสี่ปีสามารถปลุกดวงตาเทวะหยินหยางจนตื่นขึ้น
ในตอนนั้นเขาในวัยสิบสามปีก็เป็นที่เลื่องลือในเมืองไท่เสวียนจนไม่มีใครเทียบเคียงได้
ตระกูลซูและตระกูลเยี่ยตกลงหมั้นหมายให้ทั้งสอง ทั้งคู่ต่างมีใจให้กันและเคยให้คำมั่นสัญญาต่อฟ้าดิน
ทว่าเมื่อสองปีก่อน เขากลับร่วงหล่นจากหอคอยแห่งอัจฉริยะลงสู่ขุมนรกโคลนตมในชั่วข้ามคืน
ความเย็นชาของบิดา
การทอดทิ้งของตระกูล
การกลั่นแกล้งของแม่เลี้ยง
และความล้มเหลวในการพยายามฝึกฝนครั้งแล้วครั้งเล่าของเขาเอง
ภายใต้ความสิ้นหวังที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น อดีตของเขาเคยคาดหวังให้ซูชิงเหอกลับมาแล้วเอ่ยถามสักประโยคว่า เจ้าสบายดีหรือไม่?
แต่สิ่งที่รอคอยมีเพียงความผิดหวังอันไร้ที่สิ้นสุด
บัดนี้ความทรงจำในอดีตชาติฟื้นคืน เขาตกลงที่จะช่วยรักษาซูชิงเหอ ก็ถือเป็นการปิดฉากความสัมพันธ์ที่เคยรู้จักและรักใคร่กันมาให้สิ้นสุดลง
ในวินาทีนี้ ความผูกพันอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ในก้นบึ้งของหัวใจของเขาก็ค่อยๆ มลายหายไปจนสิ้น
จากนั้นเยี่ยอู๋โยวก็หันไปมองซูชิงเหอด้วยน้ำเสียงหมางเมิน "ซูชิงเหอ ในเมื่อข้ารับปากบิดาเจ้าว่าจะรักษาเจ้าให้หาย ข้าย่อมทำตามที่พูด"
"บัดนี้เจ้าฟื้นแล้ว หลังจากช่วยเจ้าทำกระบวนการตื่นรู้ครั้งที่สองของดวงตาเทวะหยินหยางให้เสร็จสิ้น ข้าก็จะออกจากตระกูลซูไปเอง"
ออกจากตระกูลซูงั้นหรือ?
ซูชิงเหอมีสีหน้าสั่นไหว
เยี่ยอู๋โยวพูดพลางหยิบหนังสือสัญญาหมั้นหมายที่พกติดตัวออกมา
สัญญาหมั้นหมายนั้นเป็นม้วนผ้าไหมสีทอง แต่ทว่าตอนนี้กลับเต็มไปด้วยรอยเลือด
เวลานี้ซูชิงเหอมองเห็นรอยแส้และคราบเลือดบริเวณลำคอและหน้าอกของเยี่ยอู๋โยวอย่างชัดเจน นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกบีบรัดในหัวใจ
"สัญญาหมั้นหมายของข้าอยู่ที่นี่ หลังจากช่วยเจ้าข้ามผ่านเคราะห์กรรมสำเร็จ เจ้าและข้าจะนำสัญญาหมั้นหมายที่ทั้งสองตระกูลเคยทำไว้ขึ้นมาเผาทิ้งพร้อมกันเพื่อยกเลิกการหมั้นหมาย ภายภาคหน้า ทางใครทางมัน!"
"เจ้าจะแยกทางกับข้างั้นหรือ?" ซูชิงเหอชะงักไป
เยี่ยอู๋โยวโพล่งออกมาทันที "แล้วมิใช่หรือไง?"
เมื่อเห็นสีหน้าของซูชิงเหอดูไม่ค่อยดี เยี่ยอู๋โยวก็คร้านจะเสวนายืดเยื้อ เขาแบมือออกไปตรงหน้าโดยตรง
"อะไรหรือ?"
"หินวิญญาณ!"
เยี่ยอู๋โยวตอบกลับอย่างเป็นเรื่องปกติ "ตอนนี้ข้าจะไปซื้อสมุนไพรที่หอว่านเซี่ยงเพื่อช่วยเจ้าให้ผ่านการตื่นรู้ครั้งที่สองของดวงตาเทวะ เจ้าคงไม่ให้ข้าเป็นคนจ่ายเงินกระมัง?"
ซูชิงเหอหยิบบัตรผลึกสีทองอ่อนออกมาอย่างงงๆ แล้วกล่าวว่า "นี่คือบัตรทองของหอว่านเซี่ยง ข้างในมีหินวิญญาณเก็บไว้อีกหนึ่งแสนก้อน เจ้าเอาไปใช้เถิด!"
"อืม!"
เยี่ยอู๋โยวรับบัตรผลึกมาแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
ทิ้งซูชิงเหอให้ยืนเหม่อลอยและสับสนอยู่เพียงลำพัง
เมื่อมองตามแผ่นหลังเยี่ยอู๋โยวที่เดินจากไป ซูเทียนสยงก็ค่อยๆ เดินก้าวเข้ามาในห้องโถงอย่างระมัดระวัง
"ลูกสาว เจ้านั่นจะไปไหนหรือ?"
ซูเทียนสยงในเวลานี้ไม่เหลือความน่าเกรงขามอย่างก่อนหน้านี้เลย กลายเป็นภาพลักษณ์ของคนหลงลูกสาวอย่างสมบูรณ์
ซูชิงเหอตอบเสียงเหม่อลอย "เขาบอกว่าจะช่วยข้าทำกระบวนการตื่นรู้ครั้งที่สองของดวงตาเทวะหยินหยางให้เสร็จสิ้น จากนั้นก็จะยกเลิกสัญญาหมั้นกับข้าแล้วออกจากตระกูลซู ตอนนี้เขากำลังไปซื้อสมุนไพรที่หอว่านเซี่ยง"
"จริงหรือ?"
เมื่อซูเทียนสยงได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจระคนยินดีทันที "ดีๆๆ ดียิ่งนัก ข้าเคยได้ยินอาจารย์หลิ่นพูดถึงหลายครั้งว่าในสำนักศึกษาเทียนชิงมีคนหนุ่มผู้มีพรสวรรค์จากจักรวรรดิเทียนเสวียนมากมายตามจีบเจ้า เมื่อยกเลิกสัญญาหมั้นหมาย เจ้าก็ไร้ซึ่งพันธะแล้ว!"
"แต่ว่าปล่อยเขาไปคนเดียว หากเขาหนีไปจะทำอย่างไร? ข้าจะส่งคนไปตามประกบเขาเดี๋ยวนี้!"
"ท่านพ่อ! ไม่จำเป็นหรอก!"
ซูชิงเหอมีสีหน้าเคร่งขรึมลง นางเอ่ยถามว่า "สองปีที่ผ่านมานี้ จดหมายที่ข้าส่งกลับมาที่บ้าน ท่านเคยได้รับบ้างหรือไม่?"
[จบแล้ว]